นิทานขึ้นเสียง

20170825_shout

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในห้องเรียนห้องหนึ่ง อาจารย์ถามลูกศิษย์ว่า

“ทำไมเวลาคนโกรธกันแล้วต้องตะคอกใส่กันด้วย?”

ห้องเรียนเงียบไปหลายวินาที ก่อนนักเรียนคนหนึ่งจะตอบว่า

“เพราะเราโมโห เราก็เลยเสียงดังครับ”

“แต่ทำไมต้องเสียงดังด้วยล่ะ ในเมื่ออีกคนก็อยู่ใกล้กันแค่นี้ คุยธรรมดาก็ได้ยินแล้วนี่ ทำไมคนเราถึงต้องขึ้นเสียงกันด้วย?”

นักเรียนผลัดกันตอบคำถาม แต่ไม่มีใครให้คำตอบที่อาจารย์พอใจ อาจารย์จึงเฉลยว่า

“เวลาคนสองคนโกรธกัน หัวใจสองดวงก็จะห่างกันมากขึ้น เขาเลยต้องตะโกนเพื่อไปให้ถึงหัวใจของอีกฝ่าย”

ห้องเรียนเงียบสงัด ก่อนที่อาจารย์จะเสริมว่า

“เวลาคนสองคนรักกัน สังเกตสิว่าเขาจะไม่ตะโกน แต่จะคุยกันด้วยเสียงอ่อนโยน เพราะอะไร? ก็เพราะว่าหัวใจของทั้งสองคนอยู่ใกล้กันไง”

“แล้วพอคนสองคนรักกันยิ่งกว่าเดิม เสียงพูดนั้นก็จะแผ่วเบาจนกลายเป็นเสียงกระซิบ และสุดท้ายเขาก็ไม่จำเป็นต้องกระซิบด้วยซ้ำ แค่มองตาก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว”

“ดังนั้น คราวหน้าถ้าเธอตะคอกใส่คนที่เธอรัก จงจำไว้ว่าเธอได้สร้างระยะห่างให้หัวใจของเธอกับเขาแล้ว”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Tariq’s answer to What’s the best way to react when someone is shouting at you in anger? 

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

นิทานมิตรภาพของสองชาย

20170818_friendship

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ชายป่วยหนักสองคนได้มาพักอยู่ในห้องเดียวกัน โดยมีเพียงม่านบางๆ กั้นไว้ระหว่างเตียงของทั้งคู่

เพื่อแก้เซ็ง ทั้งสองคนต่างชวนคุยสารพัดเรื่อง ทั้งเรื่องครอบครัว เรื่องบ้าน เรื่องงาน เรื่องการเดินทาง

ชายที่นอนติดกับหน้าต่างได้รับอนุญาตจากหมอให้ลุกขึ้นนั่งได้วันละหนึ่งชั่วโมงเพื่อให้ของเหลวระบายออกจากปอด ส่วนชายอีกคนต้องนอนราบอยู่กับเตียงเท่านั้น

ทุกๆ ครั้งที่ชายริมหน้าต่างลุกขึ้นนั่ง เขาก็จะบรรยายสิ่งต่างๆ ที่เขาเห็นให้กับเพื่อนร่วมห้องฟัง

เขาเล่าว่าด้านนอกมีสวนดอกไม้ติดกับบึงยักษ์ที่มีห่านแหวกว่ายเล่นน้ำเป็นฝูงๆ หลายครอบครัวมาถีบเรือเล่น คู่รักหนุ่มสาวเดินจับมือกันกระหนุงกระหนิง ต้นไม้สูงใหญ่ใบเขียวเรียงรายดูงามตา มองเห็นตึกระฟ้าอยู่ไกลๆ รวมทั้งรถไฟฟ้าที่แล่นวนเวียน ทำให้ตัวเมืองดูสวยงามและมีชีวิตชีวายิ่งนัก

ระหว่างที่ชายริมหน้าต่างพรรณนาถึงทิวทัศน์ภายนอก ชายอีกคนก็จะหลับตาจินตนาการและยิ้มตามไปด้วย

บ่ายวันที่อากาศสดใสวันหนึ่ง ชายที่อยู่ริมหน้าต่างได้บรรยายขบวนพาเหรดที่เดินผ่านไป แม้ว่าชายอีกคนจะไม่ได้ยินเสียงดนตรีและมองไม่เห็นขบวนพาเหรดนั้น เขาก็ยังหลับตานึกภาพตามและได้ยินเสียงอย่างชัดเจนในหัวของเขา

หลายสัปดาห์ผ่านไป วันหนึ่งเมื่อนางพยาบาลเดินเข้ามาในห้องพักก็พบร่างที่ไร้ลมหายใจของชายที่อยู่ริมหน้าต่าง เขาได้จากไปแล้วอย่างสงบ

สัปดาห์ถัดมา ชายที่ยังมีชีวิตอยู่จึงขอย้ายไปนอนริมหน้าต่างบ้าง นางพยาบาลจึงจัดแจงย้ายเตียงให้ด้วยความยินดี

อาการของชายคนนั้นดีขึ้นจนพอจะลุกขึ้นนั่งเองได้แล้ว เขาจึงค่อยๆ ยันกายด้วยข้อศอกของตัวเองขึ้นมาอย่างเชื่องช้า แล้วมองไปนอกหน้าต่างเพื่อให้เห็นโลกภายนอกด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรก

แต่เขากลับไม่พบอะไรเลยนอกจากกำแพงอันว่างเปล่า

เขาจึงหันไปถามพยาบาลว่า

“นอกห้องนี้ไม่มีอะไรเลย ทำไมพี่คนนั้นถึงเล่าเรื่องราวได้เป็นตุเป็นตะขนาดนั้นครับ?”

“เขาคงอยากให้กำลังใจคุณน่ะค่ะ จริงๆ แล้วเขามองไม่เห็นอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะเขาตาบอดตั้งแต่ตอนที่เข้ามาพักฟื้นแล้ว”

—-

ขอบคุณนิทานจากบล็อกของคุณพละชัย ฟูเกียรติพงษ์ ภาพที่อยู่นอกหน้าต่าง

นิทานเรือชน

20170811_boat

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พระเซ็นรูปหนึ่งตัดสินใจปลีกวิเวกด้วยการพายเรือออกไปกลางทะเลสาบ นั่งลงหลับตา แล้วเริ่มต้นการทำสมาธิ

หลังจากนั่งภาวนาอย่างสงบราวสองชั่วโมง ท่านก็รู้สึกถึงเรือลำหนึ่งที่แล่นมากระทบเรือที่ท่านนั่ง ท่านเริ่มมีอาการหงุดหงิดเล็กน้อยแต่ก็ยังนั่งหลับตาต่อไปเพราะคิดว่าเดี๋ยวเรือลำนั้นก็คงจากไป

ผ่านไปหลายนาที เรือลำนั้นก็ยังมากระทบเรือที่ท่านนั่งอยู่เรื่อยๆ พระเซ็นจึงหมดความอดทนและลืมตาขึ้นมาเพื่อจะตำหนิคนที่ช่างกล้าดีมารบกวนท่านถึงเพียงนี้

แต่เมื่อท่านลืมตา ท่านก็เห็นเพียงเรือเปล่าๆ ลำหนึ่ง ไม่มีใครนั่งอยู่ในเรือ เรือของท่านกับเรือเปล่าลำนั้นคงโดนลมเบาๆ พัดมาให้ชนกันเอง แล้วความโกรธของท่านก็หายไปในพริบตา

จากวันนั้นเป็นต้นมา หากพระเซ็นได้พบกับใครที่ทำให้ท่านโกรธหรือหงุดหงิด ท่านจะบอกตัวเองเสมอว่า “คนๆ นั้นเป็นเพียงเรือเปล่า แต่ความโกรธนั้นล้วนผุดออกมาจากใจเราทั้งสิ้น”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Raja Sharma’s answer to What’s the best way to react when someone is shouting at you in anger?

นิทานภิกษุกับหญิงสาว

20170804_bhikku

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หลวงพ่อตันซัน เป็นพระเซ็นที่มีความแตกฉานมาก ท่านมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 100 ปีมานี่เอง ท่านเป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลในโตเกียวด้วย

วันหนึ่ง ท่านได้ชวนท่านเอกิโด เพื่อนพระภิกษุซึ่งเคร่งครัดหยุมหยิมในระเบียบแบบแผนต่างๆ ออกเดินธุดงค์
ระหว่างทาง พอมาถึงที่ต่ำเป็นแอ่งมีโคลนเฉอะแฉะ จะเดินอ้อมก็ไม่ได้ ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวเสียสวยงาม กำลังเก้ๆ กังๆ พยายามจะเดินข้ามตรงที่แฉะ แต่ไม่กล้า เพราะกลัวเครื่องแต่งกายที่งดงามจะเปรอะเปื้อน

ก่อนที่ท่านเอกิโดจะแปลกใจที่มีหญิงสาวแต่งตัวเสียสวยงามมาเดินอยู่ในป่าคนเดียว ก็ต้องตกตะลึง
เพราะเห็นท่านตันซันก้าวเดินสวบๆ เข้าไปหาหญิงผู้นั้น แล้วช้อนร่างอุ้มเดินข้ามแอ่งโคลนไป พอพ้นก็วางลงเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสองเดินทางต่อไปโดยไม่ได้ปริปากพูดจากัน

จนกระทั่งถึงเวลาหยุดพักค่ำวันนั้น เมื่อจัดเตรียมที่พักแล้ว ท่านเอกิโดก็หลุดปากออกมาอย่างกลั้นใจจะไม่พูดไม่ไหว เป็นเชิงสั่งสอนท่านตันซัน ว่า

“พวกเราเป็นพระ น่าจะไม่เข้าใกล้ผู้หญิงจะดีกว่า ยิ่งแตะเนื้อต้องตัวด้วยแล้วยิ่งไม่ถูกต้อง ทำไมท่านถึงทำอย่างนั้น?”

“ผมวางเด็กสาวคนนั้นลงไปตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว ท่านยังจะมาแบกเอาไว้จนถึงเดี๋ยวนี้อยู่อีกหรือ”


ขอบคุณนิทานจากกระทู้ Pantip โดยคุณอาโก หนองจอก

นิทานตกปลา

20170728_fishing

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

นักธุรกิจอเมริกันเดินทางไปยังท่าเทียบเรือของหมู่บ้านเล็กๆ ในคอสตาริกา

มีเรือลำเล็กและชาวประมงจอดเทียบท่าเพียงลำเดียว ในเรือนั้นมีปลาทูนาครีบเหลืองขนาดใหญ่หลายตัว

นักธุรกิจอเมริกันกล่าวชมผลงานการจับปลา สอบถามว่าใช้เวลานานเท่าใดก่อนจะได้หลายตัวแบบนี้

“ก็ไม่นาน” ชาวประมงตอบ

นักธุรกิจอเมริกันเสนอแนะว่า “ทำไมไม่ใช้เวลามากกว่านี้จับปลาได้อีกหลายเท่าตัว?”

ชาวประมงตอบว่า “จับมาแค่นี้ก็พออยู่พอกิน พอเลี้ยงคนในครอบคัวได้แล้วซินญอร์”

นักธุรกิจอเมริกันงุนงง สอบถามต่อว่า “เวลาที่เหลือ คุณเอาไปทำอะไรกัน?”

“ก็นอนตื่นสาย ตกปลาสักหน่อย เล่นกับลูก นอนตอนบ่ายกับมาเรียเมียของผม ตกเย็นก็เดินเข้าหมู่บ้านนั่งจิบไวน์สบายอารมณ์ เล่นกีตาร์กับเพื่อนๆ ผมมีอะไรต่อมิอะไรต้องทำทั้งวันไม่มีเวลาว่างเลยซินญอร์”

นักธุรกิจอเมริกันเบะปากหยามหมิ่น

“ผมเป็นนักบริหารตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ผมช่วยคุณได้ คุณน่าจะใช้เวลาจับปลาให้นานกว่านี้ ผลกำไรที่ได้มาจะนำไปซื้อเรือขนาดใหญ่ หากป่าวประกาศโฆษณาในเว็บ และมีแผนการดำเนินงานที่ดี ก็จะมีเงินทุนหลั่งไหลเข้ามาร่วมทุนซื้อเรือขนาดใหญ่ได้อีกหลายลำ ท้ายที่สุด แทนที่จะขายปลาให้พ่อค้าคนกลาง คุณควรจะขายให้กับผู้แปรรูปโดยตรง ในไม่ช้า คุณก็จะมีโรงงานทำปลากระป๋องเป็นของตนเอง

“แล้วยังไงต่อ ซินญอร์” ชาวประมงถาม

“จากนั้นคุณจะต้องย้ายออกจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ไปอยู่ในซานโฮเซ จากนั้นก็ย้ายไปแคลิฟอร์เนีย และท้ายที่สุดไปนิวยอร์ก ที่ซึ่งคุณจะว่าจ้างมืออาชีพให้รับช่วงดำเนินธุรกิจของคุณต่อได้”

ชาวประมงนิ่วหน้า “เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลานานสักแค่ไหนกัน? แล้วจะเกิดอะไรต่อไปล่ะ ซินญอร์”

นักธุรกิจหัวเราะ “ก็คงซักประมาณ 15 ปี แต่หลังจากนี้คือตอนไคลแม็กซ์ล่ะ เมื่อถึงเวลาเหมาะสม คุณก็ทำโรดโชว์ นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปได้ รวยกันใหญ่ คุณจะทำเงินได้หลายล้านเหรียญ”

“เป็นล้านเชียวเรอะ แล้วไงต่อ ซินญอร์?”

นักธุรกิจอเมริกันตอบด้วยแววตาเคลิ้มฝัน

“จากนั้นคุณก็ปลดเกษียณตัวเอง ใช้ชีวิตสุขสบาย ย้ายไปอยู่ในหมู่บ้านประมงเล็กๆ นอนตื่นสาย ตกปลาสักหน่อย เล่นกับลูก นอนตอนบ่ายกับเมียคุณ ตกเย็นก็เดินเข้าหมู่บ้านนั่งจิบไวน์สบาย เล่นกีตาร์กับเพื่อนๆ…”


ขอบคุณนิทานจากบล็อกต้นโศกดอกแก้ว นักธุรกิจ กับ ชาวประมง

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 2 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives