ถ้ารู้ตัวว่ากำลังอู้งาน

20200720

ลองเปลี่ยนที่นั่งทำงานดู

เพราะคนเราเป็นผลผลิตแห่งความเคยชิน

สภาพแวดล้อมจะเป็นเหมือนผู้กำกับที่คอยให้คิวการแสดงกับเรา

ทั้งสิ่งที่เราเห็น เสียงที่เราได้ยิน กลิ่นที่เราสัมผัส

เมื่อผู้กำกับยังเป็นคนเดิม เราจึงแสดงได้แต่บทเดิมๆ

แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเสียใหม่ เราจะได้ผู้กำกับคนใหม่ที่พร้อมจะฟังนักแสดงมากขึ้น

มีน้องคนนึงในทีมตั้งใจจะเขียนบล็อกลง Life@Wongnai ทำอยู่หลายสัปดาห์ก็เขียนไม่จบเพราะมีคนมาคอยขัดจังหวะตลอด ผมเลยบอกว่างั้นเช้านี้ให้เข้าไปนั่งเขียนในห้องประชุม ถ้าเขียนดราฟท์แรกไม่เสร็จห้ามออกมา

แล้วภายในเวลาแค่ชั่วโมงกว่าๆ เธอก็เขียนบทความจบจนได้ แถมยังเป็นบทความที่มีคนอ่านติด Top 10 ของ Life@Wongnai อีกด้วย

ถ้ารู้ตัวว่ากำลังอู้งาน ลองเปลี่ยนที่นั่งทำงานดูครับ

(แต่ถ้าเปลี่ยนแล้วอู้กว่าเดิม ก็แสดงว่าเลือกที่นั่งผิดนะครับ)

7 เคล็ดลับสำหรับยอดนักขาย

20200719

วันก่อนผมอ่านเจอคำแนะนำการเป็นนักขายที่ดีของ Colin Dowling ชอบมาก เลยอยากเอามาแชร์ให้ทุกคนครับ

1. การขายก็เหมือนกับการเล่นกอล์ฟ เราอาจทำให้มันยากเสียจนทำอะไรไม่ถูก หรือไม่ก็แค่เดินไปที่แท่นแล้วก็หวดลูกกอล์ฟ ผมดูแลทีมเซลส์มาเกือบ 20 ปีและคำแนะนำของผมก็คือจงเดินไปที่แท่นแล้วก็หวดลูกกอล์ฟซะ

2. การขายเป็นเรื่องของคนและเป็นเรื่องของการแก้ปัญหา มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ solutions หรือเทคโนโลยี หรือการเขียนโค้ดเลย มันเป็นเรื่องของคนและเรื่องการแก้ปัญหาล้วนๆ

3. คนเราซื้อแค่ 4 อย่าง – ย้ำว่าแค่ 4 อย่างนี้เท่านั้น – เวลา เงิน เซ็กส์ และการถูกยอมรับ/ความสบายใจ ถ้าคุณพยายามจะขายอะไรนอกเหนือไปจากนี้คุณจะล้มเหลว

4. คนจะซื้อยาพาราเซตามอลเสมอ คนจะซื้อวิตามินแค่บางเวลาเท่านั้น แถมยังคาดเดาไม่ได้ด้วยว่าจะซื้อเมื่อไหร่ จงขายยาพารา

5. เวลาผมไปบรรยายผมจะพูดเสมอว่า “ถ้าทุกอย่างเท่ากัน (ราคา,คุณภาพ) คนจะซื้อจากเพื่อนตัวเอง” ดังนั้นจงทำให้ทุกอย่างทัดเทียมกับคู่แข่ง จากนั้นก็ออกไปสร้างเพื่อนให้เยอะๆ

6. สิ่งเดียวที่จำเป็นต่อการการขายคือเราต้องทำตัวให้มีประโยชน์ ใครติดอะไรก็จงช่วยเหลือเขา อ่านเจออะไรดีๆ ก็ส่งให้เขาอ่าน เขียนการ์ดวันเกิด อัดไอเดียการสร้างความเจริญเติบโตลงวีดีโอแล้วส่งให้เขาดู แนะนำคนให้ได้รู้จักกัน จากนั้นก็ถอยฉากออกมาโดยไม่ต้องไปคาดหวังอะไร ถ้าคุณทำอย่างนี้เป็นประจำและด้วยความจริงใจ ผมสัญญาว่าผู้คนจะหาทางเอาเงินมาให้คุณเอง

7. ไม่มีใครสนใจเรื่องเป้าของคุณ หรือเรื่องเงินเดือนของคุณ หรือเรื่องค่าใช้จ่ายของคุณ ฯลฯ ไม่มีใครสนเลย เขาสนแค่ว่าคุณจะแก้ปัญหาให้เขายังไงได้บ้าง

โลกใบนี้มีเงิน 100 ล้านล้านดอลลาร์หมุนเวียนอยู่ รอให้คุณเข้าไปดอมดม ขอให้คุณโชคดี

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก James Clear: 3-2-1: On learning from mistakes, complaining, and getting better at sales

หน้าที่ของลูกน้องคือทำให้หัวหน้าดูดี

20200712b

ฟังดูเหมือนเป็นการประจบประแจง แต่ที่จริงมันไม่ได้แย่ขนาดนั้น

ผมเคยเขียนไว้ในหนังสือ Thank God It’s Mondayฯ ว่าเราทุกคนมีความต้องการหลักๆ แค่สองอย่างในชีวิต หนึ่งคือ Security และสองคือ Significance

Security คือความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย

Significance คือความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ

ถ้าใครมอบ 2S นี้ให้เราได้ เราก็จะรู้สึกดีกับคนคนนั้น

เช่นเดียวกัน ถ้าเรามอบ 2S นี้ให้ใครได้ เขาก็จะรู้สึกดีกับเราเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าหัวหน้า

อย่าลืมว่าหัวหน้าของเราต้องแบกรับผิดและรับชอบผลงานของทั้งทีม ถ้าเราทำงานออกมาได้ดีมีคุณภาพ หัวหน้าเราย่อมแฮปปี้เพราะเขาสามารถเอางานของเราไปนำเสนอใครต่อใครได้อย่างภาคภูมิใจ และเมื่อผลงานของทีมดี เขาย่อมได้ทั้ง Security และ Significance ในคราวเดียวกัน

ในทางกลับกัน ถ้างานของเราไม่ได้เรื่อง หัวหน้าต้องมาตามแก้หลายๆ รอบ นั่นย่อมทำให้เขาสูญเสียเวลาอันมีค่า แทนที่จะเอาไปสร้างผลงานอื่นๆ กลับต้องมานั่งปัดกวาดเช็ดถูความไม่เรียบร้อยในงานของลูกน้อง แถมถ้าข้อมูลผิดพลาดและทำให้บริษัทเสียหาย 2S ของหัวหน้าก็จะลดลงไปไม่น้อย

ทำงานของเราให้ดีเพื่อจะทำให้หัวหน้าของเราดูดี แล้วหัวหน้าจะดูแลเราดีเองครับ

ให้งานเดินหน้าด้วยการ disagree and commit

20200707c

ในที่ทำงาน เป็นเรื่องปกติที่เราจะมีความเห็นต่าง

ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง มีข้อมูลที่ตัวเองได้รับ มีภาพอนาคตที่ตัวเองเห็นสำหรับทางเลือกแต่ละทาง

แต่ถ้าเราไม่ใช่คนตัดสินใจหรือ decision maker บทบาทของเราย่อมสิ้นสุดตรงการนำเสนอความเห็นของเราให้หมดจด จากนั้นหัวหน้าจะตัดสินใจอย่างไรก็ต้องเคารพการตัดสินใจนั้น

ประโยคหนึ่งที่ใช้ในองค์กรต่างชาติคือคำว่า disagree and commit

คือไม่เห็นด้วยหรอกนะ แต่ก็เอาไงเอากัน เพราะลงเรือลำเดียวกันแล้ว

ซึ่งดีกว่าวิธีตรงกันข้าม คือ agree but no commitment – ในที่ประชุมไม่ยอมบอกว่าต้องการอะไร เขาฟันธงมาอย่างไรก็ไม่ขัดขืน แต่พอออกมานอกห้องกลับไปคุยกันลับหลังว่าไม่เห็นด้วย ถ้าทำงานกันอย่างนี้ก็ไปต่อลำบาก

องค์กรที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องมี “ความสามัคคีทางความคิด” จริงๆ แล้วถ้าทุกคนคิดเหมือนกันแสดงว่ามีหลายคนที่ไม่ได้ใช้ความคิดด้วยซ้ำ

เป็นการดีกว่าที่เราจะเห็นต่างและถกเถียงกันให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นเมื่อตัดสินใจอะไรลงไปแล้ว ก็ขอให้มีความเป็นมืออาชีพพอที่จะ commit แล้วนำมันไปสานต่อจนกว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นครับ

30% ของเงินเดือนคือค่าอดทน

20200707

ผมเคยคิดเล่นๆ ว่าในเงินเดือน 100 บาท เป็นค่าแรง 40 บาท ค่าความสามารถ 30 บาท และค่าความอดทน 30 บาท

ลูกน้องเงินเดือน 20,000 เป็นค่าอดทนเสีย 6,000

อดทนกับการรอรถ อดทนกับงานที่เลือกไม่ได้ อดทนกับความเอาแต่ใจของหัวหน้า

หัวหน้าเงินเดือน 50,000 เป็นค่าอดทนเสีย 15,000

อดทนกับความรับผิดชอบที่มากขึ้น อดทนกับลูกน้องที่ทำงานไม่ได้ดั่งใจ อดทนกับการถูกนินทา อดทนกับการอยู่ตรงกลางระหว่างข้างล่างกับข้างบน

เจ้าของเงินเดือน 300,000 เป็นค่าอดทนเสีย 90,000

อดทนกับภาระที่ต้องดูแลคนนับสิบนับร้อยคน อดทนกับการหาเงินสดมาให้ทันจ่ายเงินเดือน อดทนเป็นผู้ร้ายในสายตาของลูกจ้าง อดทนกับการนอนไม่หลับ อดทนกับความเสี่ยงที่อาจต้องสูญเสียสิ่งที่เคยสร้างมาทั้งหมด

ขึ้นชื่อว่าคนทำงาน มันมีเรื่องให้ต้องอดทนกันทั้งนั้น ยิ่งเงินเดือนสูงความอดทนยิ่งต้องสูงตามไปด้วย

ถ้าคิดเสียว่าส่วนหนึ่งของเงินเดือนคือค่าอดทน เราก็จะวางใจได้ถูกต้องขึ้นเมื่อเจอเรื่องที่เราไม่ชอบใจครับ

—–

หาซื้อหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ซึ่งว่าด้วยเรื่องการทำงานอย่างมีความสุขได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือทั่วไปครับ