การ Work Hard ของผู้บริหารหน้าตาเป็นอย่างไร

บทความนี้จุดประกายมาจากเฟซบุ๊คสเตตัสของพี่แท้ป รวิศ หาญอุตสาหะ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2024 ซึ่งมีคนแชร์ไปแล้วสองหมื่นกว่าครั้งภายในสองวัน:

“ดูจากบรรยากาศเศรษฐกิจ 1-2 ปีต่อจากนี้ บอกเลยว่าใครยังทำงานชิล work life balance slow life อยู่ไม่รอดแน่นอน ตอนนี้ต้องกลับเข้าสู่บรรยากาศ work hard to survive แล้ว”

วันถัดมาพี่แท้ปก็อัปโหลดคลิปบน YouTube ชื่อ “ขยายความประเด็น Work Hard (และ Work Smart) ในการทำงานและการใช้ชีวิต | Mission To The Moon EP.2169

ซึ่งแน่นอนว่ามีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยมีหลายคนตั้งแง่ว่าเจ้าของหรือผู้บริหารก็อยากให้ลูกน้องทำงานหนักอยู่แล้ว ซึ่งผมคงไม่แตะประเด็นนั้น

ประเด็นที่ผมสนใจ และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ก็คือ การ Work Hard ของผู้บริหารนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

ผมเองอายุ 40 กว่า ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนก HR ให้บริษัท tech ที่มีพนักงานพันกว่าคน คิดว่าน่าจะพอจะเข้าใจคนที่หน้าที่การงานเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ระดับหนึ่ง

จากประสบการณ์ ผมคิดว่าคนที่เป็นระดับ Director, Head, VP หรือ C-Suite นั้นเป็นคนทำงานหนักอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ (แน่นอนว่าบางคนก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่ผมเชื่อว่าเป็นส่วนน้อย)

สิ่งหนึ่งที่คนในตำแหน่งเหล่านี้หนีไม่พ้น ก็คือต้องเข้าประชุมเยอะมาก ตารางแน่นเกือบทั้งวันจนแทบไม่มีเวลากินข้าวหรือเข้าห้องน้ำ กว่าจะมีเวลาเคลียร์อีเมลหรือไล่ตอบ Slack ก็เป็นช่วงหัวค่ำแล้ว สัปดาห์หนึ่งน่าจะได้ทำงานเกือบ 50 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น

ดังนั้น ถ้าเศรษฐกิจมันแย่และมีความเสี่ยงรออยู่มากมาย เราจะ work hard หรือ work even harder ได้อย่างไร?

คำว่า “Musings” ใน Anontawong’s Musings แปลว่า “การคิดไปเรื่อยๆ”

ผมจึงขอพาผู้อ่านออกเดินทางไกล แต่สัญญาว่าจะพากลับเข้าฝั่งในตอนท้ายนะครับ


เมื่อประมาณสามสิบกว่าปีก่อน รายการทีวีหลายรายการมักจะเอาโฮมวีดีโอมาเปิดให้พวกเราดู

“โฮมวีดีโอ” คือคลิปที่มักถูกถ่ายจากกล้องวีดีโอประเภท camcorder ที่คนในบ้านถ่ายเอาไว้ดูเอง ถ้าอันไหนฮา ก็จะส่งมาให้รายการทีวีเผยแพร่

มีโฮมวีดีโอตัวหนึ่งน่ารักมาก และผมยังจำได้มาจนถึงวันนี้

เป็นคลิปของเด็กผู้หญิงฝรั่งอายุไม่เกิน 4 ขวบ สวมชุดกระโปรง สะพายกระเป๋าถือที่มีสายสะพายยาวๆ

เด็กคนนี้ออกวิ่งไปได้นิดเดียวก็ล้มปุ! โชคยังดีที่เป็นสนามหญ้า

สาเหตุที่ล้มก็เพราะว่าสายสะพายกระเป๋ามันยาวมาก ตัวกระเป๋าจึงไปรั้งที่เข่าเธอและทำให้เธอวิ่งแล้วสะดุด

สิ่งที่เด็กคนนี้ทำคืออะไรรู้มั้ยครับ?

เธอก้มลงผูกเชือกรองเท้าใหม่ให้แน่นขึ้น

แล้วก็ออกวิ่ง เพียงเพื่อที่จะล้มลงอีกครั้ง

แล้วเธอก็พยายามผูกเชือกรองเท้าอีก

ผมจำได้ว่าผมดูวีดีโอนี้แล้วก็ขำในความไร้เดียงสาของเด็กน้อย

แต่ก็เข้าใจเด็กนะว่าทำไมเธอถึงคิดว่ารองเท้าเป็นปัญหา ในเมื่อหนูใช้เท้าวิ่ง ถ้าเกิดวิ่งไม่ไป หนูก็ต้องแก้ที่รองเท้าสิ

ต้องล้มถึงสามครั้ง เด็กคนนี้ถึงจะถึงบางอ้อว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เชือกผูกรองเท้า

เธอจึงดึงกระเป๋าสะพายให้ไปห้อยด้านหลังแทน แล้วก็ออกวิ่งโดยไม่ล้มอีกเลย

ในฐานะคนทำงาน พอเรารู้สึกว่าต้อง work harder เรามีความเสี่ยงที่จะเข้าใจว่าปัญหาอยู่ที่เชือกผูกรองเท้า

ทุกครั้งที่ล้ม เราจะคิดว่ารองเท้าไม่ดี เราเลยพยายามผูกเชือกรองเท้าใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อจะล้มอีกครั้งแล้วครั้งเล่า


“ปีนี้จะไม่ง่าย เราจึงต้องมีเวลาคิดเยอะๆ”

ประโยคนี้เป็นคำพูดของพี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร CEO ของโอสถสภา และ mentor ของผมในโครงการ IMET MAX

พี่อ้นบอกว่า ปัญหาส่วนใหญ่ที่ขึ้นมาถึงเรามักจะเป็นปัญหายากๆ ทั้งนั้น เพราะปัญหาง่ายๆ ลูกน้องแก้ให้หมดแล้ว

เมื่อต้องพบเจอปัญหาระดับตัวบอสวันละหลายปัญหา แถมต้องมีประชุมเกือบทั้งวัน โจทย์สำคัญคือเราจะจัดการตัวเองอย่างไรเพื่อจะมีสมาธิ พลังงาน และเวลาในการขบคิดเรื่องที่สำคัญต่อองค์กร และต่อชีวิตตนเอง


ครั้งหนึ่งผมเคยได้ไปร่วมโต๊ะกินข้าวกับพี่เล้ง ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ MFEC และผู้ทำให้คนทำงานหันมาสนใจการบริหารสไตล์เต้าเต๋อจิง

พี่เล้งถามพวกเราว่า รู้มั้ยว่า “ความรู้” กับ “ปัญญา” ต่างกันอย่างไร

หลังจากฟังคำตอบจากรอบวงแล้ว พี่เล้งก็เฉลยว่า

ความรู้เกิดจากความมี ปัญญาเกิดจากความว่าง


Naval Ravikant นักลงทุนสาย venture capital ในบริษัทอย่าง Twitter, Uber, และ Stack Overflow เคยกล่าวไว้ว่า

“การตัดสินใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จริงๆ แล้ว คนที่ตัดสินใจถูกต้อง 80 เปอร์เซ็นต์แทนที่จะเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ จะได้รับค่าตอบแทนจากตลาดมากกว่าเป็นร้อยเท่า

ถ้าผมบริหารเงิน 1 พันล้านดอลลาร์และผมคิดถูกมากกว่าคนอื่น 10 เปอร์เซ็นต์ การตัดสินใจของผมจะสร้างมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ แรงงานจำนวนมาก และเงินทุน การตัดสินใจของเรามี leverage มากขึ้นเรื่อยๆ”


Scott Galloway เล่าไว้ในหนังสือ The Algebra of Wealth ว่า ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดมักไม่ใช่คนที่ตัดสินใจถูกที่สุด แต่เป็นคนที่ตัดสินใจบ่อยที่สุดต่างหาก

“It’s not the person who makes the best decisions who comes out ahead, it’s the person who makes the most decisions. Making more decisions means you get more feedback, and you get better at it. Each decision you make is an opportunity to pivot, and the more decisions there are, the lower the stakes of any wrong decision you make.”

คุณต้นสน สันติธาร เสถียรไทย ก็เขียนเอาไว้ในหนังสือ Twists and Turns คิดเปลี่ยนในโลกหักมุม ว่า

“If you have to forecast, forecast often. – หากคุณต้องพยากรณ์ ก็จงพยากรณ์บ่อยๆ

สิ่งที่อันตรายที่สุดในการคาดการณ์อนาคตคือ การยึดติดกับมุมมองเดียว ไม่เปิดรับข้อมูลใหม่ๆ ที่เข้ามา แม้วันนี้มุมมองนั้นอาจะทำให้เราทายอนาคตถูก แต่วันหน้าโลกปรับ บริบทเปลี่ยน มุมมองนั้นอาจทำให้เราทายผิดก็ได้ โดยศัตรูสำคัญคืออีโก้ของเราเองที่ไม่ยอมรับว่าทายผิด

เทคนิคที่ผมใช้แก้ปัญหาอีโก้ตรงนี้คือ จะคอยทำนาย 2-3 ความเป็นไปได้เสมอ เสมือน “แทงม้า” ทีละ 2-3 ตัวแทนที่จะแทงตัวเดียว โดยม้าแต่ละตัวคือ สถานการณ์ (scenario) ที่อาจจะเกิดขึ้น และกำหนดว่า ปัจจัยกับข้อมูลอะไรบ้างที่เราต้องคอยติดตามเพื่อดูว่าม้าตัวไหนจะ “เข้าวิน”

โดยข้อดีของวิธีนี้คือ ม้าเหล่านี้ล้วนเป็นตัวที่เราแทงไว้ จึงทำให้เราเปลี่ยนใจจากม้าตัวหนึ่งไปอีกตัวได้ โดยอีโก้ไม่ฉุดรั้งให้เรายึดติดกับตัวเดียว”


เมื่อเราตัดสินใจแล้ว เราไม่สามารถลงมือเองได้คนเดียว เราต้องพึ่งพาลูกทีมของเราให้ลงมือทำ หรือ execute ให้ภาพที่เราคิดเอาไว้มันเกิดขึ้นจริง

ดังนั้น ความฝันของหัวหน้า คือการมีลูกทีมที่พึ่งพาได้

หน้าที่ของผู้บริหารคือการสร้างทีมของตัวเองให้เต็มไปด้วยคนที่พึ่งพาได้ เราจะได้ไม่ต้องไปแบกงานของน้อง และเราจะได้มีแรงและเวลาไปคิดและมองในสิ่งที่น้องมองไม่เห็นเพราะไม่ได้ยืนอยู่ในจุดเดียวกับเรา

Eric Schmidt อดีตซีอีโอของ Google ก็เคยกล่าวไว้ในหนังสือ How Google Works ว่า หน้าที่สำคัญที่สุดของหัวหน้า คือการสรรหาคนเข้าทีม

“Hiring is the most important thing you do. For a manager, the right answer to the question “What is the single most important thing you do at work?”, is hiring.”

นอกจากสรรหาคนที่เหมาะสมเข้าทีมแล้ว หัวหน้าและผู้บริหารยังต้องกล้าจัดการคนที่ไม่เหมาะสมกับองค์กรด้วย เพื่อสุดท้ายเราจะได้มีทีมที่ศีลในการทำงานเสมอกัน


พอเราอยู่ในตำแหน่งผู้บริหาร ทำงานสัปดาห์ละ 50 ชั่วโมงอยู่แล้ว การทำงานให้หนักกว่าเดิม การสรรหาความรู้ให้มากกว่าเดิม อาจไม่ใช่คำตอบ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่เชือกผูกรองเท้า

สิ่งที่ผู้บริหารควรแสวงหาไม่ใช่ความรู้ แต่เป็นปัญญา ซึ่งจะผุดขึ้นมาได้เมื่อเรามี “ความว่าง” อยู่ในตารางชีวิต

เพราะสถานการณ์ต่อจากนี้มันยากลำบาก เราจึงต้องมีเวลาคิดให้เยอะ เราต้องดูแลตัวเองให้ดี จะได้มีความนิ่งและความเฉียบคมในการตัดสินใจให้บ่อยและพร้อมจะปรับเปลี่ยนเมื่อบริบทไม่เหมือนเดิม โดยต้องมีทีมงานที่ศีลเสมอกันช่วยลงมือทำให้เกิดขึ้นจริง

แน่นอนว่าไม่ง่าย เพราะเราเคยชินกับการทำงานหนักมานาน

แต่ก็เหมือนกับที่ Kevin Kelly อดีตบ.ก.ของ Wired Magazine เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อเดินทางมาถึงจุดหนึ่งในชีวิต การทำงานให้ต่างไปจากเดิม อาจมีประโยชน์กว่าการทำงานให้หนักขึ้น

“Working differently is usually more productive than working harder.”

ในฐานะผู้บริหาร เราจึงควรหมั่นถามตัวเองว่าจากนี้ไปเราจะทำอะไรให้ต่างออกไปจากเดิม เพื่อสร้างผลที่ดีให้กับองค์กรและตัวเองครับ

3 ระยะของหน้าที่การงาน (วัดจากการประชุม)

Jay Ferro เคยกล่าวติดตลกเอาไว้ว่า คนทำงานนั้นมี 3 ระยะด้วยกัน (There are three stages of career development.)

ระยะที่ 1: อยากถูกเชิญเข้าร่วมการประชุม

นี่คือระยะของเด็กจบใหม่ เพิ่งเข้าทำงาน ได้รับงานทำเป็นชิ้นๆ ไป นอกจากพี่เลี้ยงแล้วไม่ค่อยได้คุยกับใครมากนัก

แต่ถ้าทำผลงานได้ดี หัวหน้าก็อาจจะหนีบเข้าร่วมประชุมด้วย โดยอาจจะได้นั่งแถวหลัง ไม่ได้มีโอกาสออกความคิดเห็นอะไร หน้าที่หลักคือตั้งใจฟังและซึมซับสิ่งที่ผู้ใหญ่เขาคุยกัน

แต่แค่ได้เข้าร่วมประชุมก็ถือว่าเราได้ถูก recognize จากหัวหน้าแล้วว่าเขาเห็นเรามีแวว และทำให้คนทำงานมีกำลังใจที่จะทำให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

.

ระยะที่ 2: อยากเป็นคนดำเนินการประชุม

หลังจากทำงานมาได้สักพัก มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ อาจได้รับการโปรโมตเป็นหัวหน้าทีมหรือผู้จัดการทีม จึงได้รับมอบหมายให้ดูแลโปรเจ็กต์ และสิ่งที่ตามมาก็คือเราจะได้เป็นคนนัดหมายการประชุม

เมื่อเราได้เป็น host เราก็จะเป็นคนกำหนดวาระว่าจะคุยเรื่องอะไรบ้าง จะทำยังไงให้ทุกคนมีส่วนร่วม จะทำอย่างไรกับคนที่ชอบพาออกทะเล จะพาที่ประชุมหาข้อสรุปอย่างไร และจะดำเนินการอย่างไรต่อหลังจากจบการประชุม

นี่คือระยะที่คนทำงานรู้สึกภูมิใจเพราะมีอำนาจ (authority) ประมาณหนึ่งในการขับเคลื่อนให้งานเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ ผิดกับระยะแรกที่เราเป็นได้แค่ผู้ฟังและผู้ตามเท่านั้น

.

ระยะที่ 3: อยากหลีกเลี่ยงการประชุม

เมื่อทำงานมาได้ระดับสิบปี เราอาจจะได้ก้าวขึ้นเป็นผู้บริหาร หน้าที่หลักของเราไม่ใช่การลงมือทำแล้ว แต่เป็นการตั้งเป้าหมาย สื่อสาร ตัดสินใจ และรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา

เมื่อหนึ่งในหน้าที่หลักคือการตัดสินใจ เราจึงถูกเชิญเข้าร่วมประชุมมากมาย เพราะเราต้องทำงานกับหลายทีม ทั้งแนวดิ่งและแนวขวาง แนวดิ่งคือคนใต้บังคับบัญชา แนวขวางคือแผนกอื่นๆ

ผู้บริหารบางคนประชุม วันละ 6 ชั่วโมง 8 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น เวลาพักกินข้าวหรือเข้าห้องน้ำยังแทบไม่มี เพราะตารางแน่นเหลือเกิน

ถ้าใครประชุมเยอะขนาดนี้ ก็ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะเราได้เดินทางมาถึงระยะที่ 3 ของวิชาชีพแล้ว – ระยะที่เราอยากหนีประชุม!

เราจะเริ่มถามว่า หาข้อสรุปโดยไม่ต้องประชุมได้มั้ย หรือประชุมนี้โดยไม่มีเราได้มั้ย หรืออย่างน้อยที่สุด ช่วยทำให้การประชุมมันมีประสิทธิภาพและกระชับกว่านี้ได้มั้ย

เพราะสิ่งที่เราขาดแคลนที่สุดในระยะนี้ของหน้าที่การงานก็คือ “เวลาเป็นก้อนๆ” สำหรับการทำงานชิ้นใหญ่ที่ต้องใช้สมาธิ

และนี่คือ 3 ระยะของหน้าที่การงาน โดยวัดจากความรู้สึกที่เรามีต่อการประชุม

ระยะแรก อยากเข้าร่วม

ระยะที่สอง อยากควบคุม

ระยะที่สาม อยากลดทอน

คุณผู้อ่านอยู่ระยะไหนกันบ้าง มาแชร์กันได้นะครับ

สิ่งที่คนทำงานควรเอาอย่างมีดสวิส

ผมมี Swiss army knife ยี่ห้อ Victorinox ที่ใช้มาร่วม 20 ปีแล้ว

มีดสวิสเล่มนี้เป็นหนึ่งในของไม่กี่ชิ้นในบ้านที่มีอายุยืนยาวขนาดนี้ และเป็นของที่ spark joy ทุกครั้งที่ได้ใช้

ผมว่ามีดสวิสมีคุณสมบัติบางอย่างที่คนทำงานเรียนรู้จากมันได้ เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟังตรงนี้ครับ

1.สารพัดประโยชน์ (Versatility & Resourcefulness)

เราอยู่แล้วว่ามีดสวิสทำอะไรได้หลายอย่าง ตัดกระดาษ เปิดฝาขวด ปอกผลไม้ เป็นไขควง ฯลฯ

คนทำงานที่ดีก็ควรทำอะไรได้หลายอย่าง แม้จะไม่ได้เรียนมาด้านนี้โดยตรง แต่ด้วยเพราะเป็นคนมี growth mindset จึงพร้อมรับงานที่ไม่เคยทำ และเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองว่าจะหาทางเรียนรู้จนได้

คนที่งัดทุกวิชาออกมาใช้ กล้าคิดนอกกรอบ และไม่ยอมแพ้จนกว่าจะสำเร็จ ภาษาอังกฤษเราเรียกว่าเป็นคน resourceful ซึ่งเป็นคนที่ไปอยู่ทีมไหนก็ทำให้ทีมนั้นดีขึ้นทันตาเห็น

.

2.คมกริบ (Sharpness)


แม้จะใช้งานมา 20 ปีแล้ว แต่มีดสวิสของผมนั้นยังคมมาก ตอนพับมีดเก็บต้องทำอย่างมีสติ เพราะถ้าพลาดพลั้งก็อาจได้แผลใหญ่ไม่น้อย

คนทำงานที่ดีต้องมีความคมเช่นกัน คมในวิธีคิด คมในวิธีพูด คมในวิธีการทำงาน

คมในวิธีคิดคือคิดเป็นระบบ ไม่สะเปะสะปะ รู้ว่าเป้าหมายคืออะไร

คมในวิธีพูดคือไม่น้ำท่วมทุ่ง มุ่งสู่ประเด็น ไม่ทำให้คนฟังเสียเวลา (แต่ไม่ได้แปลว่าต้องใช้วาจาเชือดเฉือนนะครับ)

คมในวิธีการทำงาน คือทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และผลงานก็มีคุณภาพด้วย

ถ้ารู้สึกว่าตัวเองยังคมไม่พอ ก็ควรหาทางลับคมด้วยพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางคนคมๆ เพราะเราคือค่าเฉลี่ยของคนที่เราใช้เวลาด้วย

.

3.พึ่งพาได้ (Reliability)

ผมจะเก็บมีดสวิสไว้ในแก้วเล็กๆ ใบหนึ่งตรงมุมห้องน้ำ หันไปทีไรมันก็จะอยู่ตรงนั้น พร้อมให้เรียกใช้งานเสมอ

ในที่ทำงาน คนเป็นหัวหน้าย่อมอยากมีลูกน้องที่พึ่งพาได้ ลูกน้องที่สั่งงานไปแล้วรู้ว่าเขาจะไม่ลืม จะคอยมาอัปเดตให้หัวหน้ารู้ถึงความคืบหน้า ถ้าติดปัญหาอะไรก็จะมาคุยกัน และสุดท้ายจะส่งมอบชิ้นงานตามที่หัวหน้าคาดหวังโดยที่ไม่ต้องมานั่งแก้กันหลายรอบ

คนทำงานที่ดี จึงควรพึ่งพาได้เหมือนมีดสวิส สร้างความอุ่นใจให้ทุกคนรอบตัว

.

4.ราคาไม่ถูก แต่คุ้มค่าสุดๆ (High ROI)


มีดสวิสที่ผมซื้อมาเป็นขนาดเล็ก มีเครื่องมือไม่ถึง 10 ชิ้น ราคาพันกว่าบาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงอยู่เหมือนกัน

แต่ถ้าคิดว่าผมใช้มันมา 20 ปีแล้ว ก็แปลว่ามีดเล่มนี้ราคาแค่ 50 บาทต่อปีเท่านั้น ถือว่าเป็นผลตอบแทนหรือ Return on Investment (ROI) ที่คุ้มค่ามาก

คนทำงานดีไม่ควรจะเงินเดือนถูก เราควรรู้ว่าราคาตลาดของเราเป็นเท่าไหร่ เราอาจจะเงินเดือนแพงกว่าคนอื่นที่ประสบการณ์การทำงานพอๆ กัน แต่เราควรจะทำงานดีเสียจนหัวหน้าหรือผู้บริหารมองว่าต่อให้เงินเดือนมากกว่านี้ก็ยังคุ้มค่า

สิ่งที่อันตรายและควรหลีกเลี่ยงก็คือ การที่เรามีเงินเดือนเกินฝีมือ เมื่อใดก็ตามที่ผู้บริหารรู้สึกว่าเราแพงเกินไปเมื่อเทียบกับคุณค่าที่เรามอบให้องค์กร ชีวิตการทำงานจะลำบากและมีความเสี่ยงมากขึ้นทันที

.

5.ไม่ต้องดูแลเยอะ (Low Maintenance)

ผมไม่เคยต้องดูแลมีดสวิสเป็นพิเศษเลย แค่ใช้งานและเก็บเข้าที่ ก็อยู่กันมาได้เป็นสิบปี

คนทำงานนั้นมีสองประเภท คือ High Maintenance และ Low Maintenance

High maintenance คือคนที่หัวหน้าต้องใช้พลังในการดูแลมากเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะมีคำถามเยอะ ชอบชวนคุย หรือมีเรื่องที่ไม่พอใจมาปรึกษา (หรือบ่น) กับหัวหน้าบ่อยๆ

ทำงานไม่ดีแต่ low maintenance หัวหน้าอาจจะยังพอหลับตาข้างหนึ่งได้ หรือไม่ก็ลืมคิดถึงคนคนนี้ไปเลย

ถ้า high maintenance แต่ทำงานดี หัวหน้าก็ยังมองว่าคุ้มเหนื่อย

แต่ถ้า high maintenance แถมยังทำงานไม่ดี ใครจะอยากเก็บไว้

ที่หัวหน้าส่วนใหญ่น่าจะชอบ ก็คือทำงานดี และ low maintenance คุยแป๊บเดียวรู้เรื่อง แถมงานยังเสร็จและตรงใจ

.

6.ยืนระยะได้ยาวนาน (Longevity)

ผมคิดว่ามีดสวิสที่ผมพกอยู่ น่าจะใช้งานได้ดีจนถึงวันที่ผมเกษียณ

คนทำงานที่ดีควรมีความแข็งแรงทั้งกายใจ เพื่อจะยืนระยะได้ยาวนาน

หลายคนอาจไม่ค่อยใส่ใจเรื่องสุขภาพเท่าไหร่ นอนดึก กินไม่ดี และไม่ออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จของร่างกายที่จะพังพาบก่อนถึงวัยอันควร

ดังนั้น อย่าชะล่าใจในการดูแลตัวเอง นอนให้อิ่ม กินให้ดี และเคลื่อนไหวร่างกายทุกวัน เราจะได้มีกายและใจที่สมบูรณ์พร้อมที่จะทำงานและสร้างคุณค่าได้อย่างยาวนานครับ

เริ่มที่ตรงกลาง หยุดที่ตรงกลาง

เวลามีคนมาขอคำปรึกษากับผม ว่าพยายามเขียนบทความแต่ทำไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง ผมมักจะบอกกลับไปว่าให้เริ่มที่ตรงกลาง – Start in the middle.

เมื่อเห็นเขาทำหน้างง ผมก็จะขยายความว่าให้เริ่มที่ตรงไหนก็ได้ อาจจะเริ่มจากประเด็นที่อยู่ในใจก่อน หรือเริ่มจากเหตุการณ์ที่ทำให้เราคิดถึงเรื่องที่อยากเขียน พอได้ระบายตรงนั้นออกมาแล้วค่อยมาคิดส่วนอื่นๆ ไม่ต่างอะไรกับนักแต่งเพลงที่แต่งท่อนฮุคก่อน

เพราะถ้ามัวแต่ติดพันกับประเด็นที่ว่าจะขึ้นต้นเรื่องราวอย่างไรให้น่าสนใจมันก็จะไม่ได้เริ่มต้นเสียที


ส่วนใครที่ต้องทำงานเขียนสเกลที่ใหญ่ไปกว่านั้น เช่นเขียนนิยาย ก็มีคำแนะนำที่น่าสนใจจาก Ernest Hemingway เจ้าของรางวัลโนเบลจากผลงาน The Old Man and the Sea

เขาบอกว่าแต่ละวัน เขาจะไม่พยายามเขียนให้จบบท ไม่แม้แต่จะเขียนให้จบย่อหน้า แต่จะเขียนให้ค้างไว้ที่กลางประโยค

คำแนะนำนี้ฟังดูแปลกประหลาด แต่ก็มีเหตุผลที่น่าสนใจ

เหตุผลของเฮมิงเวย์ก็คือ ถ้าวันนี้เขาเขียนจนจบบท วันต่อมาเขามักจะคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นบทใหม่อย่างไร ทำให้งานเขียนล่าช้าไปอีกวันหรือแม้กระทั่งหลายวัน

แต่ถ้าเขาเขียนค้างไว้ที่กลางประโยค วันรุ่งขึ้นเขาสามารถมาเขียนต่อได้ทันที เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าจะต้องเขียนอะไรต่อ และเมื่อเครื่องติดแล้ว การเขียนบทต่อไปก็ง่ายขึ้น


ผมคิดว่าหลักการ “เริ่มที่ตรงกลาง หยุดที่ตรงกลาง” นั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานออฟฟิศเราได้ด้วย

ถ้ามีโปรเจกต์ขนาดใหญ่ที่ได้รับมา และเราไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน ก็ให้เริ่มที่ตรงกลาง ซึ่งตรงกลางของแต่ละคนก็แล้วแต่ใครจะนิยาม ขอเพียงแค่ให้ได้เริ่มเถิด

ส่วนการหยุดที่ตรงกลาง อาจจะขัดกับนิสัยของเราพอสมควร เพราะใจคนทำงานก็อยากทำให้เสร็จเป็นเรื่องๆ ก่อนที่จะไปพักหรือปิดคอม

แต่การทำจนเสร็จงานหนึ่งชิ้น และต้องเริ่มงานชิ้นใหม่ (ในโปรเจ็กต์เดียวกัน) ในวันถัดไป ก็อาจจะทำให้การเริ่มต้นมันลำบากเหมือนการเริ่มบทใหม่ในนิยายก็ได้

ถ้าเรารู้ว่าโปรเจ็กต์นี้เป็น “เกมยาว” ที่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอมากกว่าความเร็ว และเราอยากมีกำลังใจในการกลับมาทำต่อในวันพรุ่งนี้ การหยุดที่ตรงกลางอาจเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนะครับ

ถ้าเราเครียดเรื่องงานถือเป็นสัญญาณที่ดี

หนึ่ง แปลว่าเรามีงานทำ

สอง เครียดเรื่องงาน ดีกว่าเครียดเรื่องคน ปัญหาเรื่องงานมักมีทางออก ปัญหาเรื่องคนหาทางออกได้ยากกว่า

สาม การที่เราเครียดเรื่องงานเป็นหลัก แสดงว่าเรื่องอื่นๆ ในชีวิตค่อนข้างราบรื่น เช่นเรื่องเงินทอง เรื่องสุขภาพ เรื่องครอบครัว เพราะถ้าเรามีปัญหาใดในสามเรื่องนี้ เราจะไม่ค่อยเหลือแรงมานั่งเครียดเรื่องงานแล้ว

เวลารู้สึกว่าชีวิตกำลังแย่กับปัญหาใด ถ้ามองเห็น “ปัญหาที่เราไม่มี” กำกับไว้ด้วย ก็น่าจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อยครับ