นิทานข้ามถนน

20171215_crosstheroad

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงกันนะครับ

“เช” ชายหนุ่มจากสิงคโปร์ไปเที่ยวญี่ปุ่นโดยนัดเจอกับ “ฮารูกิ” เพื่อนที่มีบ้านอยู่ชานเมือง

ทั้งสองเดินมาถึงสี่แยก เห็นไฟคนข้ามถนนเป็นสีแดงอยู่ วันนั้นเป็นบ่ายวันอาทิตย์ มองไปรอบๆ ไม่มีรถวิ่งมาซักคัน

เชเลยชวนฮารูกิ “ข้ามถนนกันเลยดีมั้ย”

ฮารูกิส่ายหน้า “ไม่ได้ ต้องรอให้ไฟข้ามถนนเป็นสีเขียวก่อนสิ”

เชไม่เข้าใจ “ทำไมต้องรอด้วย ไม่มีรถเลยซักคันนะ”

ฮารูกิยิ้มน้อยๆ แล้วถามกลับ “แล้วถ้ามีเด็กมองเราอยู่ล่ะ?”

—–

ขอบคุณเรื่องจริงจาก Quora: Sze Yao Tan’s answer to What is an only in Japan moment?

I was waiting at a traffic light to cross the road with Haruki, a Japanese friend. It was a lazy Sunday afternoon in a small town on the Tokyo outskirts and there was not a vehicle or soul in sight. So I turned to Haruki and said, “Hey, I know it’s a red man but should we just cross?”

Haruki looked at me and shook his head. “No, we wait for the green man.”

I was a bit perplexed – it did not seem to me that it would make any difference whether we waited or not. “There aren’t any cars. Why do we need to wait?”

Haruki smiled, then asked me a question in return: “What if a child is watching?”

นิทานปีนผา

20171209_cliff

เมื่อวานวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีพระอาจารย์ท่านหนึ่ง เมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา จึงคิดจะหาผู้สืบทอดเป็นเจ้าอาวาสต่อไป

วันหนึ่งจึงพูดกับ “ฮุ่ยหมิง” และ “เฉิงเหยียน” ศิษย์สองคนซึ่งพระอาจารย์หมายตาไว้

“พวกเจ้าสองคนหากมีใครสามารถปีนจากหน้าผาของหลังวัดขึ้นไปถึงยอดเขาได้ คนนั้นจะได้เป็นเจ้าอาวาสคนต่อไป”

ศิษย์ทั้งสองจึงเดินไปที่หน้าผา หน้าผานั้นสูงชันและมีแง่งหินขรุขระตลอดทั้งหน้าผา ฮุ่ยหมิงซึ่งมีร่างกายที่แข็งแรงกว่า มีความมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม แต่ปีนขึ้นไปได้ไม่นานก็ลื่นตกลงมา

เขาจึงเพิ่มความระมัดระวังในการปีนมากขึ้น แต่ที่สุดก็ลื่นไหลตกลงมาอีก แต่ไม่ว่าจะตกลงมากี่ครั้ง เขาก็ไม่ท้อแท้ ครั้งสุดท้ายเขารวบรวมพลังที่มีอยู่ปีนขึ้นไป แต่เมื่อปีนได้ครึ่งทางก็หมดแรง และบริเวณนั้นก็ไม่มีที่ที่จะให้หยุดพักได้ ที่สุดก็พลัดตกลงมาอีก ศีรษะกระแทกก้อนหินจนสลบแน่นิ่งไป

ฝ่ายเฉิงเหยียน ตอนเริ่มต้นก็เหมือนกับฮุ่ยหมิง พยายามใช้แรงอย่างมากมายในการปีน แต่แล้วก็ลื่นไหลลงมาหลายครั้ง ครั้งหนึ่งขณะที่ปีนถึงกลางหน้าผาแล้วมองลงไปข้างล่าง เฉิงเหยียนก็ตัดสินใจปีนลงมาจากหน้าผา ปัดเสื้อผ้าที่เลอะดินทรายออก เดินไปที่ลำธาร แล้วเดินทวนกระแสน้ำขึ้นไปจนไปถึงยอดเขา

เมื่อเขาเดินกลับมาหาพระอาจารย์ ศิษย์ทุกคนนึกว่าเฉิงเหยียนจะต้องถูกพระอาจารย์ต่อว่าอย่างแรงว่ารักตัวกลัวตาย ใจไม่กล้าแล้วยังอ่อนแอ จนน่าจะถูกขับไล่ออกจากสำนักไป

แต่พระอาจารย์กลับพูดว่าให้เฉิงเหยียนดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสต่อไป

ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร

เฉิงเหยียนเลยอธิบายให้ศิษย์ร่วมสำนักฟังว่า หน้าผาที่อยู่หลังวัดนั้นยากเกินกำลังมนุษย์จะปีนป่าย แต่เมื่อมองจากกลางหน้าผา ก็จะเห็นทางเล็กๆ ที่จะเดินขึ้นไปสู่ยอดได้

พระอาจารย์มักพูดบ่อยๆ ว่า “ผู้มีปัญญาจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพแวดล้อม ผู้รู้จะเดินเกมไปตามเหตุ” นี่เป็นการสอนให้พวกเรารู้จักยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้ไปตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า

พระอาจารย์พยักหน้าด้วยความพอใจแล้วพูดว่า

“หากเป็นผู้อยากได้หน้าอยากได้ชื่อ ในจิตก็จะมีแต่ทางตันของหน้าผา ฟ้าไม่ได้วางกรงขังไว้ แต่จิตเราสร้างกรงขังไว้เอง ในกรงขังแห่งความอยากมีชื่อเสียง แย่งชิงกันอย่างลำบากยากเย็น อย่างเบาก็แค่เกิดความทุกข์กังวล อย่างหนักอาจจะต้องร่วงหล่นลงจนร่างเละ”

หลังจากนั้นพระอาจารย์ก็มอบบาตรและจีวรแก่เฉิงเหยียน และพูดกับทุกคนว่า

“การปีนหน้าผา เป็นการทดสอบสภาพจิตของพวกเจ้า ไม่ให้หลงวนเข้าไปอยู่ในตาข่ายแห่งชื่อเสียงเกียรติยศ ในจิตที่ไม่กังวลสิ่งใด สามารถเดินไปตามครรลองที่เป็นไปได้ นั่นคือคนที่ข้าปรารถนา”

—–

ขอบคุณนิทานจาก What Am I.net รวมหลายเรื่องจากเวบไซต์ อกาลิโก

นิทานหนทางแห่งความสำเร็จ

20171201_success

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายหนุ่มคนหนึ่งอยากจะแสวงหาเส้นทางแห่งความสำเร็จ

เขาได้ยินมาว่ามีชายชราท่านหนึ่งซึ่งเป็นผู้มีปัญญามาก รู้ว่าอะไรคือหนทางแห่งความสำเร็จ หลายคนได้รับความสำเร็จเมื่อได้รับคำแนะนำจากผู้รู้ท่านนี้ ชายหนุ่มออกเดินทางเพื่อตามหาผู้รู้

หลังจากต้องแสวงหาด้วยความยากลำบากอยู่นาน ที่สุดก็ได้พบกับท่าน

“ท่านผู้รู้ครับ ผมต้องทำอย่างไรถึงจะอยู่บนหนทางแห่งความสำเร็จครับ”

ผู้รู้ไม่เอ่ยคำใด แค่พยักหน้าน้อยๆ แล้วเดินลิ่วๆ ไปที่ชายหาด ชายหนุ่มจึงรุดเดินตามไปติดๆ

ผู้รู้เดินถึงชายหาดแล้วก็ยังไม่หยุด ยังคงเดินลงไปในทะเล ส่วนชายหนุ่มก็ค่อยๆ เดินตามไปด้วยความไม่แน่ใจว่าผู้รู้จะทำอะไรกันแน่

จนถึงจุดที่ระดับน้ำสูงถึงอก ผู้รู้ก็จับหัวชายหนุ่มกดลงไปใต้น้ำ

ชายหนุ่มดิ้นรนสุดชีวิต แต่แรงของผู้รู้นั้นมากมายเหลือเกิน

วินาทีที่ชายหนุ่มกำลังจะหมดสติ ผู้รู้ก็ดึงหัวชายหนุ่มขึ้นมาเหนือน้ำ

ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าเต็มปอดอย่างเร็วและแรงอยู่สี่ห้าครั้งก่อนจะตะโกนว่า

“จะกดให้ข้าจมน้ำตายหรือไอ้แก่!?”

“หากปณิธานของเจ้าที่จะประสบความสำเร็จอยู่ในระดับเดียวกับความต้องการที่จะหายใจของเจ้าเมื่อสักครู่ เจ้าก็อยู่บนหนทางแห่งความสำเร็จแล้ว” ผู้รู้ตอบ

—–

ขอบคุณนิทานจากอาณาจักรธรรม ฟาอีฉงเต๋อ: หนทางแห่งความสำเร็จ

นิทานการเดินทางของสายน้ำ

20171124_waterjourney

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีธารน้ำเล็กๆสายหนึ่งไหลมาจากยอดเขาที่ห่างไกลออกไป ผ่านป่าเขาหมู่บ้านและผ่านในเมืองมาหลายแห่ง สุดท้ายมาถึงทะเลทรายแห่งหนึ่งสายน้ำคิดในใจว่า

“เราก็ผ่านอุปสรรคและสิ่งกีดขวางต่างๆนานามานับไม่ถ้วน ครั้งนี้คงจะผ่านทะเลทรายแห่งนี้ไปได้ด้วยดี”

ขณะเมื่อสายน้ำมุ่งมั่นจะผ่านทะเลทรายอยู่นั้น ก็รู้สึกว่าน้ำของตัวเองค่อยๆ ซึมหายไปในทรายเหล่านั้น ยิ่งไหลผ่านไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้สึกว่าน้ำก็ยิ่งหายไปเรื่อยๆ จนรู้สึกท้อแท้ “คิดในใจว่า นี่คงจะเป็นชะตาชีวิตของตนเองแล้ว และคงจะไม่มีทางที่จะได้ไหลไปสู่ทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลตามคำที่เขาเล่าลือ

เมื่อสายน้ำรำพึงรำพันด้วยความเสียใจอยู่นั้น ก็มีเสียงแว่วแผ่วกระซิบมาว่า

“ถ้าหากสายลมสามารถพัดผ่านทะเลทรายได้ สายน้ำก็จะไหลผ่านไปได้เหมือนกัน”

ที่แท้เสียงที่เหมือนกับกระซิบมานั้นเป็นเสียงของทะเลทรายเอง

สายน้ำตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจว่า

“นั่นเป็นเพราะลมสามารถบินข้ามทะเลทรายไปได้ แต่ข้าทำไม่ได้”

“เป็นเพราะเจ้ายืนกรานที่จะเป็นสภาพเดิม ลมจึงไม่สามารถพัดพาเจ้าข้ามไปได้ เพียงแต่เจ้ายอมปล่อยวางสภาพที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ให้ตัวเองกลายเป็นไอน้ำแล้วหลอมรวมไปกับสายลม” ทะเลทรายกล่าวต่อด้วยเสียงอันแผ่วเบา

สายน้ำไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเรื่องแบบนี้ด้วย คิดในใจว่า

“ปล่อยวางสภาพที่เป็นอยู่ขณะนี้ แล้วสลายรวมไปในสายลม? ไม่! ไม่! “

สายน้ำไม่ยอมรับคำเสนอแนะที่ให้เป็นลักษณะนั้น แล้วตัวเองก็ไม่เคยผ่านประสบการณ์ลักษณะอย่างนั้นมาก่อน จะให้ปล่อยวาง ลักษณะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่เท่ากับเป็นการทำลายล้างตัวเองหรือ?

“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า นี่เป็นความจริงหรือเปล่า?” สายน้ำถาม

“สายลมสามารถนำไอน้ำรวมเข้ากับตัวเอง แล้วพัดผ่านทะเลทราย เมื่อไปประจวบกับสภาพที่เหมาะสม ก็จะคายไอน้ำออกมา แล้วกลายเป็นฝน หลังจากนั้นน้ำฝนก็จะกลายเป็นสายน้ำ ไหลไปข้างหน้าเรื่อยๆอีก” ทะเลทรายตอบ

“แล้วข้าจะยังคงเป็นสายน้ำดั้งเดิมหรือเปล่า?”

“จะบอกว่าใช่ก็ได้ จะบอกว่าไม่ใช่ก็ได้ และไม่ว่าเจ้าจะเป็นสายน้ำหรือเป็นไอน้ำที่มองไม่เห็น แต่ความเป็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไม่เปลี่ยนแปลง เจ้ายืนกรานที่จะเป็นสายน้ำ เพราะเจ้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตัวตนที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร”

ช่วงเวลานั้นสายน้ำคลับคล้ายคลับคลาเหมือนกับว่า ก่อนที่ตัวเองจะกลายเป็นสายน้ำ ก็เคยถูกลมนำตนเอง พัดพาผ่านพื้นดินไปยังยอดเขา แล้วกลายเป็นฝน แล้วกลายเป็นสายน้ำอย่างทุกวันนี้

เมื่อคิดได้ดังนั้น สายน้ำจึงรวบรวมแรงใจครั้งสุดท้าย กระโจนเข้าไปในอ้อมแขนที่อ้าออกมารับของสายลม แล้วหายไปในสายลมนั้น ให้สายลมนั้นพัดพาผ่านไป

ทุกขั้นตอนของชีวิตคนเราก็เหมือนกับสายน้ำ หากอยากจะฝ่าฟันให้ผ่านพ้นอุปสรรคขวากหนาม
ก็จำจะต้องปล่อยวางตัวตนที่ยึดมั่นอยู่ พร้อมกับใช้ปัญญา และความกล้ามุ่งหน้าไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้

ลองถามตัวเองดูว่า ตัวตนที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร? และสิ่งที่กำลังยึดมั่นถือมั่นอยู่คืออะไร? สิ่งที่ต้องการคืออะไร?

ขอบคุณนิทานจาก นิทานเซ็น @ รวมหลายเรื่องจากเวบไซต์ อกาลิโก 

นิทานตะแกรงสามชั้น

20171117_sieve

มีชายคนหนึ่งกระหืดกระหอบไปหานักปราชญ์ท่านหนึ่งแล้วพูดขึ้นมาว่า “ข้ามีข่าวจะมาบอกกับท่าน”

นักปราชญ์ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า “เรื่องที่ท่านจะเล่าร่อนผ่านตะแกรงสามชั้นแล้วหรือยัง?”

ชายคนนั้นไม่เข้าใจ “ตะแกรงสามชั้น…ตะแกรงสามชั้นไหน?”

“ตะแกรงชั้นแรกคือ ความจริง ข่าวที่ท่านจะเล่าเป็นความจริงหรือเปล่า?”

“ไม่รู้เหมือนกัน ข้าฟังมาจากที่เขาเล่า”

นักปราชญ์พูดต่อว่า “ตอนนี้ท่านลองใช้ตะแกรงชั้นที่สองตรวจสอบดู ข่าวที่ท่านจะบอกข้า แม้จะไม่ใช่ความจริง แต่ก็ควรจะเป็นข่าวที่มีเจตนาดี”

ชายนั้นลังเลสักครู่แล้วพูดว่า “ไม่ ข่าวนี้มีเจตนาตรงข้ามกันเลย”

“ถ้าอย่างนั้นเราจะใช้ตะแกรงชั้นที่สาม ข้าจะถามท่านอีกครั้ง ข่าวที่ทำให้ท่านเร่งรีบอย่างนี้เป็นข่าวสำคัญหรือเปล่า?”

ชายคนนั้นรู้สึกเขินนิดๆ “ก็ไม่ได้สำคัญอะไร”

นักปราชญ์ยิ้มน้อยๆ “เรื่องที่ท่านจะเล่าให้ข้าฟัง อาจไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ได้มีเจตนาที่ดี แล้วก็ไม่สำคัญ งั้นก็อย่าเล่าเลย ข่าวนั้นจะได้ไม่รบกวนจิตใจของท่านและข้า”