นิทานแพทย์สงคราม

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีแพทย์สงครามผู้หนึ่ง ทำหน้าที่รักษาเหล่าทหารที่บาดเจ็บในสมรภูมิรบมานับไม่ถ้วน ทหารหลายรายได้รับการรักษาจากแพทย์สงครามจนหายดี แต่กลับไปเสียชีวิตกลางสนามรบก็มีไม่น้อย

เหตุการณ์เหล่านี้วนเวียนไป จนกระทั่งนานวันเข้า แพทย์สงครามค่อยๆ สั่งสมความทุกข์ขึ้นในจิตใจจนถึงที่สุด เขาเอาแต่ครุ่นคิดว่า

“หากทหารที่ตายในสนามรบเหล่านั้นชะตาขาดอยู่แล้ว เหตุใดต้องมาให้ข้ารักษาจนหายก่อนค่อยไปตายอีก และหากข้ารักษาคนเจ็บจนหายดี แต่สุดท้ายเขาต้องกลับไปตายในสงคราม เช่นนั้นวิชาแพทย์ของข้าจะมีความหมายอันใด”

เมื่อคิดถึงตอนนี้ เขาจึงรู้สึกว่าการเป็นแพทย์สงครามนั้นช่างไร้ค่าสิ้นดี

แพทย์สงครามไม่อาจปฏิบิติหน้าที่ต่อไปได้ จึงตัดสินใจออกเดินทางขึ้นเขาไปพบอาจารย์เซน และบอกเล่าถึงความทุกข์ใจของตนเอง

ทั้งยังถามอาจารย์เซนว่า หากเหตุการณ์ยังวนเวียนอยู่เช่นนี้ต่อไป เขายังจะดำรงอาชีพเป็นแพทย์สงครามไปทำไม?

เขารั้งอยู่บนยอดเขากับอาจารย์เซน ผ่านวันเวลาเนิ่นนานในการหาคำตอบ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาจึงได้กลับลงเขามาเป็นแพทย์สงครามเช่นเดิม เนื่องจากเขาค้นพบคำตอบของคำถามนี้แล้ว

แพทย์สงครามกล่าวกับตนเองว่า “ที่ข้าต้องทำหน้าที่ต่อไป เนื่องเพราะข้าคือแพทย์ผู้หนึ่งอย่างไรเล่า”


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน : แพทย์สงคราม

นิทานยาพิษ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เด็กสาวคนหนึ่งนามว่าลี่ลี่ เมื่อเธอแต่งงานจึงได้ย้ายมาอยู่กับสามีและแม่สามี ภายในเวลาอันสั้นลี่ลี่ก็พบว่าเธอไม่สามารถเข้ากับแม่สามีได้เลย เพราะบุคลิกของทั้งคู่ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ลี่ลี่ทนนิสัยหลายอย่างของแม่สามีไม่ได้ ฝ่ายแม่สามีก็ได้แต่วิพากษ์วิจารณ์ลี่ลี่เสมอมา วันเวลาผ่านไปจากวันเป็นเดือน ลี่ลี่และแม่สามีทะเลาะกันไม่หยุดหย่อน แต่สิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ ตามธรรมเนียมจีน สะใภ้จะต้องก้มหัว และเชื่อฟังแม่สามีในทุกเรื่องราว ทั้งหลายทั้งปวงนี้นำมาซึ่งความทุกข์โศกแก่ผู้เป็นสามีเป็นอย่างยิ่ง

ในที่สุดวันที่ลี่ลี่หมดสิ้นความอดทนได้มาถึง จึงตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง เธอตรงไปหาคุณหวางเพื่อนรักของพ่อที่ขายสมุนไพร

หลังจากเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง เธอจึงถามว่า พอจะหายาพิษอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลในคราเดียวได้ไหม

คุณหวางคิดอยู่ชั่วขณะ ในที่สุดจึงกล่าวกับลี่ลี่ว่า

“ลุงจะช่วยหนูเอง…แต่หนูต้องฟังคำของลุงและเชื่อฟังสิ่งที่ลุงบอกนะ”

ลี่ลี่ตอบรับทันทีว่า “ค่ะ หนูจะทำตามที่คุณลุงแนะนำทุกอย่าง”

คุณหวางหายไปหลังร้าน และกลับมาภายในเวลาชั่วครู่พร้อมกับห่อสมุนไพรในมือ

เขากล่าวกับลี่ลี่ว่า

“ลุงจะจ่ายยาสมุนไพรให้หนูจำนวนหนึ่ง แต่หนูต้องไม่ใช้ยาพิษนี้ทั้งหมดในคราวเดียวกันนะ เพราะนั่นจะทำให้ทุกคนสงสัย

หนูจงเติมสมุนไพรนี้ลงไปในหมูเห็ดเป็ดไก่ที่ปรุงวันเว้นวัน สารพิษนี้จะได้ค่อยๆ สะสมอยู่ในตัวเธอ ขณะเดียวกัน หนูก็ต้องพูดจากับเธอดีๆ และเชื่อฟังเธอด้วย วันหนึ่งข้างหน้า เมื่อแม่สามีตายลง จะได้ไม่มีใครสงสัยในตัวหนูไงล่ะ

อย่าลืมนะ ห้ามเถียงเธอ แต่จงเชื่อฟังทุกอย่างที่เธอบอกและปฏิบัติต่อเธออย่างดีที่สุด”

ได้ยินดังนั้น ลี่ลี่รู้สึกสุขใจยิ่งนัก จึงกล่าวขอบคุณและร่ำลาคุณหวางเพื่อกลับไปเตรียมอุบายสังหารแม่สามี

วันและคืนผ่านไป ลี่ลี่จะต้องปรุงอาหารจานพิเศษให้แม่สามีทุกวันเว้นวัน เธอจดจำคำของคุณหวางได้เป็นอย่างดี พยายามควบคุมอารมณ์ เชื่อฟังและดูแลเธอเหมือนดั่งเป็นแม่ของตนเอง

เวลาล่วงไปได้หกเดือน ทุกสิ่งทุกอย่างภายใต้หลังคาบ้านนั้นกลับแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ลี่ลี่ได้ฝึกตนให้ควบคุมอารมณ์ได้ดีมาก ไม่เคยมีปากเสียงกันเลยตลอดหกเดือนนี้ แม่สามีดูเหมือนจะมีเมตตาต่อเธอและเข้ากันได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่ทัศนคติของแม่สามีที่มีต่อลี่ลี่ได้เปลี่ยนไปเช่นกัน เธอเริ่มรักลี่ลี่เหมือนกับลูกสาวแท้ๆ ของตัวเอง เธอพร่ำบอกเพื่อนฝูงและคณาญาติว่า ลี่ลี่เป็นลูกสะใภ้ที่ดีที่สุดและยากจะหาใครมาเสมอเหมือน

บัดนี้ ลี่ลี่ และแม่สามีรักกันดุจแม่-ลูกจริงๆ แล้ว ฝ่ายสามีลี่ลี่รู้สึกสุขใจเป็นที่สุดที่ได้เห็นภาพนั้น

วันหนึ่ง ลี่ลี่กลับไปหาคุณหวางเพื่อขอความช่วยเหลืออีกครั้ง

“คุณลุงหวางคะ กรุณาช่วยหนูด้วยค่ะ หนูไม่อยากให้แม่สามีตายแล้วค่ะ คุณลุงรู้มั้ยคะว่าตอนนี้แม่เปลี่ยนไปมาก ท่านดีกับหนูมากและหนูก็รักท่านเหมือนแม่จริงๆ ของหนู หนูไม่อยากให้ท่านตายด้วยยาพิษของหนูเลย”

คุณหวางพรายยิ้ม ผงกศีรษะและกล่าวว่า

“ลี่ลี่เอ๋ย ไม่มีอะไรต้องกังวล ลุงไม่เคยให้ยาพิษอะไรแก่หนูเลย สมุนไพรที่ให้ไปเมื่อคราวก่อนนั้นเป็นพวกวิตามินที่บำรุงร่างกาย ยาพิษอย่างเดียวนั้นอยู่ที่จิตใจและทัศนคติของหนูที่มีต่อแม่สามีต่างหาก และนั่นก็ได้รับการชำระล้างหมดแล้วด้วยความรักทั้งหมดทั้งมวลที่หนูมอบให้ท่าน”


ขอบคุณนิทานจาก Gplus Quotes: นิทานก่อนนอนเรื่องสะใภ้ แม่สามี ความรัก และยาพิษ

นิทาน MVP

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

Kevin Durant เป็นนักบาสเกตบอลผิวสีที่เคยได้รางวัล “ผู้เล่นทรงคุณค่าที่สุดของ NBA” (Most Valuable Player) ประจำฤดูกาล 2014

Durant ในวัย 25 ปีขึ้นรับรางวัล MVP และกล่าวคำขอบคุณผู้คนมากมาย

นี่คือช่วงสุดท้ายของสุนทรพจน์ครับ

“…และคนสุดท้ายที่ผมอยากขอบคุณ ก็คือแม่

ผมว่าแม่ไม่รู้ตัวหรอกว่าแม่ได้ทำอะไรลงไป

แม่คลอดพี่ชายของผมตอนแม่อายุ 18 ปี

อีก 3 ปีต่อมา ผมก็ลืมตาดูโลก

การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวลูกสองตอนที่แม่อายุแค่ 21 ปีมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

พวกเรามักถูกขับไล่ไสส่ง ต้องย้ายที่อยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า

หนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุด คือตอนที่เราย้ายเข้าอพาร์ตเมนต์เป็นครั้งแรก ไม่มีเตียง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรทั้งนั้น แต่เราก็นั่งกอดกันอยู่ที่พื้นห้อง เพราะเราคิดว่าพวกเรารอดแล้ว

ผมไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นยังไงนะ แต่สำหรับผม เวลามีสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ผมมักจะมองย้อนกลับไปเพื่อดูว่าอะไรที่พาให้ผมมาถึงจุดนี้

แม่ชอบปลุกผมตอนกลางดึกในคืนฤดูร้อนและสั่งให้ผมวิ่งขึ้นเนิน สั่งให้วิดพื้น แถมยังคอยตะโกนเชียร์ผมอยู่ข้างคอร์ตบาสตั้งแต่สมัยผมอายุ 8-9 ขวบ

จริงๆ แล้วเราไม่ควรมาถึงจุดนี้ด้วยซ้ำ แม่ทำให้ผมและพี่ชายมีศรัทธาในตัวเอง แม่ไม่ยอมปล่อยให้พวกเราเป็นกุ๊ยข้างถนน

แม่เป็นคนหาเสื้อผ้ามาให้พวกเราใส่ หาอาหารมาให้พวกเรากิน

แม้ตอนที่แม่ไม่ได้กินข้าว แม่ก็ยังเมคชัวร์ว่าผมกับพี่ได้กินอะไรเสมอ แม่เข้านอนทั้งๆ ที่ท้องหิวอยู่อย่างนั้น

แม่เสียสละให้พวกเรามากมาย

แม่ต่างหากที่เป็น MVP ตัวจริง


ฟังนิทานจากปาก Kevin Durant ได้ที่ https://youtu.be/MN5YnVlDnIQ?t=299

นิทานโต้ปัญหา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในประเทศญี่ปุ่นสมัยก่อน มีประเพณีอย่างหนึ่งของพระภิกษุนิกายเซ็น คือพระภิกษุอาคันตุกะ ที่เดินทางมาถึงที่วัดใด จะต้องตอบปัญหาธรรมชนะพระภิกษุที่อยู่ก่อนจึงจะมีสิทธิ์เข้าพักได้ ถ้าแพ้ก็ต้องเดินทางหาวัดใหม่ต่อไปวันหนึ่ง

มีพระอาคันตุกะองค์หนึ่งจาริกมาจากที่ไกลถึงที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ทางเหนือของประเทศญี่ปุ่น มีพระภิกษุพี่น้อง 2 องค์อาศัยอยู่ องค์พี่เป็นผู้คงแก่เรียนรอบรู้แตกฉานมาก องค์น้องนอกจากจะตาบอดข้างหนึ่งแล้ว ยังมีสติปัญญาค่อนข้างทึบอีกด้วย

เมื่อทราบระเบียบว่าจะต้องมีการโต้ธรรมะกันก่อนเข้าพักอาศัย พระอาคันตุกะก็ยินดีปฏิบัติตาม แต่เนื่องจากพระองค์พี่เหน็ดเหนื่อยจากการปฏิบัติงานมาทั้งวัน จึงได้มอบให้พระองค์น้องทำหน้าที่โต้ปัญหาธรรมแทน และได้แนะให้พระองค์น้องใช้วิธีโต้ปัญหาแบบ “เงียบ”

พระทั้งสององค์จึงไปยังที่บูชา จุดธูปบูชาพระรัตนตรัย เสร็จแล้วการโต้ปัญหาธรรมะก็เริ่มขึ้น ชั่วครู่เดียวพระอาคันตุกะก็เดินออกไปหาพระองค์พี่ แล้วกล่าวว่า

“น้องชายท่านเก่งเหลือเกิน ผมยอมแพ้แล้ว “

“ท่านโต้ปัญหากันว่าอย่างไรล่ะ” พระองค์พี่ถาม

พระอาคันตุกะจึงชี้แจงว่า

“ทีแรกผมชูนิ้วขึ้นมาก่อนหนึ่งนิ้ว ซึ่งหมายถึงพระพุทธ น้องชายของท่านชูสองนิ้วตอบ ซึ่งหมายความว่าเมื่อมีพระพุทธก็ต้องมีพระธรรมด้วย ผมจึงชูสามนิ้วตอบซึ่งหมายถึงว่าถ้าจะให้ครบ ก็ต้องมีทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วย คราวนี้น้องชายท่านกลับชูกำปั้นมาที่หน้าผม ซึ่งหมายความว่า จะเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็ตาม ก็ต้องมารวมเป็นหนึ่งเดียว คือสัจธรรม ผมจึงว่าน้องท่านเป็นผู้ชนะ ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่ที่นี่”

พระภิกษุอาคันตุกะกล่าวแล้ว ก็ลาพระภิกษุองค์พี่เดินทางต่อไป

สักครู่ พระองค์น้องก็เข้ามาหาพระพี่ชายอย่างเร่งรีบ แล้วถามหาพระอาคันตุกะว่า

“เจ้าหมอนั่นมันไปไหนแล้วล่ะ?”

“เธอชนะเขาแล้วไม่ใช่หรือ?” พระผู้พี่ถามด้วยความสงสัย

“ชนะกะผีอะไรล่ะ” พระองค์น้องโกรธ

“เธอโต้ปัญหากับเขาว่าอย่างไรล่ะ?” พระองค์พี่ถามต่อ

“โต้อย่างไรนะหรือ” พระองค์น้องตะโกน

“พอเห็นหน้าผมเท่านั้น มันก็ชูนิ้วเดียวมาที่หน้าผม ซึ่งมันดูหมิ่นว่าผมมีตาข้างเดียว ผมสู้อดทนเพราะเห็นว่าเป็นแขก จึงชูตอบไปสองนิ้ว แสดงความยินดีที่เขามีตาครบบริบูรณ์ แทนที่มันจะรู้ตัว มันกลับชูนิ้วกลับมาอีกสามนิ้ว ซึ่งหมายความว่า ทั้งผมและมันมีตารวมกันอยู่สามตา อย่างนี้ไม่ใช่เยาะเย้ยแล้วจะเรียกว่าอะไร ผมเหลืออดจริงๆ จึงชูกำปั้นขึ้นมาจะต่อยหน้ามันสักหน่อย แต่มันกลับวิ่งออกมาเสียก่อน”


ขอบคุณนิทานจากเว็บประตูสู่ธรรม: ใครชนะ

นิทานหนอนกับเทวดา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีผู้ชายสองคนเป็นเพื่อนรักกันมาก คนหนึ่งชอบทำความดีเป็นนิสัย แต่อีกคนชอบทำบาปเป็นอาจิณ

ต่อมาทั้งสองตายลงในเวลาใกล้เคียงกัน คนที่ชอบทำบุญได้ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ ส่วนเพื่อนที่ชอบทำบาปได้ไปเกิดเป็นหนอนในหลุมส้วมของวัดแห่งหนึ่ง

เมื่อเพื่อนผู้เป็นเทวดาเสวยทิพยสุขในสวรรค์พอสมควรแล้ว ก็นึกถึงเพื่อนของตนว่าไปอยู่ที่ไหน เขาได้เพ่งดูด้วยตาทิพย์ จึงรู้ว่าเพื่อนของตัวเองไปเกิดเป็นหนอนที่ส้วมของวัด

ด้วยความปรารถนาดีจะช่วยให้เพื่อนพ้นทุกข์ จึงลงจากสวรรค์มาปรากฏตัวที่ส้วม และได้ดลใจเพื่อนเก่าคือหนอนให้จำได้ สหายทั้งสองทักทายกันด้วยความยินดี

หลังจากถามข่าวคราวเสร็จสิ้น สหายผู้เป็นเทวดาได้กล่าวขึ้นว่า

“เพื่อน ฉันสงสารแกเหลือเกินที่ต้องเกิดมาเป็นหนอน กินนอนอยู่ในอุจจาระอันแสนสกปรกโสมมนี้ มาเถิดเพื่อน อย่าอยู่ที่นี่เลย ไปอยู่สวรรค์กับเราเถิด”

“ขอบคุณเพื่อนมากที่ปรารถนาดีกับเรา แต่บอกหน่อยได้ไหมว่า สวรรค์ของนายนั้นดีอย่างไร”

ฝ่ายเพื่อนเทวดาจึงสาธยายความวิเศษของเมืองสวรรค์ ความเลิศหรูอลังการในสถานที่ที่ตนเองอยู่ รวมทั้งความสะดวกสบายในทุกเรื่องให้หนอนฟัง

“สวรรค์ของเราดีมากอยู่ในวิมานทองสูง 100 โยชน์ มีนางฟ้าแวดล้อมเป็นบริวารนับพัน ไปไหนมาไหนก็เหาะไป อยากกินอะไรก็เนรมิตเอาได้”

“สวรรค์ของนายฟังดูก็น่าอยู่ดี แต่ถามหน่อย ในสวรรค์มีขี้กินไหม”

“ไม่มี” เทวดาตอบอย่างงงๆ

เมื่อหนอนได้ยินคำตอบ แทนที่จะตัดสินใจไปอยู่กับเพื่อนผู้หวังดี เขากลับตอบอย่างไม่แยแสในน้ำใจของเพื่อนผู้เป็นเทวดาว่า

“ถ้าอย่างนั้นก็สู้ที่นี่ไม่ได้ ที่นี่มีอาหารการกินบริบูรณ์ ไม่ต้องเนรมิตให้ลำบากด้วย ถึงเวลาก็ตกลงมาเองจากเบื้องบน เชิญนายตามสบายเถอะ เราขออยู่ที่นี่ต่อไปดีกว่า”


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานเซน เลือกเอง