หาโดมิโนตัวแรกให้เจอ

20200629b

ธรรมดาผมจะวิ่งจ๊อกกิ้งเช้าวันอังคาร พฤหัสฯ และวันเสาร์

วันอังคารวิ่งระยะกลาง วันพฤหัสฯ วิ่งระยะสั้น วันเสาร์วิ่งระยะยาว

อังคารที่แล้วผมวิ่งได้ค่อนข้างน้อย เหตุเนื่องมาจากตื่นสายไปหน่อย วิ่งได้แค่ครึ่งชั่วโมงก็ต้องเลิก หนึ่งเพราะแดดเริ่มร้อน สองเพราะต้องไปทำงาน

เหตุผลที่ตื่นสาย เพราะคืนก่อนหน้านั้นนอนดึก

ที่นอนดึกก็เพราะกว่าจะเอาลูกเข้านอนได้ก็เกือบสี่ทุ่มแล้ว

ที่ลูกนอนดึกเพราะผมกลับบ้านค่อนข้างค่ำ

ที่กลับบ้านค่ำเพราะต้องนั่งเคลียร์งาน

ที่ต้องมานั่งเคลียร์งานช่วงค่ำ เพราะระหว่างวันทำงานสะเปะสะปะไปหน่อย ทำให้บางอย่างที่ควรเสร็จตั้งแต่หัววันดันไม่เสร็จ และจะรอวันถัดไปก็สายเกิน

ที่ทำงานสะเปะสะปะเพราะตอนเช้าไม่ยอมเขียน to do list ลงในกระดาษให้ชัดเจนว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง และงานอะไรที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันนี้เท่านั้น

เหตุการณ์ทุกอย่างมีที่มาที่ไปของมัน

สิ่งที่เราเจอในตอนนี้ เป็นผลจากสิ่งที่เราทำก่อนหน้านี้

เปรียบเสมือนโดมิโนที่วางเรียงกันอยู่ เมื่อตัวหนึ่งล้ม โดมิโนตัวอื่นๆ ในแถวก็ล้มตามไปด้วย

การไม่ยอมเขียน to do list ในเช้าวันจันทร์ คือโดมิโน่ตัวแรกที่ทำให้ผมวิ่งได้นิดเดียวในเช้าวันอังคาร

เวลาเราเจอปัญหาอะไร ลองพยายามสืบสาวราวเรื่องที่มา เพราะสิ่งนั้นเกิด สิ่งนี้จึงเกิด

กลับไปหาโดมิโนตัวแรกให้เจอ แก้ที่ต้นทาง แล้วปลายทางจะตรงได้เองครับ

—-

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

OKR ไม่ใช่เป้าหมาย

20200617

OKR ย่อมาจาก Objectives and Key Results ที่บูมในเมืองไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา หลายองค์กรพยายามเอา OKR มาใช้แทน KPI

สิ่งที่ต้องระวังคือการระลึกให้ได้ว่า OKR ไม่ใช่เป้าหมาย KPI ก็ไม่ใช่เป้าหมาย

OKR เป็นเพียงเครื่องมือ

เครื่องมือที่จะช่วยพาเราเดินไปสู่เป้าหมาย

หากเราจับจ้องที่เครื่องมือมากเกินไป เราจะเผลอนึกว่าเครื่องมือเป็นเป้าหมายเสียเอง

เหมือนเรามองนิ้วที่ชี้ไปที่พระจันทร์ ถ้าไม่ตั้งสติให้ดีเราอาจเผลอนึกว่านิ้วชี้คือพระจันทร์

ฝรั่งมีคำพูดที่ว่า the map is not the territory – แผนที่ไม่ใช่พื้นที่

แผนที่เป็นเพียงภาพจำลองของพื้นที่จริงเท่านั้น ถ้าเราเอาแต่ก้มหน้าก้มตาดูแผนที่ เราก็จะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาดูพื้นที่เลย

หลายอย่างในชีวิตเราจึงเป็นแค่เพียงเครื่องมือ เป็นแค่แผนที่ เป็นแค่นิ้วที่ชี้พระจันทร์

เงินก็เป็นหนึ่งในนั้น

เงินเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย

แต่เมื่อเราทำอะไรเพื่อให้ได้เงินมานานๆ เข้า เราก็ม้กจะโฟกัสไปที่ตัวเงินจนหลงลืมเป้าหมายที่แท้จริง

เป้าหมายก็คือเป้าหมาย เครื่องมือก็คือเครื่องมือ เชื่อมโยงกันแต่ไม่อาจทดแทนกันได้

แยกแยะให้ออก ชีวิตจะได้ไม่ถลอกปอกเปิกจนเกินไปครับ

เวลาดูคนเก่งอย่าดูแค่สิ่งที่เขาทำ

20200616

ให้ดูสิ่งที่เขาไม่ทำด้วย

เมื่อวานนี้ผมเขียนบทความ “เหตุผลที่เราไม่ควร Work from home ทุกวัน” โดยอ้างอิงถึง Silent Knowledge หรือความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดเป็นภาษาได้ ต้องอาศัยการซึมซับหรือครูพักลักจำเอา

แล้วผมก็คิดได้อีกเหตุผลหนึ่งที่เราควรมาทำงานที่ออฟฟิศ คือเราจะได้เรียนรู้ว่าคนเก่งๆ นั้นเขาไม่ทำอะไรกัน

เช่นเวลามีคนส่งเมลมาต่อว่าทีม แทนที่หัวหน้าเราจะส่งเมลโต้แย้ง เขาอาจจะเลือกเดินไปหาคนส่งเมลเพื่อคุยกันแบบตัวต่อตัว

สิ่งที่เขาทำคือการเดินไปคุย แต่สิ่งที่เขาไม่ทำคือเขาไม่อารมณ์เสีย ไม่บ่น ไม่ด่วนโต้ตอบ ซึ่งเราอาจจะไม่มีโอกาสมองเห็นสิ่งเหล่านี้ถ้าเราทำงานที่บ้าน

การรู้ว่าควรทำอะไรบ้างนั้นสำคัญก็จริง แต่การรู้ว่าไม่ควรทำอะไรนั้นอาจสำคัญยิ่งกว่า

Charlie Munger คู่หูของ Warren Buffet บอกว่า พวกเขาไม่ได้ทำอะไรที่ฉลาดล้ำลึก แค่พวกเขาหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทำอะไรโง่ๆ เท่านั้นเอง

“It is remarkable how much long-term advantage people like us have gotten by trying to be consistently not stupid, instead of trying to be very intelligent.”

หนังสือการเป็นผู้นำอย่าง What got you here won’t get you there ก็บอกว่า ถ้าอยากเป็นผู้นำที่ดีคุณไม่ต้องทำดีอะไรหรอก แค่อย่าทำตัวแย่ๆ ก็พอ – don’t be a jerk.

คำสอนที่เรารู้จักกันดีอย่างศีลห้าหรือบัญญัติสิบประการก็ไม่ได้บอกให้เราทำอะไร แค่บอกว่าเราไม่ควรทำอะไร พอไม่ผิดเดี๋ยวมันก็ถูกเอง

คนที่เราชื่นชมเขาทำอะไรได้หลายอย่าง นั่นเป็นเพราะเขาเลือกที่จะไม่ทำบางอย่าง เขาจึงมีเวลาและมีแรงเหลือมาลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้

ที่เราเห็นคนเก่งๆ แล้วเราท้อถอย เพราะเราพยายามไปทำตามสิ่งที่เขาทำ

วิธีที่ยั่งยืนกว่า คือดูว่าเขาไม่ทำอะไร แล้วถ้าเรายังทำอยู่ก็เลิกซะ

มองให้เห็นในสิ่งที่คนเก่งไม่ทำ แค่นี้ชีวิตก็ดีขึ้นได้แล้วครับ

—–

หนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ ตามหาได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

เหตุผลที่เราไม่ควร Work From Home ทุกวัน

20200615

เมื่อประมาณเกือบสองปีที่แล้ว ทาง Wongnai ได้เชิญ “พี่ด้วง” ดวงฤทธิ์ บุนนาค มาถ่ายทอดประสบการณ์ให้พวกเราฟังในกิจกรรม Wongnai WeShare

หัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ silent knowledge

ความรู้ที่เราได้จากโรงเรียนหรือจากตำราเรียกว่า articulated knowledge

articulate แปลว่า พูดออกมาอย่างชัดเจน

articulated knowledge จึงเป็นความรู้ที่ถูกถ่ายทอดด้วยภาษา มีการบันทึกไว้เป็นหลักสูตร

articulated knowledge เป็นพื้นฐานของการศึกษาทั่วโลก และนี่คือเหตุผลที่วงการการศึกษากำลังแย่ มหาวิทยาลัยกำลังลำบาก เพราะ articulated knowledge หาได้ในอินเทอร์เน็ตหมดแล้ว

ลองถามตัวเองดูก็ได้ว่าสิ่งที่เราเรียนที่มหาลัย เราได้เอามาใช้กี่เปอร์เซ็นต์

สิ่งที่เราทำวันนี้ เราเรียนรู้ได้โดยที่ไม่ต้องมีใครสอน นี่คือเหตุผลที่การศึกษาในปัจจุบันไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป

แต่ silent knowledge คือการเรียนรู้ที่ไม่สามารถจะสอนได้ ไม่สามารถถ่ายทอดเป็นภาษาได้ เหมือนการเรียนกับช่างไม้ ที่ต้องไปฝากตัวอยู่กับครูนานๆ ถึงจะทำได้

เพราะเวลาเราเรียนรู้จากคนเก่งๆ หลายครั้งเขาไม่ได้เอ่ยปากสอนด้วยซ้ำ แต่เราเรียนรู้ได้เองจากการสังเกตสีหน้า ท่าทาง การคุมอารมณ์ ความตั้งใจ ความเข้มข้นในการทำงาน

ช่วงที่เราปิดโควิดกันไปสองเดือน ดูเหมือนว่าหลายคนกำลังติดใจการ work from home จนคิดว่าการมาเข้าออฟฟิศนั้นไม่จำเป็น

แต่การทำงานที่บ้านอย่างเดียวไม่ทำให้เกิด silent knowledge ครับ หรือถึงจะเกิดก็เกิดได้น้อยกว่าการทำงานที่ออฟฟิศมาก

แน่นอนว่าเรื่องโควิดเราก็ห้ามการ์ดตก เรายังต้องรักษาระยะห่างเอาไว้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราควรทำงานจากที่บ้านห้าวันต่อสัปดาห์

เพราะเราไม่ได้มาทำงานเพื่อจะหาเลี้ยงชีพอย่างเดียว แต่เรากำลังหาอย่างอื่นด้วย

และบางอย่างจะหาเจอได้ก็ต่อเมื่อเราได้พบปะพูดคุยกับมนุษย์ตัวเป็นๆ เท่านั้นครับ

—–

ตามหาหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” และ “Thank God It’s Monday” ได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

มันต้องมีวิธีที่ดีกว่านี้สิ

20200611

วิธีการทำงานที่เรามีอยู่ตอนนี้ เราไม่ได้ทำเพราะว่ามันเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่เราทำเพราะมันเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร ฝรั่งเรียกว่า status quo

การเปลี่ยน status quo นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะเราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เราไม่ชอบแรงเสียดทาน เราไม่ชอบความเสี่ยง เราจินตนาการไปว่าการเปลี่ยนแปลงจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดที่เรายังเห็นภาพไม่ค่อยชัด เราเลยยอมอยู่กับความเจ็บปวดแบบเดิมๆ ที่เราเคยชินและรู้จักดีอยู่แล้ว

แต่เกือบทุกอย่างมันดีขึ้นได้เสมอ แค่เราต้องหยุดก้มหน้าก้มตา เงยหน้า เดินถอยหลังออกมา เดินวนรอบๆ ปัญหา แล้วมองเข้ามาใหม่

มีไม่กี่คนที่ทำอย่างนี้ เพราะเราไม่อยากสร้างงานให้ตัวเองเพิ่ม ที่มีอยู่ก็ตึงมือพออยู่แล้ว เราเลยไม่อยากเพิ่มความไม่แน่นอนเข้ามาในชีวิตอีก

แต่ในความไม่แน่นอนนี่แหละที่ซ่อนความเป็นไปได้ใหม่ๆ ซ่อนความมีชีวิตชีวาของการทำงานเอาไว้

มันต้องมีวิธีที่ดีกว่านี้สิ

บอกตัวเองบ่อยๆ กล้าๆ หน่อย แล้วเราจะได้พบเรื่องดีงามครับ