อธิบายกฎแรงดึงดูด

20170925_lawofattraction

เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว มีหนังสือฝรั่งเล่มหนึ่งที่ดังมาก

หนังสือเล่มนั้นชื่อ The Secret ที่เขียนโดยรอนดา เบิร์น (Rhonda Byrne)

เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้ว่าด้วยกฎแรงดึงดูด – Law of Attraction

กฎนี้บอกง่ายๆ ว่าให้คิดถึงสิ่งดีๆ แล้วจะมีแต่เรื่องดีๆ เข้ามาหาเอง

เช่นขับรถเข้าไปในห้างใหญ่ แล้วจินตนาการว่าจะมีที่จอดรถว่าง เดี๋ยวก็จะเจอที่จอดรถว่างจริงๆ

หรือให้คิดถึงความมั่งคั่งร่ำรวยเข้าไว้ แล้วจักรวาลจะนำพาความมั่งคั่งนั้นมาให้

มีคนไม่น้อยที่มองว่ากฎแรงดึงดูดเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะถ้าเอาแต่คิดว่าจะมีเงินล้านแต่ไม่ลงมือทำ มันจะไปมีเงินล้านได้อย่างไร

วันนี้เลยอยากจะมานำเสนอกฎแรงดึงดูดในอีกมุมหนึ่งครับ

—–

ในหนังสือ Thinking, Fast and Slow ของเจ้าของรางวัลโนเบล Daniel Kahneman บอกว่าคนเรานั้นมีระบบการคิดอยู่สองแบบ

ระบบที่ 1 (System 1) คือความคิดที่รวดเร็ว ใช้อารมณ์และสัญชาติญาณ

ระบบที่ 2 (System 2) คือความคิดที่ช้ากว่า ใช้ตรรกะและความรอบคอบ

ผมขอเรียกระบบแรกว่าระบบอัตโนมัติ (automatic) และระบบที่สองว่าระบบตั้งใจ (deliberate)

“ระบบตั้งใจ” นั้นจะถูกใช้งานเมื่อจำเป็น เช่นการคิดคำนวณและการวิเคราะห์ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำงาน แต่ระบบนี้เชื่องช้าและมีขีดจำกัด สังเกตง่ายๆ ว่าตอนค่ำๆ หลังจากทำงานมาทั้งวัน สมองของเราเหนื่อยล้าเกินกว่าจะทำอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล เราจึงนอนไถเฟซบุ๊คอยู่ได้เป็นชั่วโมงทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่ามันไม่ดี

ส่วน “ระบบอัตโนมัติ” นั้นรวดเร็วกว่าและทำงานได้ทั้งวันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มันจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้ชีวิต เช่นการอาบน้ำแต่งตัว ขับรถไปทำงานและอะไรก็ตามที่เป็นกิจวัตร รวมถึงการตัดสินใจอะไรไวๆ เช่นเจอหน้าคนนี้แล้วเราไม่ถูกชะตา หรือการที่นิ้วโป้งเราหยุดชะงักเมื่อไถฟีดไปเจอเรื่องที่เราสนใจ พูดรวมๆ ก็คือมันเอื้อให้เราทำสิ่งต่างๆ ได้โดยไม่ต้องคิดนั่นเอง

ในแต่ละวันข้อมูลปริมาณมหาศาลจะประเดประดังเข้ามาผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยระบบอัตโนมัติจะรับเอาไว้เองเกือบทั้งหมด ระบบอัตโนมัติจึงทำหน้าที่เป็น “ตัวกรอง” เพื่อให้เหลือข้อมูลเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะหลุดรอดเข้าไปถึง “ระบบตั้งใจ” ซึ่งก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะระบบตั้งใจนั้นทำงานได้ช้าและเหนื่อยง่ายกว่าระบบอัตโนมัติมาก

นั่นคือเหตุผลที่เราสามารถมองเห็นหน้าคนนับร้อยในฝูงชนโดยไม่คิดอะไรจนกว่าจะเจอหน้าคนที่เรารู้จัก

—–

ตั้งแต่เริ่มทำงานมา ผมขับรถอยู่สองยี่ห้อเท่านั้นคือโตโยต้าและนิสสัน และผมก็คิดมาตลอดว่ารถสองยี่ห้อนี้คือรถที่มีจำนวนมากที่สุดในท้องถนนกรุงเทพ

แต่พอวันนึงแฟนอยากจะซื้อรถฮอนด้า จู่ๆ ผมก็เริ่มสังเกตเห็นว่าท้องถนนมีรถฮอนด้ามากกว่าที่คิดไว้เยอะเลย

ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาผมก็คงเห็นรถฮอนด้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ฮอนด้าที่ผมเห็นมันถูกกรองด้วยระบบอัตโนมัติออกไปเกือบหมด ผมเลยไม่มีภาพจำอยู่เลยว่าจริงๆ แล้วรถฮอนด้านั้นอาจมีมากกว่านิสสันหรือโตโยต้าซะอีก

สมัยเรียนประถม เวลาผมฟังเพลงผมก็จะได้ยินแต่ “เสียงนักร้อง” และ “เสียงดนตรี”

แต่พอเริ่มเล่นดนตรีตอนชั้นมัธยม ผมก็ฟังเพลงได้ละเอียดกว่าเดิม เริ่มได้ยินเสียงที่ไม่เคยได้ยินอย่าง “เสียงเบส” “เสียงประสาน” หรือเสียงแบ็คกราวด์ที่ทำให้ดนตรีแน่นขึ้น

เมื่อเราใส่ใจกับสิ่งใด เราจะเห็นสิ่งนั้นและได้ยินสิ่งนั้นมากขึ้น เพราะข้อมูลเหล่านั้นจะไม่ถูกคัดออกโดย “ระบบอัตโนมัติ” อีกต่อไป

และนี่น่าจะเป็นคำอธิบายที่ดีสำหรับกฎแรงดึงดูดครับ

หากเราคาดหวังที่จะเจอสิ่งดีๆ ในวันนี้ เราก็จะมองหาแต่สิ่งดีๆ และเมื่อเรามองหามัน มันก็จะถูกส่งมายัง “ระบบตั้งใจ” โดยที่ไม่ถูกคัดทิ้งโดย “ระบบอัตโนมัติ” ไปเสียก่อน

หากเราอารมณ์ดี เราก็จะคาดหวังให้คนอื่นอารมณ์ดีด้วย เราจึงยิ้มง่าย คนอื่นจึงยิ้มตอบ ซึ่งมันก็ทำให้เราเชื่อมั่นเข้าไปอีกว่าวันนี้จะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น

แต่ในวันที่เราอารมณ์ไม่ดี คิดว่าวันนี้เจอแต่เรื่องแย่ๆ พอสิ่งดีๆ เกิดขึ้น ระบบอัตโนมัติก็จะกรองสิ่งนั้นออกไปจนเรามองไม่เห็น แต่พอมีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นเพียงหน่อยเดียวเราก็จะมองเห็นมันทันทีและคิดในใจว่า “นั่นไง เอาอีกแล้ว วันนี้วันซวยจริงๆ”

นั่นคือเหตุผลที่เวลาเรามีอคติกับใคร เราจะจับผิดเค้าได้ตลอดเวลา ในขณะที่เวลาเรารักเราหลงใคร ต่อให้เค้ามีสัญญาณไม่ดีอย่างไรเรากลับไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่เพื่อนทุกคนก็เตือนแล้วเตือนอีก

ดังนั้นเราอาจมองกฎแรงดึงดูดว่าเป็นการ “สับสวิทช์ตัวกรองข้อมูล”

จริงๆ ทุกอย่างมันก็เกิดขึ้นตามครรลองของมันนั่นแหละ

แต่เมื่อเราคาดหวังสิ่งดีๆ เราก็จะ “มอง” และ “เห็น” สิ่งดีๆ มากขึ้นเท่านั้นเอง

คนที่จดจ่อเรื่องช่องทางธุรกิจ จึงมองเห็นโอกาสทางธุรกิจตลอดเวลา ในขณะที่คนที่สนใจเรื่องใต้เตียงดารา ก็จะได้รับข่าวเมาธ์ดาราตลอดวันเช่นกัน ยิ่งเดี๋ยวนี้ Facebook มันมีกลไกที่ดึงแต่เรื่องที่เราสนใจขึ้นมาให้ดูเสียด้วย

ก็แล้วแต่เราแล้วล่ะครับว่าจะใช้กฎแรงดึงดูดให้เป็นคุณหรือเป็นโทษกับตัวเอง

——

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ whatisitpress.com ครับ

BookAdvertise

กฎ 5 วินาที

20170827_fivesecondrule

วันนี้ผมได้ดู TEDx Talk ของ Mel Robbins ซึ่งพูดเรื่องน่าสนใจไว้หลายอย่าง เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

คุณรอบบิ้นส์บอกว่า เหตุผลที่เรามีเป้าหมายแต่ไม่สามารถทำตามเป้าหมายนั้นก็เพราะว่าสมองเรามีการทำงานสองแบบ

สมองส่วนนึงทำงานแบบ autopilot คือทำเองโดยไม่ต้องคิด เช่นแปรงฟัน แต่งตัว ขับรถไปทำงาน

อีกส่วนนึงคุณรอบบิ้นส์เรียกว่า emergency brake หรือเบรคฉุกเฉิน อารมณ์คล้ายๆ ที่เราเห็นในรถไฟฟ้า

เมื่อไหร่ก็ตามที่ชีวิตเราออกจากโหมด autopilot หรือออกจาก comfort zone เจ้าตัวเบรคฉุกเฉินนั้นก็จะทำงานแทบจะทันที ก่อนจะพาเรากลับสู่โหมด autopilot ตามเดิม

เบรคฉุกเฉินนั้นทำงานอยู่ทุกหนแห่ง

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่นาฬิกาปลุก เราก็จะกดปุ่ม snooze แล้วบอกตัวเองว่าขอนอนต่ออีกหน่อย

หรือตอนอยู่ที่ประชุมอยู่แล้วเกิดคำถามในใจ แต่ก็กลัวว่าถามออกไปจะดูไม่ฉลาดรึเปล่า สุดท้ายก็เลยไม่ได้ยกมือถาม

หรือตอนเจอคนแปลกหน้าที่เราสนใจ อยากเข้าไปคุยด้วย แต่เบรคฉุกเฉินก็จะยกเหตุผลหลายสิบข้อขึ้นมาเพื่อจะทำให้เราไม่กล้าเข้าไปคุยกับคนคนนั้น

คุณรอบบิ้นส์เลยแนะนำให้เราใช้กฎ 5 วินาทีครับ

โดยเธอบอกว่า เมื่อเราคิดอะไรได้ก็ตามแต่ เราต้อง “ลงมือทำ” อะไรซักอย่างภายใน 5 วินาที ก่อนที่เบรคฉุกเฉินจะทำงาน

โดยวิธีที่ทรงพลังที่สุด คือการนับถอยหลัง 5 4 3 2 1 0 แล้วลงมือทำเลย

อันนี้เป็นทริคที่น่าสนใจ คือให้นับถอยหลังจากห้ากลับมาที่ศูนย์ ไม่ใช่นับจากหนึ่งไปถึังห้า เพราะมันเหมือนเป็นการ countdown ไปสู่ “เหตุการณ์” อะไรบางอย่างเช่นการปล่อยจรวดหรือขึ้นปีใหม่

การนับถอยหลังสู่เลขศูนย์จึงมี “แรงผลัก” ให้เรา “ลงมือทำ” มากกว่าการนับหนึ่งสองสามสี่…

อีกสมมติฐานนึงที่ผมเดาเอาเอง คือถ้าเรา “นับขึ้น” 1 2 3 4 5 6 7 …. เราจะนับไปได้เรื่อยๆ

แต่ถ้าเรา “นับลง” 5 4 3 2 1 0 พอถึง 0 เราก็ไม่มีเลขให้ไปต่อแล้ว จะให้นับ “-1” “-2” ก็ดูจะยากเกินไปหน่อย สู้ลงมือทำเลยง่ายกว่า

ยกตัวอย่างการใช้กฎ 5 วินาที

ตอนเช้าได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก เรานอนหลับตาแล้วบอกตัวเองว่าเมื่อครบ 5 วิจะลุกจากเตียง เรานับในใจ 5 4 3 2 1 0 แล้วลุกขึ้นมาทันที

เราเคยตั้งเป้าว่าอยากจะแข็งแรงขึ้นด้วยการวิดพื้น แต่วันนี้ยังไม่ได้วิดพื้น นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วลงไปวิดพื้นเลย

มีงานชิ้นนึงที่ยาก แต่ก็รู้ว่าต้องทำ นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วเปิดโปรแกรมขึ้นมาทำอะไรซักอย่างเลย

เจอคนที่น่าสนใจ นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วเดินเข้าไปคุยเลย

ดึกแล้ว ยังนอนไถเฟซบุ๊คอยู่ บอกตัวเองว่าอีก 5 วินาทีจะเลิกแล้ว นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วเอามือถือไปเก็บเลย

ถ้าใครรู้สึกว่า 5 วินาทีมันสั้นไป ทำใจไม่ทัน ลองเพิ่มมาเป็นเป็นซัก 10 วินาทีก็ได้นะครับ สำคัญคือต้องนับถอยหลังไปหาศูนย์เท่านั้นเอง

ลองใช้กฎ 5 วินาที เพื่อลดช่องว่างระหว่าง “ความคิด” กับ “การกระทำ” และพาตัวเองออกจากโหมด autopilot เสียบ้าง

แล้วอาจจะได้พบว่า เราทำอะไรเพิ่มได้ตั้งหลายอย่างเลยครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก TEDx Talks: How to stop screwing yourself over | Mel Robbins | TEDxSF

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติด Top 10 หนังสือขายดีหมวดจิตวิทยาของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬาครับ หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

กฎ 5 คน (และเหตุผลที่คนดีกลายเป็นคนโกง)

20170808_fivepeople

ในหนังสือของฝรั่งที่เกี่ยวกับการสร้างความร่ำรวย มักจะมีข้อความนึงที่ถูกพูดถึงบ่อยๆ นั่นคือ

You are the average of the 5 people you spend most time with – คุณจะเป็นค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่คุณใช้เวลาด้วย

ประมาณว่า ถ้าเราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับ 5 คนไหน รายได้ของเราก็จะเป็นค่าเฉลี่ยของ 5 คนนั้น

แต่มันยังมีมิติอื่นนอกจากเรื่องรายได้

ถ้าเพื่อนๆ 5 คนที่คุณไปเที่ยวด้วยเป็นคนอ้วน คุณก็มีแนวโน้มที่จะเป็นคนอ้วนมากขึ้น

ถ้าเพื่อนๆ คุณมีแต่คนสูบบุหรี่ คุณก็มีสิทธิ์ที่จะติดบุหรี่มากขึ้น

ถ้าเพื่อนๆ ของคุณชอบออกกำลังกาย คุณก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะออกกำลังกายเช่นกัน

แต่มันยังมีอีกมุมที่ฝรั่งไม่ค่อยพูดถึง แต่ผมคิดว่ากฎ 5 คนสามารถอธิบายปรากฎการณ์นี้ได้

นั่นคือการโกงกินของข้าราชการและนักการเมือง

ไม่ว่าตอนเริ่มต้นสายอาชีพนี้เราจะตั้งใจดีแค่ไหน อยากทำเพื่อประเทศอย่างไร แต่ถ้าเราเข้าไปอยู่ในหมู่คนที่โกงกินแล้ว ก็ยากยิ่งนักที่จะยังรักษาความซื่อสัตย์เอาไว้ได้

นึกภาพว่าเราถูกจับโยนบ่อขยะ

30 วินาทีแรกที่เราอยู่ตรงนั้นเราจะรู้สึกเหม็นจบแทบจะอาเจียนออกมา แต่พออยู่ไปซักพัก เราก็จะเริ่มรู้สึกว่า ถึงจะยังเหม็นอยู่แต่ก็ไม่ทรมานเหมือนตอนแรก

เพราะร่างกายของเรามีการปรับตัวจนจมูกของเรา “desensitized” หรือชินกับกลิ่นเหม็นนั้นไปเรียบร้อย

ผมเชื่อว่าความคุ้นชินหรือ desensitized นี่ไม่ได้เป็นเฉพาะเรื่องทางกายเท่านั้น แต่ใจเราก็สามารถ desensitized ได้เช่นกัน

ผมจึงพอนึกภาพออกเลยว่าคนทำงานการเมืองหลายคนนั้นก็เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะทำอะไรดีๆ เพื่อบ้านเมือง และเกลียดคนโกงพอๆ กับผมหรือทุกท่านที่อ่านบล็อกนี้อยู่นั่นแหละ

แต่พอเขาต้องเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการโกงกินจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา (norm) ไปแล้วนั้น โอกาสที่เขาจะกลายเป็นคนโกงก็จะพุ่งสูงมาก

ตอนแรกๆ อาจจะไม่ยอมโกงเลย จากนั้นก็โกงนิดหน่อย และพอใจของเขา desensitized กับการโกงนิดหน่อยแล้ว เขาก็จะกล้าโกงมากกว่าเดิม

ผ่านไปซัก 5 ปี 10 ปี จิตใจของเขาก็อาจจะชาชินกับการโกงจนเขาไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไรแล้ว เปรียบได้กับคนที่อยู่ในกองขยะมานานจนจมูกของเขาไม่รู้สึกว่าขยะกองนั้นเหม็นอีกต่อไปแล้ว

ดังนั้น กฎ 5 คน น่าจะใช้ได้กับทุกสถานการณ์ เราจึงต้องเตือนตัวเองให้เลือกเพื่อนให้ดี

อีกนัยหนึ่ง เราก็ควรจะเสพเนื้อหาจากเพจที่สร้างสรรค์ เพราะนั่นคือ “คนที่เราจะใช้เวลาด้วย” (แม้จะมองไม่เห็นหน้ากัน) มากที่สุดครับ


“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ https://anontawong.com/2017/08/04/tgim/

TGIM_HardCopies

กฎ 5 นาที

20170907_5minuterule

ใครเคยผัดวันประกันพรุ่งบ้างยกมือขึ้น!

ตามประสบการณ์ของผม เรามีแนวโน้มที่จะบอกว่า “เอาไว้ก่อน” กับงานสามประเภท

1. งานง่ายๆ ที่เรารู้ว่าถึงจะผัดวันไปก็ไม่มีผลกระทบที่เลวร้าย เช่นอ่านหนังสือเสร็จแล้วไม่เก็บเข้าที่ กินข้าวเสร็จแล้วไม่ล้างจานเลย สิ่งที่ตามมาก็คือดินจะพอกหางหมู ทำให้บ้านรกรุงรังไม่ spark joy

2. งานยากๆ ที่เรารู้ว่าทำแล้วจะดีกับตัวเอง แต่เผอิญไม่มี deadline เช่นการออกกำลังกาย การนั่งลงวางแผนการเงิน การอ่านหนังสือแทนการเล่นเฟซบุุ๊ค ซึ่งแม้ว่าจะไม่ทำสิ่งเหล่านี้ ถึงชีวิตจะไม่แย่ลง แต่มันก็ไม่ดีขึ้นเหมือนกัน

3. งานยากๆ ที่เราไม่อยากทำ แต่รู้อยู่แก่ใจว่าสุดท้ายก็ต้องทำ เช่นงานใหญ่ที่เจ้านายสั่งมาและมีเส้นตายที่นานเกินสองสัปดาห์ เรามีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงงานแนวนี้ด้วยการไป “ขยันกับงานอื่น” จนเวลาหมดลงเรื่อยๆ ต้องให้ไฟลนก้นแล้วนั่นแหละถึงจะเริ่มลงมือทำ แล้วเราก็จะบ่นกับตัวเองว่าไม่น่าเลย (แล้วคราวหน้าก็ยังทำตัวเหมือนเดิมอยู่ดี)

สำหรับปัญหาประเภทที่ 1 (งานง่ายดายแต่ขี้เกียจทำตอนนี้) ผมแนะนำให้ใช้กฎ 2 นาที คืออะไรที่ใช้เวลาไม่เกินสองนาทีให้ทำไปเลย ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น จะได้ไม่ต้องเปลืองสมองตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำดี

ส่วนงานยากๆ แบบ 2 และ 3 นั้น ขอนำเสนอกฎ 5 นาทีครับ

สิ่งต่างๆ ในโลกนี้มีแรงเฉื่อย (inertia) ยิ่งของชิ้นนั้นมีน้ำหนักมาก แรงเฉื่อยก็ยิ่งเยอะตาม

คนเราเมื่อเจองานที่ดูเหมือนจะหนักหนาสาหัส แค่คิดว่าต้องทำก็ท้อแล้ว เราถึงหลีกเลี่ยงมันโดยตลอด

กฎ 5 นาทีคือการบอกกับตัวเองว่า เราจะทำสิ่งนี้เพียง 5 นาทีเท่านั้น

แทนที่จะตั้งเป้าว่าไปวิ่งรอบสวนลุม 1 รอบ ก็เปลี่ยนเป็นบอกตัวเองว่าจะไปวิ่งๆ เดินๆ ในสวนลุมให้ครบ 5 นาทีก็พอ

แทนที่จะทำรายงานฉบับนีให้เสร็จ ก็บอกตัวเองว่าจะนั่งทำรายงานฉบับนี้แค่ 5 นาทีก็พอ

แทนที่จะทำความสะอาดห้องให้เรียบร้อย ก็บอกตัวเองว่าจะทำความสะอาดห้องแค่ 5 นาทีก็พอ

พอครบ 5 นาทีแล้ว ถ้าไม่รู้สึกอยากทำต่อก็หยุดได้เลย ไม่ต้องรู้สึกผิด แต่ถ้ายังรู้สึกอยากทำต่อก็เป็นสิทธิ์ของเราเช่นกัน

กฎ 5 นาทีมีประโยชน์สองอย่าง

หนึ่ง คือแทนที่จะโฟกัสไปที่การ “ทำงานให้เสร็จ” เราจะโฟกัสไปที่การ “เริ่มต้น” งานชิ้นนั้นแทน

สอง อะไรก็ตามที่มีแรงเฉื่อย (inertia) พอมันเริ่มเคลื่อนที่แล้วมันก็จะมีแรงส่งหรือโมเมนตัมเช่นกัน (momentum = mass x velocity) นึกภาพตอนที่เราเข็นรถในลานจอด เราต้องออกแรงเยอะที่สุดเฉพาะในตอนแรกเท่านั้น พอรถเริ่มไหลเราก็แทบไม่ต้องออกแรงอะไรแล้ว

สิ่งที่เราจะพบหลังใช้กฎข้อนี้ก็คือ เราจะ “เริ่ม” งานยากได้เร็วขึ้นและบ่อยขึ้น และแม้เราจะทำครบ 5 นาทีแล้ว ส่วนใหญ่เราก็จะทำต่อไปอีกเพราะงานชิ้นนี้มีโมเมนตัมของมันนั่นเอง

ลองเอาไปใช้กันดูนะครับ


สมัคร Time Management Workshop >> https://goo.gl/rLhL7r

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

กฎ 10/10/10 สำหรับการตัดสินใจ

20161225_101010rule

เราทุกคนล้วนแต่เคยต้องเจอเรื่องที่ยากเย็นสำหรับการตัดสินใจ

และบ่อยครั้ง การตัดสินใจที่ผิดพลาดมักจะเกิดจากอารมณ์ชั่วขณะ เช่นความโกรธ ความกลัว ความโลภ

ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ เราจึงควรให้เวลาซักหน่อย เหมือนคำพูดฝรั่งที่ว่า You should sleep on it ซึ่งหมายความว่าให้กลับไปนอนคิดซักคืนหนึ่งก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ

แต่กับเรื่องบางเรื่อง แค่นอนอย่างเดียวไม่พอ เราควรจะมีเครื่องมือบางอย่างที่ช่วยในการตัดสินใจเรื่องยากๆ ด้วย

หนึ่งในเครื่องมือที่ค่อนข้างมีประโยชน์คือกฎ 10/10/10 ที่เขียนโดน Suzie Welch

กฎนี้เรียบง่ายมาก แค่ให้มองการตัดสินใจของเราใน 3 ระยะ

จะรู้สึกยังไง (กับการตัดสินใจของเรา) 10 นาทีต่อจากนี้?

จะรู้สึกยังไง 10 เดือนต่อจากนี้?

จะรู้สึกยังไง 10 ปีต่อจากนี้?

แอนนี่ หญิงสาววัย 36 กำลังคบหากับคาร์ลวัย 45 ซึ่งเคยแต่งงานและหย่ามาแล้ว

การหย่าร้างคราวนั้นทำร้ายจิตใจคาร์ลมาก คาร์ลจึงค่อนข้างระวังตัวและไม่กล้าแสดงออกทางความรู้สึกมากนัก จริงๆ แล้วทั้งสองฝ่ายยังไม่เคยบอกรักอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำไป

แต่แอนนี่อยากให้ความสัมพันธ์คืบหน้าเร็วกว่านี้ เพราะเธอเองก็อยากจะมีลูก และเธอก็อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้ว เธอจึงต้องตัดสินใจว่าจะบอกรักคาร์ลดีหรือไม่ ถ้าบอกไปแล้วคาร์ลจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ความไม่แน่นอนนี้ทำให้แอนนี่ลังเลที่จะเอ่ยปากตลอดมา

แอนนี่ก็เลยใช้กฎ 10/10/10 กับตัวเอง ว่าถ้าเธอบอกรักคาร์ลตอนนี้ อีก 10 นาทีเธอจะรู้สึกอย่างไร “ฉันน่าจะยังกระวนกระวาย แต่ก็ยังภูมิใจที่ได้พูดมันออกไปและแสดงความรู้สึกในใจฉันออกมา”

แล้วอีก 10 เดือนจะรู้สึกอย่างไร – “ก็จะไม่รู้สึกเสียใจหรือเสียดายเลย เพราะฉันก็อยากให้ความสัมพันธ์นี้ก้าวหน้าจริงๆ  ถ้าไม่ลองดูก็ไม่รู้ซักทีจริงมั้ย”

แล้วอีก 10 ปีจะรู้สึกอย่างไร – “ไม่ว่าคาร์ลจะตอบว่ายังไงก็ไม่น่าจะสำคัญมากหรอก ฉันกับคาร์ลอาจจะได้แต่งงานกัน ไม่อย่างนั้นฉันก็อาจจะแต่งงานกับคนอื่นแทนเท่านั้นเอง”

เมื่อใช้กฎ 10/10/10 แล้ว จึงทำให้การตัดสินใจของแอนนี่ง่ายขึ้น แอนนี่จึงเป็นฝ่ายบอกรักคาร์ลก่อน และแม้คาร์ลจะไม่ได้บอกรักกลับในทันที แต่เขาก็เปิดใจมากขึ้นและกล้าแสดงความรู้สึกมากกว่าเดิม

การคำนึงถึงผลลัพธ์ของการตัดสินใจในสามช่วงเวลา จะช่วยให้เราแน่ใจได้ว่า อารมณ์ชั่วขณะของเราจะไม่ใช่ตัวกำหนดทุกอย่าง เราจะมองผลของการตัดสินใจในระยะกลางและระยะยาวได้ชัดเจนขึ้น และเมื่อนั้นเราจะรู้ว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำนั้นดีต่อเราจริงหรือไม่ครับ

ลองเอากฎนี้ไปใช้ดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Fast Company: The 10/10/10 Rule For Tough Decisions by Chip & Den Heath

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com