แกะที่ราคาแพงที่สุดในโลก

สำหรับคนที่มั่นใจว่าตัวเองเป็นพนักงานที่มีคุณภาพ เรียนจบปริญญามาหลายใบ ลองถามตัวเองดูนะครับว่ามีคนจะพร้อมซื้อเราในราคา $490,000 เท่ากับแกะในรูปนี้รึเปล่า

แกะตัวนี้มีนามว่า Double Diamond (ทวิวัชระ?) มีฟาร์มสามแห่งที่ลงขันกันเพื่อให้ได้ Double Diamond มาครอบครอง ซึ่งนับว่าเป็นการซื้อขายแกะที่แพงที่สุดในโลก

เหตุผลเดียวที่มันราคาสูงขนาดนี้เพราะว่ามันเป็นพ่อพันธุ์ชั้นเลิศ หน้าตาจัดได้ว่าหล่อเหลาสุดๆ สำหรับบรรดาแกะตัวเมีย

และนี่อาจเป็นบทเรียนสำหรับคนทำงาน ว่าเราไม่จำเป็นต้องเก่งเสียทุกอย่าง แต่ขอให้เก่งอย่างเดียวแบบสุดๆ แล้วจะมีคนที่พร้อมจะสู้ราคาเพื่อใช้บริการของเราครับ


ขอบคุณภาพจาก Texel – Sheep Society

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Asim Qureshi’s answer to What are some of the lessons one should definitely learn at their 20s?

บริษัทปฏิบัติต่อพนักงานอย่างไร พนักงานก็จะปฏิบัติต่อบริษัทอย่างนั้น

มันคือกฎข้อ 3 ของนิวตัน ว่าแรงอะไรที่ส่งออกไปย่อมจะได้แรงเดียวกันส่งกลับมา

ถ้าบริษัทแสดงออกว่าไม่ไว้ใจพนักงาน ด้วยการปรับเงินหากมาสาย ด้วยการขอใบรับรองแพทย์ทุกครั้งที่ลาป่วย ด้วยการต้องขออนุมัติไม่ว่าเรื่องจะเล็กน้อยแค่ไหน มี HR ไว้เป็นผู้รักษากฎและคอยจับผิด พนักงานก็จะตอบสนองด้วยการให้เพื่อนตอกบัตรแทนกัน ทำงานเท่าที่จำเป็น และอู้งานเมื่อโอกาสอำนวย

ในเมื่อกฎที่ออกมามันช่างไม่สอดคล้องกับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไปแล้ว แถมยังลดคุณค่าคนทำงานเป็นเพียงหนูถีบจักรตัวหนึ่ง เหตุใดเขาถึงต้องทุ่มเทให้กับองค์กรแบบนั้นด้วย

แต่ถ้าบริษัทเริ่มต้นจากความเชื่อใจก่อน HR เลิกจับผิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ยกเลิกกฎที่ไม่ได้สร้างคุณค่าอะไร พนักงานก็จะเริ่มรู้สึกได้ว่าเขาได้รับการปฏิบัติอย่างมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีคนหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เขาคิด พูด และทำอะไรด้วยพลังด้านบวก

เมื่อบริษัทไว้ใจพนักงาน พนักงานก็จะพิสูจน์ตัวเองให้ดูว่าเขาเป็นคนที่น่าไว้ใจแค่ไหน – if the company trusts its employees, the employees will go to great lengths to prove how trustworthy they are.

แน่นอนว่าโลกไม่ได้สวยงาม มันมีพนักงานที่จ้องจะเอาเปรียบอยู่แล้ว แต่นั่นเป็นเพียงคนส่วนน้อยที่บริษัทต้องจัดการ เพื่อให้คนส่วนใหญ่ทำงานได้โดยไม่ต้องถูกกำกับด้วยกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยอีกต่อไปครับ

ชีวิตเราจะ pivot ไปอย่างไร

ใครที่ใช้ Excel มาระดับหนึ่ง ย่อมรู้จักสิ่งที่เรียกกันติดปากว่า “ไพวอตเทเบิล” Pivot Table (จริงๆ อ่านว่า พิเวิต) ซึ่งช่วยให้เรานำข้อมูลที่มีอยู่มาสรุปเป็นตารางได้อย่างรวดเร็ว

คำว่า pivot มาโด่งดังอีกครั้งจากหนังสือ The Lean Startup ของ Eric Ries ที่บอกว่าธุรกิจสตาร์ตอัปนั้นสามารถ “มุ่งสู่ทิศทางใหม่” โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเป้าหมายธุรกิจที่ตั้งเอาไว้แต่แรก

แอปในการช็อปปิ้งชื่อ Tote พิเวิตตัวเองมาเป็น Pinterest

บริษัททำพอดคาสท์ชื่อ Odeo พิเวิตตัวเองมาเป็น Twitter

แอป Burbn ที่เอาไว้ใช้เช็คอินตามร้านอาหาร พิเวิตตัวเองมาเป็น Instagram

และบริษัทที่สร้าง Operating System ให้กล้องดิจิทัลก็พิเวิตมาเป็น Android

อย่านึกว่าการ pivot นี้มีอยู่ในแต่สตาร์ทอัพเท่านั้น เพราะ BMW ก็เริ่มต้นด้วยการผลิตเครื่องยนต์ในเครื่องบิน Nokia เริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตเยื่อกระดาษ และ Samsung ก็เริ่มต้นจากการเป็นร้านขายของชำ

บริษัทไทยก็ pivot ตัวเองไปไม่น้อย ที่เห็นชัดๆ ก็เช่น RS ที่ pivot จากค่ายเพลงไปขายเครื่องสำอาง

เมื่อบริษัทยัง pivot ตัวเองได้ ทำไมปัจเจกบุคคลจะ pivot ตัวเองไม่ได้

ยิ่งในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนี้ ชุดความรู้ที่เรามีอาจใช้ไม่ได้ในอีก 3 ปีข้างหน้า บริษัทที่เราอยู่และยอด followers ที่เรามีไม่อาจมอบความมั่นคงให้กับเราได้ แต่ถ้าเรายืดหยุ่นมากพอทั้งทางความคิดและทางทักษะ เราก็พร้อมจะ pivot เมื่อวิกฤติและโอกาสมาถึง

วันนี้วันจันทร์ วันแรกของการทำงานในสัปดาห์ นอกจากจะตั้งใจทำงานตรงหน้าให้ดีแล้ว อย่าลืมสำรวจความเป็นไปได้ด้วยนะครับว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้มันเอื้อให้เรา pivot ไปทำอะไรในอนาคตได้อีกบ้าง

3 ส่วนผสมที่ลงตัวของ High Performer

มีสมองของผู้ประกอบการ
มีจิตวิญญาณของศิลปิน
มีร่างกายของนักกีฬา

เมื่อเราคิดแบบผู้ประกอบการ เราจะไม่กลัวที่จะริเริ่ม ไม่กลัวความล้มเหลว ไม่ยึดติดกับกรอบความคิดแบบเดิมๆ

เมื่อเรามีจิตวิญญาณของศิลปิน เราจะไม่เอาตัวเลขเป็นใหญ่ แต่เอาความสนุก เอาความงาม เอาความจริงเป็นเป็นตัวตั้ง สิ่งที่เราพูดและทำจะนำพาให้คนรอบข้างมีชีวิตที่ดีขึ้น

และเมื่อเราพักผ่อนให้เพียงพอ กินของที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เราก็จะมีร่างกายที่พร้อมทำงานหนักเพื่อรับใช้ผู้อื่นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

Entrepreneur’s mind.
Athlete’s body.
Artist’s soul.
-James Clear

ลองสำรวจตัวเองว่าควรเพิ่มเติมส่วนใดและลดทอนส่วนไหนเพื่อให้ส่วนผสมทั้งสามอย่างนี้มันกลมกล่อมนะครับ


ชวนฟังเพลงภาษาใจโดย Anontawong’s Music: bit.ly/pasajaiyt

ถ้าอยากได้ในสิ่งที่คนอื่นอยากได้ ก็ต้องทำในสิ่งที่คนอื่นไม่อยากทำ

พี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ เคยเล่าให้ฟังว่า เหตุผลที่พี่โจ้เติบโตขึ้นมาได้ที่ DTAC ก็เพราะว่าพี่โจ้ไปรับงานดูแลนักลงทุน ซึ่งเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำ เพราะต้องโดนดุ โดนถามคำถามยากๆ ทำให้พี่โจ้ต้องเตรียมตัวมากกว่าใครคนอื่นเสมอ พอทำไปนานๆ เข้าก็กลายเป็นคนที่ผู้ใหญ่ต้องพกพาไปด้วยเพราะมีข้อมูลแม่นกว่าใคร จึงกลายเป็นใบเบิกทางให้พี่โจ้ได้ขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญๆ ในเวลาต่อมา

จริงๆ ความลับของความสำเร็จอาจจะมีแค่นี้

ถ้าเราอยากเติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ย เราต้องเป็นคนที่ “ทวนกระแส”

อะไรที่คนอื่นเขาไม่ยอมทำกันเพราะมันหนัก เพราะมันยาก เพราะมันลำบาก ก็ลองอาสาทำดู

ในทางกลับกัน อะไรที่คนอื่นๆ เขาทำกันเยอะๆ เราก็พยายามทำให้น้อยๆ เขาประชุมกันเยอะๆ เราก็ประชุมน้อยๆ เขาใช้เวลากับงานถึกๆ เยอะ เราก็หาทางลดงานตรงนี้ลง เขาเล่นโซเชียลเยอะ เราก็เล่นให้น้อยๆ ถ้าคนส่วนใหญ่ชอบเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาหรือแวะข้างทาง เราก็แค่วิ่งตรงไป

ปลาเป็นนั้นเลือกได้ว่าจะว่ายตามน้ำหรือจะว่ายทวนน้ำ

ถ้าว่ายตามน้ำก็ลงต่ำ ถ้าว่ายทวนน้ำก็ขึ้นสูงครับ


ชวนฟังเพลงภาษาใจ by Anontawong’s Music: http://bit.ly/pasajaiyt