ถ้าเรามองไม่เห็นคู่แข่ง

20200609

นั่นอาจตีความได้สามแบบ

หนึ่ง เราทิ้งคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น

สอง เราแข่งกับตัวเอง

สาม เรามัวแต่ทะเลาะกันเอง

ถ้าตกข้อหนึ่งต้องถือว่าโชคดี แต่ก็ไม่ควรประมาท

ถ้าตกข้อสองก็เท่ แต่ชำเลืองเค้าไว้บ้างก็ไม่เสียหาย

ถ้าตกข้อสามก็น่าเป็นห่วงที่สุด ถ้าเรามัวแต่จับผิด เกี่ยงงาน แบ่งพรรคแบ่งพวก เราก็กำลังทำลายทรัพยากรที่มีค่าที่สุดคือปัญญา เวลา และคุณค่าของคนทำงานครับ

ไม่ต้องกลัว New Normal หรอก กลัว Old Normal ดีกว่า

20200602

เพราะมนุษย์นั้นปรับตัวได้เก่งกว่าที่เราคิด หากมันมีอะไรที่บังคับให้เราต้องเปลี่ยน เราก็เปลี่ยนมันได้แทบจะชั่วข้ามคืน เหมือนที่อาจารย์มหาวิทยาลัยเปลี่ยนมาสอนออนไลน์ หรือผู้บริหารเปลี่ยนมาประชุมผ่าน Zoom จนมีคนแซวว่าโควิด-19 นี่เก่งกว่า CTO อีกเพราะทำให้ Digital Transformation เกิดขึ้นได้จริงๆ

สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ล้วนเคยเป็น new normal ด้วยกันทั้งนั้น ที่เห็นชัดสุดคือการสื่อสารที่เปลี่ยนจากจดหมายมาเป็นอีเมล เปลี่ยนจากโทรศัพท์มาเป็นแชท

สมัยก่อนใครจะยอมให้เพื่อนอัพโหลดรูปของเราไปไว้ในเน็ตแถมให้คนไม่รู้จักมาเห็นหน้าเห็นชื่อเราได้ด้วย แต่ Facebook ก็ normalize มันไปเรียบร้อยแล้ว

สมัยก่อนใครจะยอมให้คนแปลกหน้าจากต่างแดนมานอนที่บ้านของตัวเอง แต่ Airbnb ก็ normalize พฤติกรรมนี้เรียบร้อยแล้ว (และต้องหาทาง normalize อีกรอบหลังโควิด)

สมัยก่อนดาราสวยๆ ที่ไหนจะมาเต้นตลกๆ ร้องเพลงลิปซิงค์ให้ฟรีๆ แต่ Tiktok ก็ normalize ให้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

ดังนั้น New Normal จึงไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิด

สิ่งที่เราควรกลัวมากกว่าคือ Old Normal ต่างหาก

เมื่อเช้าฝนตกหนักเหมือนฟ้ารั่ว เพิ่งซาไปตอน 7 โมงนิดๆ โชคดีที่วันนี้ผมทำงานที่บ้าน ถ้าเป็นวันเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้วรถคงจะติดกันถล่มทลายเพราะทุกคนต้องไปทำงานแถมโรงเรียนยังเปิดเทอมแล้วด้วย

คำถามก็คือหลังจากจบโควิดแล้ว จะยังมีองค์กรไหนกลับไปใช้กฎกติกาที่ “การทำงาน” หมายถึงการ “มาถึงออฟฟิศแล้วตอกบัตรตอน 8 โมงเช้า” รึเปล่า เพราะถ้าผู้บริหารและ HR ยังทำอย่างนั้นก็นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆ

เทคโนโลยีเปลี่ยนไปตั้งมากมายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่กฎอย่างการเข้างาน 8 โมงเช้านี่อยู่มา 40 ปีแล้วยังไม่ยอมเปลี่ยนกันอีก*

เมื่อโลกเปลี่ยน กติกาก็ควรจะเปลี่ยนตาม สมัยก่อนเดินออกจากออฟฟิศก็ถือว่าจบเวลาการทำงานแล้ว แต่สมัยนี้เทคโนโลยีเอื้อให้พนักงานทำงานจากที่ไหนและเมื่อไหร่ก็ได้ องค์กรจึงคาดหวังให้พนักงาน flexible พอที่จะตอบแชทแม้จะเป็นนอกเวลางาน แต่ถ้าองค์กรเองกลับไม่ flexible เรื่องเวลาและสถานที่ในการทำงานบ้างเลยก็คงดูเอาแต่ได้ไปหน่อย

ถ้าวันนี้ฝนตกหนัก การบังคับให้พนักงานต้องฝ่าฝนฝ่ารถติดเพื่อมาถึงออฟฟิศภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้เพราะกฎเขียนบังคับเอาไว้ก็ต้องถือเป็นโศกนาฎกรรม

เวลาเข้างานนี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่ง ยังมีอีกหลายแง่มุมในองค์กรที่ “หมดเขต” ไปตั้งนานแล้วแต่เรายังทำเพียงเพราะความเคยชิน

เมื่อโควิดนำ New Normal มาให้ ก็ขอให้ใช้มันเป็นโอกาสในการลดละเลิก Old Normal ที่ไม่เมคเซ้นส์อีกต่อไป

ทำอย่างนี้ได้ก็น่าจะเป็นคุณกับทุกฝ่ายนะครับ

—–

* แน่นอนว่าในบางธุรกิจเช่นโรงงานหรืองานบริการ การมาถึงตรงเวลานั้นยังจำเป็นอยู่ แต่งานที่เป็น white collar หรืองานที่ไม่มีเวลาเลิกงานที่แน่นอนก็ควรยืดหยุ่นเวลาเริ่มงานด้วยเช่นกันครับ

ตามหาหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” และ “Thank God It’s Monday” ได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

ไม่ต้องรอให้นายบอก

20200601

Steve Jobs เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 1996 ว่า

“Apple was a very bottom-up company when it came to a lot of its great ideas. We hired truly great people and gave them the room to do great work. A lot of companies – I know it sounds crazy – but a lot of companies don’t do that. They hire people to tell them what to do. We hire people to tell us what to do. We figure we’re paying them all this money; their job is to figure out what to do and tell us. That led to a very different corporate culture, and one that’s really much more collegial than hierarchical.”

“ที่แอปเปิ้ลเราได้ไอเดียเจ๋งๆ ที่มาจากพนักงานมากมาย เรารับคนเทพๆ เข้ามาและเปิดพื้นที่ให้เค้าได้รังสรรค์ผลงาน องค์กรจำนวนไม่น้อย – ผมรู้ว่ามันฟังดูตลกนะ – แต่องค์กรจำนวนไม่น้อยไม่ได้ทำอย่างนั้น พวกเขาจ้างคนเข้ามาเพื่อจะบอกพนักงานเหล่านั้นว่าต้องทำอะไร แต่เราจ้างคนเข้ามาเพื่อให้เขาบอกว่าเราต้องทำอะไร ในเมื่อเราจ่ายเงินให้เขาขนาดนี้ หน้าที่ของเขาคือการคิดให้ออกและบอกเราว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ มันทำให้เรามี culture องค์กรที่แตกต่างไปจากที่อื่น ให้อารมณ์เหมือนเป็นเพื่อนร่วมงานมากกว่าที่จะเป็นการบังคับบัญชาตามลำดับชั้น”

ในโลกสมัยนี้ ไม่มีใครรู้ทุกอย่างอีกต่อไป ต่อให้คนที่เก่งที่สุดในองค์กรก็มีเรื่องที่เขารู้น้อยยิ่งกว่าพนักงานปฏิบัติการ ผู้บริหารจึงไม่มีหน้าที่ไปกะเกณฑ์ว่าควรจะทำงานอะไรหรือควรทำงานนี้อย่างไร สิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้คือช่วยหาคนเก่งๆ เข้ามา ตั้งเป้าหมายให้ชัด สื่อสารให้ทุกคนเห็นภาพตรงกัน จากนั้นก็ get out of the way เพราะบ่อยครั้งการพยายาม add value ที่ล้นเกินอาจเป็นการชักใบให้เรือเสียก็ได้

ในมุมกลับ พนักงานก็ไม่ควรรอให้หัวหน้าสั่งว่าวันนี้ต้องทำอะไร ถ้าเราอยากก้าวหน้า เราควรมองให้เห็นว่าอะไรที่ยังเป็น pain อยู่บ้าง ขบคิดและหาทางออก และนำไปเสนอกับหัวหน้าหรือคนที่มีอำนาจตัดสินใจ แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกไอเดียจะได้รับการนำไปต่อยอด แต่ถ้าพนักงาน 100 คน มี 100 ไอเดียทุกสัปดาห์ ครบ 100 สัปดาห์ก็จะมี 10,000 ไอเดียที่มีศักยภาพที่จะขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าได้

“They hire people to tell them what to do. We hire people to tell us what to do.”

องค์กรที่จะอยู่รอด คือองค์กรที่พนักงานบอกผู้บริหารได้ว่าเราควรต้องทำอะไรบ้างครับ

ขอบคุณ Quote จาก Google Books: 185 Quotes & Thoughts from Steve Jobs 

องค์กรที่ดีต้องมีทั้ง Superstars และ Rockstars

20200527

Kim Scott ซึ่งเคยเป็นผู้บริหารที่ Google และ Apple ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Radical Candor ว่า องค์กรต้องมีทั้ง Superstars และ Rockstars

Superstars คือคนที่เป็นดาวรุ่ง ทำงานเก่ง มีความทะเยอะทะยาน คนเหล่านี้ต้องการความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ

ส่วน Rockstars นั้นเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่สำคัญต่อองค์กรมากๆ แต่เราไม่ค่อยนึกถึง โดย “rock” ในที่นี้คุณคิม สก๊อตบอกว่าไม่ใช่ “เพลงร็อค” แต่หมายถึง “ภูผา”

ภูผาแสดงถึงความมั่นคงแข็งแรงฉันใด Rockstars ในองค์กรก็มีความมั่นคงและแข็งแรงฉันนั้น คนที่เป็นร็อคสตาร์นั้นทำงานของตัวเองได้ดี เข้าใจเนื้องานที่ตัวเองทำ สนุกกับงาน แต่ไม่ได้ต้องการจะไต่เต้าขึ้นไปในองค์กรเหมือนซูเปอร์สตาร์ เพราะร็อคสตาร์อาจจะมีบางอย่างที่เขาให้ความสำคัญมากกว่า เช่นครอบครัว สุขภาพ งานอดิเรก

วิธีการจัดการ Superstars กับ Rockstars จึงต่างกัน

พวก Superstars ต้องการแสดงผลงาน ต้องการความก้าวหน้า ต้องการความรับผิดชอบที่มากขึ้น (และค่าตอบแทนที่สูงขึ้น) ดังนั้นองค์กรจึงต้องพยายามหางานใหม่ๆ ป้อนให้เขา ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะไปแสวงหาความก้าวหน้าและความท้าทายที่อื่นแทน

ส่วน Rockstars นั้นตรงกันข้าม แม้จะทำงานได้ดี แต่พวกเขาให้ค่ากับ “เสถียรภาพ” หรือ stability มากกว่า ถ้าองค์กรรีบไปโปรโมตหรือจับเขาทำอะไรที่ไม่อยากทำ องค์กรก็อาจจะเสียคนทำงานฝีมือดีไป ไม่ใช่เพราะเขาลาออก แต่เพราะเขาอาจทำงานใหม่ได้ไม่ดีและกลายเป็นพนักงานที่มี engagement ต่ำ ดังนั้นการดูแลร็อคสตาร์ที่เหมาะสมคือการ recognize และให้เกียรติคนเหล่านี้โดยไม่จำเป็นต้องไปประเคนความรับผิดชอบอะไรให้เขาเพิ่ม

องค์กรจำเป็นต้องมีคนทั้งสองประเภท ต้องมี Superstars ที่พร้อมจะลองทำสิ่งใหม่เพื่อให้ธุรกิจเติบโตกว่าเดิม แต่องค์กรก็จำเป็นต้องมี “กองกลางตัวรับ” ที่แข็งแกร่งอย่าง Rockstars เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีสะดุด ถ้าให้ความสำคัญแต่กับซูเปอร์สตาร์ ก็จะมีโปรเจ็คใหม่ๆ มากมายที่ถูกทิ้งไว้กลางทาง เพราะซูเปอร์สตาร์นั้นอยู่กับอะไรนานๆ เหมือนร็อคสตาร์ไม่ได้

จัดการคนเก่งให้ถูกวิธี ดาวดีๆ จะได้ไม่ออกไปนอกวงโคจรครับ

—–

ป.ล. บางท่านอ่านแล้วอาจมีคำถามต่อว่าแล้วพวก dead stars หรืออุกกาบาตนี่ต้องทำยังไง อันนี้คุณคิม สก๊อตไม่ได้เขียนเอาไว้ แต่พวกเราก็รู้คำตอบอยู่แก่ใจ เหลือแค่ว่าจะกล้าทำในสิ่งที่ควรทำรึเปล่าเท่านั้นเอง

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ตามหาหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” และ “Thank God It’s Monday” ได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

80507942_579966649467475_5144866110411112448_n

คุณค่าที่เรามองข้าม

20200519

สัปดาห์ที่แล้วผมได้เข้าร่วม panel discussion ในหัวข้อถอดบทเรียน Work from Home และ New Normal ที่จัดโดยสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย

หนึ่งในคำถามที่ผมได้รับก็คือ หลังจากหมดโควิดแล้วอะไรจะเปลี่ยนไปบ้าง

ผมตอบไปว่า คนเราน่าจะเห็นคุณค่าของการทำงานที่ออฟฟิศมากขึ้น

การทำงานที่ออฟฟิศมีข้อดีที่เราไม่เคยมองเห็นก่อนเกิดโควิด

ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะทำงานที่ความสูงกำลังดี จอคอมที่ช่วยให้ทำงานได้สะดวก และเก้าอี้สำนักงานที่นั่งแล้วไม่เมื่อยเกินไปนัก

อากาศก็เย็นสบายเพราะเปิดแอร์ได้ทั้งวันโดยที่เราไม่เคยต้องกังวลเรื่องค่าไฟ

และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อนร่วมงาน

เพื่อนร่วมงานบางคนอาจจะน่ารัก บางคนอาจจะน่ารำคาญ แต่ทุกคนสามารถ “ส่งพลังอะไรบางอย่าง” ให้เราได้

ใครที่ได้ WFH คงได้พบความจริงที่ว่า การทำงานที่บ้านทำให้เรา “เฉา” ได้เร็วมาก

อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ที่รายล้อมมันดูดพลังเราไป แต่ที่ออฟฟิศยังมันมีคนเดินไปเดินมาและรับ-ส่งพลังงานกับเรา เราเลยรู้สึกว่าไม่หมดแรงเท่ากับทำงานที่บ้าน

มนุษย์เราไม่ได้ถูกวิวัฒนาการมาให้นั่งหน้าจอคอมวันละ 10 ชั่วโมงหรอก ถ้าอยู่ที่ออฟฟิศ เรามีโอกาสที่จะได้เบรคจากเพื่อนร่วมงานที่มา “ขัดจังหวะ” บ่อยๆ เช่นปรึกษาหารือ เมาธ์มอย ชวนลงไปซื้อขนม ฯลฯ เราก็เลยได้พักสายตา-สายใจจากเครื่องมืออิเลคโทรนิคส์บ้าง แต่อยู่ที่บ้านเราแทบไม่มีโอกาสทำอย่างนั้นเลยเพราะถึงจะเมาธ์มอยกับเพื่อนร่วมงานก็มักต้องทำผ่านจอคอมอยู่ดี

เฟอร์นิเจอร์ แอร์ และเพื่อนร่วมงานนั้นเป็นข้อดีที่เห็นได้ค่อนข้างชัด แต่แม้กระทั่งเรื่องที่เราบ่นเป็นอันดับหนึ่งอย่างการเดินทางไปทำงานก็มีข้อดีที่เราเคยมองข้ามไปเช่นกัน

ผมอดไม่ได้ที่จะคิดถึงช่วงเวลาที่ขับรถและฟังพอดคาสท์ดีๆ หรือเปิดเพลงดังๆ แล้วร้องตามได้โดยไม่ต้องเกรงใจใคร มันคือ me time ที่หาได้ยากขึ้นมากในช่วง WFH

เหล่านี้คือคุณค่าที่เราเคยมองข้ามก่อนเกิดโควิด

เมื่อพวกเราได้ทยอยกลับไปทำงานที่ออฟฟิศแล้ว แน่นอนว่าเรื่องปวดหัวที่มาพร้อมกับการทำงานออฟฟิศนั้นก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม

แต่ถ้าเรามองเห็นคุณค่าที่เราเคยมองข้ามไป อย่างน้อยมันก็น่าจะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีความอดทนและมีความเข้าใจมากขึ้นครับ