นิทานฝ่ามือ

20170224_palm

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

โมกุเซน ฮิกกิ เป็นพระอาจารย์เซ็นที่อาศัยอยู่ในวัดที่ตำบลทันบา

วันหนึ่งมีศิษย์ของเขามาปรารภให้ท่านฟังเรื่องความขี้เหนียวของภรรยา

โมกุเซนจึงเข้าเยี่ยมภรรยาของชายผู้นั้น กำหมัดแน่นแล้วยื่นกำปั้นไปตรงหน้าของเธอ

“สมมติมือของฉันเป็นแบบนี้ไปตลอด เธอจะเรียกมันว่าอย่างไร”

“พิการ” ภรรยาของชายผู้นั้นตอบ

เขาแบมือเต็มที่ แล้วถามต่อว่า

“แล้วแบบนี้ล่ะ ถ้าเป็นแบบนี้ไปตลอด จะเป็นอย่างไร”

“ก็เป็นความพิการอีกแบบหนึ่ง”

“ถ้าเข้าใจดีแล้ว เธอก็จะเป็นภรรยาที่ดี” โมกุเซนพูดเสร็จก็เดินทางกลับ

หลังจากนั้นเป็นต้นมา นิสัยของนางก็เปลี่ยนไป รู้จักจับจ่ายใช้สอยและรู้จักเก็บออมเงินให้สามีและครอบครัว


ขอบคุณนิทานจากซุโดกุ.ไทย: ปริศนาฝ่ามือ

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

นิทานคุกกี้

20170217_cookie

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ สนามบินที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งในช่วงวันหยุดยาว

ผู้หญิงคนหนึ่งเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านที่เธอจากมาแสนนาน

ปรากฎว่าเครื่องดีเลย์กว่าครึ่งชั่วโมง เธอจึงเดินไปซื้อหนังสือพิมพ์และคุกกี้มาหนึ่งถุงเพื่อฆ่าเวลา

หลังจากหาที่นั่งอยู่นาน ก็พบที่นั่งว่างข้างชายแก่ที่ดูป้ำๆเป๋อๆ คนหนึ่ง

เธอรีบตรงไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์และเปิดห่อคุกกี้กินทันที

หลังจากนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ได้ซักพัก เธอก็เริ่มรู้สึกตะหงิดๆ เพราะคุกกี้ที่เธอกินนั้น ดูเหมือนจะร่อยหรอเร็วกว่าปกติ

พอเหลือบตาจากหนังสือพิมพ์มาดู จึงเห็นว่าชายแก่กำลังหยิบคุกกี้กินอย่างเอร็ดอร่อย

แน่นอน เธอไม่พอใจ แต่ก็ไม่พูดอะไรเพราะไม่อยากมีเรื่องกับคนแก่

เธอพยายามหยิบคุกกี้ถี่ขึ้น แต่ยิ่งเธอหยิบคุกกี้กินเร็วขึ้นเท่าไหร่ ชายแก่ก็ยิ่งกินคุกกี้ไวขึ้นเท่านั้น

จนในถุงเหลือคุกกี้แค่ชิ้นเดียว เธอจึงรอดูว่าชายแก่จะยังกล้ากินอีกมั้ย

ชายแก่ยื่นมือลงไปหยิบคุกกี้ชิ้นนั้นขึ้นมา หักมันออกครึ่งนึง และยื่นคุกกี้ครึ่งชิ้นให้เธอด้วยรอยยิ้ม ส่วนเขาก็กินอีกครึ่งชิ้นก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไป

ช่างเป็นตาแก่ที่ไร้มารยาทสุดๆ เธอคิดในใจ

ได้เวลาขึ้นเครื่อง เธอจึงตรงไปยังเกตและเปิดกระเป๋าหยิบบอร์ดดิ้งพาส

แต่สิ่งแรกที่เธอเห็นในกระเป๋า คือห่อคุ้กกี้ที่ยังเหลือคุกกี้อยู่เกือบเต็มถุง

เธอจึงถึงบางอ้อ และรู้สึกละอายเหลือเกิน

เพราะคนที่ไร้มารยาทไม่ใช่คุณลุง แต่เป็นตัวเธอเองต่างหาก


ขอบคุณนิทานจาก Neizod: คุ๊กกี้กับชายแปลกหน้า  (มีดัดแปลงสำนวนเล็กน้อย)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

นิทานสองหนุ่มพเนจร

20170209_wandering

ณ ประตูเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งมีชายชรานั่งเฝ้าอยู่

ชายหนุ่มขี่ม้าผ่านมาหยุดตรงหน้าชายชราแล้วถามว่า

“ลุง คนในเมืองนี้เป็นยังไงบ้าง”

“ทำไมเจ้าถึงถามเช่นนั้น”

“เมืองข้างๆ มีแต่คนเลวทรามต่ำช้า ข้าทนพวกมันไม่ได้เลยต้องย้ายหนีพวกมันมา ตอนนี้ข้ากำลังหาเมืองใหม่อยู่”

“งั้นเมืองนี้คงไม่เหมาะกับเจ้าหรอก เพราะที่นี่คนเลวยิ่งกว่าเมืองที่เจ้าเพิ่งจากมาเสียอีก”

ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มจึงขี่ม้าจากไป

สักครู่ก็มีชายหนุ่มอีกคนขี่วัวผ่านมา

“คุณลุงครับ คนในเมืองนี้เป็นยังไงบ้าง ผมมาจากเมืองข้างๆ มาหาที่อยู่ใหม่”

“แล้วคนเมืองที่เจ้าจากมานิสัยเป็นยังไงล่ะ”

“นิสัยดีมากเลยครับลุง ทุกๆ คนเป็นมิตรและเฮฮามาก ผมเองไม่ได้อยากจากพวกเขามาเลยแต่ผมหางานทำไม่ได้เลยต้องออกมาลองเสี่ยงโชคดู”

“ถ้างั้นเมืองนี้ก็เหมาะกับเจ้ามาก ที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนที่เป็นมิตรและจิตใจเมตตายิ่งกว่าเมืองที่เจ้าจากมาเสียอีก”

แล้วคุณลุงจึงเปิดประตูเมืองให้ชายหนุ่มชี่วัวผ่านเข้าไป

ชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ไม่ไกล ได้ยินการสนทนามาโดยตลอดจึงเดินเข้าไปถามคุณลุง

“ทำไมกับชายขี่ม้าคุณลุงถึงบอกว่าคนเมืองนี้เลว แต่กับชายขี่วัวคุณลุงถึงบอกว่าคนเมืองนี้ดีล่ะครับ”

“เขาเป็นคนยังไง คนอื่นก็เป็นคนอย่างนั้นแหละ”


ขอบคุณนิทานจาก Osho Stories: People are just the way you are

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานชายแก่วิดน้ำ

20170203_well

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ปูเรื่อง: เล่าจื๊อและขงจื๊อเป็นสองปราชญ์ที่เกิดในยุคสมัยเดียวกัน (ช่วงปลายพุทธกาล) แต่เล่าจื๊อนั้นอาวุโสกว่า เล่าจื๊อเป็นผู้เขียนคัมภีร์เต๋าเต๋อจิงที่เป็นต้นกำเนิดของลัทธิเต๋า ส่วนปรัชญาของขงจื๊อก็มีอิทธิพลอย่างมากในการวางรากฐานทางจริยธรรมและสังคมให้กับคนจีน

นิทานเรื่องนี้เล่าโดยโอโช (Osho)

ชายชราผู้ศรัทธาในคำสอนของเล่าจื๊อกำลังวิดน้ำจากบ่อน้ำบาดาลโดยมีลูกชายที่ยังหนุ่มแน่นคอยช่วยเหลือ

ขงจื๊อและเล่าจื๊อนั้นเกิดในยุคสมัยเดียวกัน แต่ทั้งสองนั้นแตกต่างกันกันอย่างมาก วิธีคิดของขงจื๊อนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกับอริสโตเติล และนั่นคือเหตุผลที่ชาวตะวันตกให้เกียรติขงจื๊อมากในช่วง 300 ปีที่ผ่านมา เพิ่งจะไม่นานมานี้เองที่ชาวตะวันตกจะเริ่มเห็นคุณค่าในคำสอนของเล่าจื๊อเมื่อได้ตระหนักว่าวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์นั้นกำลังเดินมาถึงทางตัน

กลับเข้านิทาน ขงจื๊อเดินผ่านมาและเห็นชายชราและลูกชายกำลังช่วยกันกันวิดน้ำอย่างเหน็ดเหนื่อย ขงจื๊อรู้สึกเห็นใจเป็นยิ่งนัก จึงเดินเข้าไปหาชายชราและบอกว่า

“ท่านรู้หรือไม่ว่าเดี๋ยวนี้คนอื่นๆ เขาใช้ม้าใช้วัวเพื่อวิดน้ำกันหมดแล้ว ทำไมท่านต้องพาตัวเองและลูกชายมาลำบากตรากตรำโดยไม่จำเป็นด้วย?”

“จุ๊ๆ ท่านอย่าพูดเสียงดังจะได้มั้ย ข้ากลัวลูกชายข้าได้ยิน โปรดรอให้ลูกชายข้าไปพักทานข้าวเที่ยงก่อนเถิด”

ขงจื๊อประหลาดใจยิ่งนัก แต่ก็รอจนลูกชายไปพักจึงถามชายชราว่า

“ทำไมท่านถึงไม่อยากให้ลูกชายของท่านได้ยินสิ่งที่ข้าพูด?”

“ข้าอายุ 90 ปีแล้ว แต่ยังแข็งแรงพอที่จะทำงานกับคนหนุ่มวัย 30 ถ้าวันนี้ข้าใช้ม้าช่วยวิดน้ำ วันหนึ่งเมื่อลูกชายข้าอายุ 90 คงจะไม่แข็งแรงเท่าข้าตอนนี้แน่ ดังนั้นข้าขอร้องล่ะ อย่าพูดเรื่องนี้ต่อหน้าลูกชายข้าเลย เพราะมันจะกระทบกับสุขภาพของเขา”

เมื่อใดที่เราทำสิ่งหนึ่ง อีกสิ่งหนึ่งจะถูกกระทบเสมอ

ยกตัวอย่างคนที่อยากหลับให้สนิท

คนที่อยากหลับสนิทนั้นคือคนที่ชอบการพักผ่อน แต่คนที่ไม่ทำงานให้เหนื่อย ย่อมไม่สามารถหลับได้สนิทหรอกนะ

เล่าจื๊อเคยกล่าวไว้ว่า “การทำงานกับการพักผ่อนคือเรื่องเดียวกัน ถ้าอยากจะพักผ่อน ก็จงทำงานให้หนัก” ออกแรงให้เยอะแล้วการพักผ่อนที่ดีจะตามมาเอง

แต่ถ้าเราคิดตามแบบอริสโตเติล เราจะมองว่าการทำงานกับการพักผ่อนเป็นเรื่องตรงข้ามกัน ถ้าผมชอบความสบายและชอบการพักผ่อน ผมก็จะนั่งอยู่เฉยๆ ตลอดวัน แต่ใครก็ตามที่พักผ่อนตลอดทั้งวัน เขาคนนั้นก็ได้ทำลายโอกาสที่จะได้นอนหลับสนิทตอนกลางคืนไปเรียบร้อยแล้ว


ขอบคุณนิทานจาก Osho Stories: WORK AND REST 

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานน้ำกับทิฐิ

20170127_water

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

นานมาแล้วมีชายคนหนึ่งชื่อว่า ทิฐิ เขาเป็นคนที่มีนิสัยอวดดื้อถือดีไม่ต่างจากชื่อ เพราะเมื่อได้ลองเชื่อมั่นในสิ่งใดแล้ว ทิฐิคนนี้ก็จะยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นไม่เปลี่ยน และจะไม่ยอมรับฟังข้อคิดเห็นที่ผิดไปจากความเชื่อเดิมโดยเด็ดขาด

แม้ว่านี่จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนเอาจริงเอาจัง และเคร่งครัดกับชีวิต แต่บางครั้งเขาก็ดื้อรั้นมากเกินไปจนขาดเหตุผล และทำให้สูญเสียสิ่งดี ๆ ในชีวิตไปมากมาย โดยที่เขาเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน

กล่าวสำหรับทิฐิ เขาไม่ใช่คนร่ำรวย ดังนั้นจึงต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย กระทั่งมีฐานะขึ้นมาในระดับหนึ่ง ทิฐิจึงคิดที่จะหยุดพักตัวเองจากการงาน แล้วเดินทางไปเรื่อย ๆ เพื่อเที่ยวชมโลกกว้าง เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น ทิฐิจึงจัดการฝากบ้านไว้กับญาติพี่น้อง แล้วเก็บสัมภาระออกเดินทางทันที

ทิฐิเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ชมนั่นแลนี่ และพูดคุยกับผู้คนที่อยู่ในที่เหล่านั้นมากมาย การท่องโลกกว้างของทิฐิน่าจะทำให้เขามีความรู้ดี ๆ หรือเกิดทัศนคติใหม่ ๆ ขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อไรก็ตามที่มีคนกล่าวคำซึ่งผิดไปจากความรู้หรือความเชื่อมั่นเดิมของเขา ทิฐิก็จะรีบกล่าวแก่คน ๆ นั้นทันทีว่า

“นั่นไม่ถูกเลยนะ ที่จริงแล้วมันต้องเป็นดังที่ข้ารู้มาต่างหาก”

สิ่งนี้เองทำให้การเดินทางไปทั่วโลกของเขา แทบจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดขึ้นในชีวิตของเขาเลย

กระทั่งวันหนึ่งทิฐิได้พลัดหลงเข้าไปในดินแดนแห่งทะเลทรายอันแสนแห้งแล้ง และไร้ผู้คนสัญจร เขาหลงทางอยู่ในดินแดนแห่งนั้นสามวันสามคืน จนกระทั่งอาหาร และน้ำดื่มร่อยหรอและหมดลงในที่สุด ทิฐิจึงเดินต่อไปไม่ไหว เขาล้มลงนอนบนผืนทรายอย่างคนสิ้นเรี่ยวแรง

แต่ทิฐิยังไม่อยากตายตอนนี้ ดังนั้นแม้ร่างกายจะอ่อนระโหยโรยแรงขนาดไหน แต่เขาก็รวบรวมพลังใจของตนเฝ้ากล่าวคำภาวนาขอความเมตตาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเหลือเขาด้วย

“ข้าแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ได้โปรดเมตตาข้า ผู้ซึ่งไม่เคยเบียดเบียนใคร ขอทรงประทานน้ำมาให้ข้าได้รักษาชีวิตของตนเองไว้ แม้เพียงหนึ่งหยดก็ยังดี” แล้วในตอนนั้นเอง ทิฐิก็เห็นชายแปลกหน้าชาวเยอรมันคนหนึ่งเดินตรงมาหาเขา ทิฐิดีใจสุดจะกล่าว แล้วรีบพูดขึ้นทันทีว่า

“โอ…ท่านผู้เป็นความหวังของข้า โปรดแบ่งน้ำของท่านให้ข้าดื่มด้วยเถิด”

ชายคนนั้นยื่นถุงหนังสีน้ำตาลในมือให้แก่ทิฐิ แล้วกล่าวว่า

“นี่คือ วาสซ่าร์ จงดื่มเสียสิ”

แต่ทิฐิไม่อยากได้วาสซ่าร์ เขาอยากได้น้ำ ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธที่จะรับถุงหนังสีน้ำตาลจากชายแปลกหน้าคนนั้น ชายคนนั้นจึงเดินจากไป

ทิฐิภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง คราวนี้มีชายชาวจีนคนหนึ่งเดินถือถุงหนังสีแดงเข้ามายื่นให้แก่ทิฐิ

“นี่คือ น้ำ ใช่หรือไม่” ทิฐิถามชายชาวจีน

“นี่คือ ซือจุ้ย จงดื่มเสียสิ” ชายชาวจีนตอบ

ทิฐิรู้สึกไม่พอใจ ตอนนี้เขากระหายน้ำมากเหลือเกินแล้ว แต่ทำไมชายผู้นี้จึงนำซือจุ้ย มามอบให้แก่เขาเล่า ทิฐิจึงปฏิเสธถุงหนังสีแดงของชายชาวจีน ชายชาวจีนจึงเดินจากไป

ทิฐิเริ่มภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก และครั้งนี้มีผู้หญิงชาวอินเดียคนหนึ่งมาปรากฏกายตรงหน้าของเขาในแทบจะทันที

“เธอผู้มีใจเมตตา ขอน้ำให้ข้าดื่มหน่อยเถิด” ทิฐิพึมพำคำอ้อนวอนออกจากริมฝีปากที่แห้งผาก

“นี่คือ ปานี จงดื่มเสียสิ” หญิงชาวอินเดียกล่าวพร้อมกับยื่นถุงหนังสีเขียวให้กับทิฐิ แต่นั่นทำให้ทิฐิโกรธมาก เขารวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ยกแขนปัดถุงหนังสีเขียวให้พ้นหน้า แล้วพูดอย่างโกรธเคืองว่า

“ข้าไม่เอาของ ๆ เจ้า ข้าจะตายเพราะขาดน้ำอยู่แล้ว ข้าต้องการน้ำเท่านั้น!”

หญิงอินเดียเมื่อได้ฟังดังนั้นก็เดินจากไปอีกคน ทิฐิเฝ้าอ้อนวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีใครนำอะไรมายื่นให้เขาอีกแล้ว

จิตของทิฐิกำลังหลุดลอยออกจากร่างที่ใกล้แตกดับ แล้วในตอนนั้นเอง เสียง ๆ หนึ่งก็ดังแว่ว ๆ ให้ได้ยินว่า

“ทิฐิคนถือดีเอ๋ย เราช่วยเจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับไม่เคยให้โอกาสตนเองเลย หากเจ้าเปิดใจให้กว้าง และยอมรับในข้อดีของสิ่งที่ไม่คุ้นเคยเสียบ้าง เจ้าก็คงรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในถุงหนังทั้งสามนั้น ต่างก็เป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ทั้งสิ้น”

เมื่อสิ้นเสียงแว่วนั้น ทิฐิคนถือดีก็สิ้นลมหายใจทันที


ขอบคุณนิทานน้ำกับทิฐิจากหนังสือนิทานสีขาวโดยดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่