ให้ความกลัวนั่งเบาะหลัง

20170926_backseat

เมื่อวานนี้ผมได้ฟังสัมภาษณ์ของ Elizabeth Gilbert ผู้เขียน Eat Pray Love และ Big Magic

เธอบอกว่ามีีผู้คนมากมายที่เข้ามาปรึกษาเธอเกี่ยวกับการทำงานสร้างสรรค์อย่างการเขียนนิยาย วาดรูป หรือแต่งกลอน แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ได้ทำ

และต่อให้แต่ละคนมีเหตุผลร้อยแปดพันเก้าอย่างไร พอขุดลงไปลึกๆ จริงๆ ก็จะเหลืออยู่เหตุผลเดียวเสมอ คือพวกเขากำลังกลัวอยู่

กลัวว่าไม่มีพรสวรรค์ กลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอ กลัวว่าจะมีคนทำไปแล้ว กลัวว่าผลงานจะถูกเกลียด และที่แย่ไปกว่านั้นคือกลัวว่าจะไม่มีคนสนใจ

แล้วคนที่มาหากิลเบิร์ตก็ถามว่า ทำอย่างไรถึงจะไม่กลัว

กิลเบิร์ตบอกว่าในโลกนี้คนที่ไม่กลัวอะไรเลยมีแค่เด็กทารกกับคนป่วยทางจิตเท่านั้น

จริงๆ แล้วความกลัวเป็นสิิ่งที่จำเป็นมาก เพราะถ้าไม่มีมันเราคงไม่มีชีวิตอยู่จนถึงเดี๋ยวนี้

“ขับรถเร็วไปแล้วนะ”

“ซอยนี้มันเปลี่ยวไปหน่อย”

“ตอนนี้คลื่นเริ่มแรงแล้ว เดินเข้าฝั่งหน่อยดีกว่า”

ความกลัวจะคอยเตือนเราเสมอเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นอันตราย เราจึงควรมองความกลัวในใจเราเป็นเพื่อน

ข้อเสียของความกลัวคือมันแยกแยะไม่ค่อยออกระหว่างสถานการณ์ที่อันตรายจริงๆ กับสถานการณ์ที่ทำให้เรากังวล

ทุกครั้งที่เราทำงานสร้างสรรค์ เราจะมีความกังวล เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าจะออกมาดีหรือไม่ เมื่อกังวลก็เลยกลัว เมื่อกลัวก็เลยไม่กล้าลงมือทำ

กิลเบิร์ตมีวิธีคุยกับความกลัวอย่างเป็นมิตร:

“Thank you so much for how much you care about me and how much you don’t want anything bad to happen to me, and I really appreciate that. Your services are probably not needed here because I’m just writing a poem. No one’s gonna die, it’s ok.”

“ขอบคุณนะที่ใส่ใจฉันและไม่อยากให้ฉันเจออะไรไม่ดี แต่ตอนนี้เธอยังไม่จำเป็นต้องออกโรงก็ได้เพราะฉันแค่จะแต่งกลอนเท่านั้นเอง ไม่มีใครตายหรอก”

เราจึงไม่ต้องเอาชนะหรือต่อสู้กับความกลัว แต่มองมันเป็นเพื่อนที่คอยห่วงใยเรา

เปรียบเสมือนตอนเราขับรถ เราอาจให้เพื่อนที่ชื่อว่าความกลัวขึ้นรถมากับเราได้ แต่เราต้องเป็นคนขับ และให้ความกลัวนั่งเบาะหลัง

จะได้ออกเดินทางกันซักที

—–

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

2 ประเด็นเรื่องความโกรธ

20170831_anger

ประเด็นที่ 1 เขาไม่ได้โกรธเรา
ผมเคยทำงานอยู่แผนกซัพพอร์ต (support) ที่ต้องคอยแก้ปัญหาให้ลูกค้า

เนื่องจากลูกค้าต้องจ่ายเงินค่าซอฟท์แวร์ให้เราเดือนละหลายแสน (เพื่อเอาไปทำรายได้เดือนละหลายล้าน) เวลาที่ซอฟท์แวร์มีปัญหาเขาจึงเสียอารมณ์ขั้นหนักหน่วง

สิ่งหนึ่งผมคอยบอกตัวเองเวลาเจอลูกค้าที่หงุดหงิดใส่ก็คือ

“เขาไม่ได้โกรธเรา เขากำลังโกรธปัญหา” (He’s not angry at you, he’s angry at the problem) แต่บังเอิญเราได้รับมอบหมายให้มาช่วยแก้ปัญหาให้เขาพอดี

ฝรั่งจึงมีคำว่า don’t take it personal คืออย่าเอา “ตัวกู” เข้าไปรองรับพลังงานลบที่ถูกปล่อยออกมาราวสะเก็ดระเบิดตะปู

ถ้าใครคนหนึ่งโกรธ แสดงว่าเขากำลังเป็นทุกข์อยู่มหาศาล เราจึงควรเห็นใจเขา และช่วยบรรเทาทุกข์ให้เขาโดยเร็วที่สุด

เพราะฉะนั้น เวลาเราเจอใครโกรธใส่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน พ่อ แม่ แฟน หรือลูก ก็อย่าไป take it personal นะครับ

รู้ว่ายาก แต่ถ้าทำได้มันก็ดีกับทุกฝ่ายใช่มั้ย?

ประเด็นที่ 2 เราไม่ได้โกรธ เราแค่มีความโกรธ

บางทีภาษาของคนก็คลาดเคลื่อน

เวลาฝรั่งโกรธ เขาจึงพูดว่า I am angry

is am are = เป็น อยู่ คือ

เวลาพูดว่า I am angry ก็เหมือนกับจะบอกว่า ฉันคือโกรธ โกรธคือฉัน ฉันและโกรธคือเนื้อเดียวกัน

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วภาษาที่ถูกต้องควรจะเป็น

I have anger – ฉันกำลังมีความโกรธ

I have anger จะแยกระหว่าง “ตัวเรา” กับ “ความโกรธ” ไว้ชัดเจน

ตัวเราก็ส่วนตัวเรา ความโกรธก็ส่วนความโกรธ มันเป็นแค่เพียงผู้มาเยือนแล้วเดี๋ยวเดียวมันก็ไป

ครั้งต่อไปที่เรารู้สึกโกรธขึ้นมา ก็ให้บอกตัวเองว่า I have anger ๆ ๆ ซ้ำๆ ดูนะครับ (อาจจะคล้ายๆ กับการบริกรรมว่าโกรธหนอ โกรธหนอนั่นแหละ)

แล้วถึงจุดนึงก็จะพบว่า Oops! I don’t have anger anymore 😉

—-

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Garrett Heath

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติด Bestseller หมวดจิตวิทยาของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ) หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ bit.ly/tgimannounce

 

ทำไมเราชอบนอนไถเฟซบุ๊คตอนดึกดื่น

20170711_facebookscrolling

ในปี 2011 มีการตีพิมพ์งานวิจัยชื่อว่า Extraneous factors in judicial decisions ซึ่งว่าด้วยการตัดสินของคณะกรรมการพักการลงโทษ (Parole Board) ในอิสราเอล

คณะกรรมการประกอบไปด้วยผู้พิพากษา 8 ท่าน โดยหน้าที่ของพวกเขาคือการพิจารณาคำขอการปล่อยตัววันละประมาณ 14-35 คน

เนื่องจากเวลามีจำกัด หลังจากฟังคำร้องขอของนักโทษแต่ละคนแล้ว คณะกรรมการจะใช้เวลาประมาณ 6 นาทีในการตัดสินว่านักโทษคนนี้จะได้กลับบ้านหรือต้องนอนคุกต่อไป

จากการวิเคราะห์ผลการพิจารณานักโทษ 1112 คน นักวิจัยพบว่าโอกาสในการได้กลับบ้านของนักโทษนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับกับว่าเป็นคดีอะไร นักโทษเป็นคนเชื้อชาติไหน หรือมีความประพฤติอย่างไร

แต่ขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมการหยิบคำขอนั้นขึ้นมาพิจารณาตอนกี่โมง!!

economix-14hungryjudges-custom1

ถ้าคุณเป็นนักโทษคนแรกในวันนั้นที่ได้รับการพิจารณา โอกาสที่คุณจะได้กลับบ้านมีสูงถึง 65% แต่โอกาสจะน้อยลงเรื่อยๆ และจะเหลือต่ำกว่า 10% ก่อนที่ผู้พิพากษาจะได้ไปพักทานคอฟฟี่เบรค

ถ้าคุณเป็นนักโทษคนแรกที่ได้รับการพิจารณาหลังจากที่คณะกรรมการได้พักกินกาแฟแล้ว โอกาสที่คุณจะได้รับการปล่อยตัวจะพุ่งกลับมาที่ 65% อีกครั้ง และค่อยๆ ลดลงจนเหลือประมาณ 10% ก่อนที่คณะกรรมการจะไปพักทานข้าวกลางวัน

และเช่นเคย คุณจะมีโอกาส 65% ที่จะได้กลับบ้าน หากคุณเป็นนักโทษคนแรกที่ได้รับการพิจารณาหลังพักทานข้าวเที่ยง และโอกาสจะน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบเหลือศูนย์หากคุณเป็นนักโทษคนสุดท้ายที่ได้รับการพิจารณาในวันนั้น

นักวิจัยตั้งสมมติฐานว่า เพราะการตัดสินใจแต่ละครั้งต้องใช้พลังงานและ willpower (จิตตานุภาพ = พลังในการควบคุมจิตใจตนเอง) เมื่อสมองทำงานหนัก น้ำตาลกลูโคสในร่างกายจึงถูกใช้ไปเรื่อยๆ

พอต้องตัดสินใจหลายๆ ครั้งเข้าเหล่าผู้พิพากษาจึงเกิดภาวะการเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ (decision fatigue) สมองก็เลยยึดกับทางออกที่ง่ายดายและปลอดภัยที่สุด ซึ่งในกรณีนี้ก็คือการตัดสินไม่ปล่อยตัวนักโทษนั่นเอง

แต่พอผู้พิพากษาทั้ง 8 คนได้ไปพักกินกาแฟหรือทานข้าวเที่ยง willpower ก็ได้รับการเติมเต็ม คณะกรรมการจึงกลับมามีแรงตัดสินใจเรื่องยากๆ อีกครั้งหนึ่ง

การค้นพบนี้มีนัยหลายอย่าง เช่นเวลาคุณร่อนใบสมัครไปยังมหาวิทยาลัยดังๆ คุณอาจมีโอกาสได้เข้าเรียนมากกว่าคนอื่นเพียงเพราะประวัติของคุณถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาเป็นคนแรกๆ

ในทางกลับกัน พนักงาน QC (Quality Control) ในโรงงาน ก็มีโอกาสปล่อยของไม่ได้คุณภาพให้ผ่านไป หากตอนนั้นใกล้เวลาเลิกงานแล้ว

นักวิจัยบอกว่า ในกรณีของคณะกรรมการพักการลงโทษนั้น จะให้เบรคกินขนมกินกาแฟบ่อยๆ คงไม่ใช่ทางออก (ไม่งั้นคงอ้วนตาย – อันนี้ผมคิดเอง) สิ่งที่พอจะช่วยได้คือการมี checklist ที่จะเตือนสติคณะกรรมการว่าควรจะต้องพิจารณาเหตุผลและปัจจัยอะไรบ้างเพื่อให้การตัดสินใจนั้นถูกต้องและได้มาตรฐานที่สุด ซึ่งการใช้เช็คลิสต์นี้ถือเป็นเรื่องปกติในอาชีพนักบิน แต่ในวงการอื่นๆ ไม่ค่อยได้ใช้กัน

แล้วที่จั่วหัวว่าทำไมเราชอบนอนไถเฟซบุ๊คตอนดึกดื่นล่ะ?

งานวิจัยนี้สอนให้รู้ว่า willpower นั้นเป็นเหมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งใช้มากๆ ยิ่งล้า และทำให้การตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผลนั้นด้อยคุณภาพลงไปเรื่อยๆ

ช่วงเวลาหมดวัน คือช่วงที่ willpower ของเราลดต่ำจนแทบเหลือศูนย์ สมองจะเริ่มคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลไม่ค่อยได้แล้ว ดังนั้นแม้เราจะรู้อยู่แก่ใจว่าการนอนไถเฟซบุ๊คนั้นเป็นเรื่องเสียเวลาและทำให้เรานอนไม่พอ เราก็ยังคงจะนอนไถต่อไปเพราะมันง่ายและสบายดี

วิธีแก้ที่ผมลองแล้วพอจะได้ผล คือชาร์จมือถือไว้ให้ไกลหูไกลตา ก่อนจะนอนก็อย่าเดินไปหยิบมันขึ้นมาเป็นอันขาด เพราะเกือบจะร้อยละร้อย “เราจะแพ้” เสมอ

พรุ่งนี้จะขอมาเล่าต่อว่าเราจะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติของ willpower ได้อย่างไรนะครับ

—–

หนังสือ The One Thing by Garry Keller with Jay Papasan

งานวิจัย Extraneous factors in judicial decisions by Shai Danzigera, Jonathan Levavb, and Liora Avnaim-Pessoa

The New York Times Economix – Up for Parole? Better Hope You’re First on the Docket by Binyamin Appelbaum

Beyond the times by Walter Frick – Don’t blog on an empty stomach

Gotoknow คณะกรรมการพักการลงโทษ (Parole Board) โดยวินัย เจริญเฉลิมศักดิ์ (น.ม.)

ขอบคุณภาพกราฟจาก New York Times

ไม่รู้ปุ่มหยุด

20170331_play_stop

ถาม: การเปลี่ยนชีวิตมาเป็นพระสงฆ์ เป็นการตัดสินใจฉับพลันหรือค่อยเป็นค่อยไป
ตอบ: ค่อยเป็นค่อยไป อาตมาสนใจธรรมะมานานเป็นสิบปีแล้ว ขนานไปกับการทำงาน ซึ่งการทำงานโฆษณานี่ ถ้าเราไม่ดูแลจิตใจตัวเอง เราจะอยู่ไม่ได้ หลายคนในวงการนี้รู้ปุ่มไปแต่ไม่รู้ปุ่มหยุด อาตมาเองก็เคยเป็นแบบนั้น จริงๆ ทุกอาชีพนั่นแหละ

– จิตร์ จิตตสังวโร
GQ Magazine Thailand 
เรื่อง: แป้งร่ำ
ภาพ: แสงอรุณ จำปาวัน
31/01/2017


สมัยทำงานอยู่ที่ทอมสันรอยเตอร์ มักจะมีผู้บริหารชาวต่างชาติแวะมาเยี่ยมเยือนและเล่าให้เราฟังว่าศักยภาพของโปรดักท์ของเราก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว

หนึ่งในตลาดที่ทอมสันรอยเตอร์เป็นผู้เล่นหลัก คือการส่งข้อมูลราคาหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยนเงิน

ในตลาดนี้ เราจะแข่งกันว่าใครจะสามารถส่งข้อมูลถึงลูกค้าได้เร็วกว่ากัน เมื่อสิบกว่าปีก่อนวัดกันเป็นวินาที สามสี่ปีหลังแข่งกันเป็น milliseconds (1 ใน 1000 ของวินาที) และเดี๋ยวนี้เขาวัดความเร็วกันเป็น microseconds หรือ 1 ใน 1,000,000 ของวินาทีแล้ว

ผมยกมือถามเขาว่า การแข่งกันเร็วขึ้นเรื่อยๆ นี่มันจะพาเราไปสู่จุดไหนเหรอ

เขาก็ตอบว่า

“I really don’t know. Scary isn’t it.”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน น่ากลัวมั้ยล่ะ”


สัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างขับรถไปทำงาน ผมได้ฟังพอดคาสท์ Hardcore History เกี่ยวกับ “เหตุการณ์สำคัญที่สุดที่ไม่ได้เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20

เหตุการณ์ที่ว่านั้นคือสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต

อเมริกาคิดค้นระเบิดนิวเคลียร์สำเร็จในสมัยประธานาธิบดีทรูแมน ซึ่งสั่งการให้ทิ้งระเบิดลงฮิโรชิมาและนางาซากิอันนำไปสู่การลงเอยของสงครามโลกครั้งที่สอง

อีกไม่กี่ปีต่อมา อเมริกายังประสบความสำเร็จในการสร้างไฮโดรเจนบอมบ์ที่มีพลังทำลายล้างมากกว่าระเบิดที่ฮิโรชิมา 300 เท่า

โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะการตัดสินใจของมนุษย์เพียงคนเดียว (ประธานาธิบดีสหรัฐ) สามารถฆ่าคนนับล้านได้ภายในเวลาแค่ไม่กี่นาที

โซเวียตเองก็เร่งสร้างระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นมาไม่น้อย และสองมหาอำนาจนี้ก็จวนเจียนจะเปิดสงครามนิวเคลียร์ใส่กันในเหตุการณ์ Cuban Missile Crisis ในเดือนตุลาคมปี 1962 เดชะบุญที่ John F. Kennedy กับ Nikita Khrushchev ผู้นำทั้งสองชาติหาทางออกร่วมกันได้

ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า

“I know not with what weapons World War III will be fought, but World War IV will be fought with sticks and stones.”

“ผมไม่รู้หรอกนะว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 จะใช้อาวุธอะไรสู้กัน รู้แต่ว่าสงครามโลกครั้ง 4 นี่คนจะสู้กันด้วยไม้และก้อนหินแน่ๆ”

ความ “ก้าวหน้า” ทางเทคโนโลยีของมนุษยชาติได้สร้างอาวุธที่สามารถพาเรา “ถอยหลัง” กลับสู่ยุคหินได้อีกครั้ง

ยิ่งคิดภาพโดนัลด์ ทรัมป์ มีปุ่มกดยิงขีปนาวุธอยู่ในมือยิ่งใจไม่ดีเอาเสียเลย


เคยถามตัวเองมั้ยครับว่า แต่ละวันเราใช้มือถือวันละกี่ชั่วโมง?

และย้อนกลับไปเมื่อซัก 30 ปีที่แล้ว ก่อนที่พวกเราจะมีมือถือ เราเอาเวลาว่างไปทำอะไรกัน?

สมัยนั้นถ้าผมต้องนั่งรอรถเมล์ ผมก็คงคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย หรือไม่ก็ทนทุกข์ทรมานกับการรอคอย

แม้จะไม่ค่อย productive เท่าไหร่ แต่อย่างน้อยคนเราสมัยนั้นก็ยังมีเวลาได้ใจเหม่อลอยหรือคิดนู่นคิดนี่ได้

มาสมัยนี้เราไม่มีเวลาให้เหม่อลอยหรือคิดนู่นคิดนี่กันแล้ว ว่างเมื่อไหร่ต้องหยิบมือถือขึ้นมาส่องเฟซหรือเช็คไลน์ เจออะไรก็ต้องเสพ มีความเห็นอะไรก็ต้องเมนท์

เราเสพติด “การทำอะไรตลอดเวลา” จนไม่มีโอกาสได้ทอดสายตาไปไกลๆ หรือกลับมารู้เนื้อรู้ตัวเลย

ขนาดผู้ใหญ่อย่างเราซึ่งเคยมีโอกาสได้อยู่ในโลก analog ยังเสพติดการทำอะไรตลอดเวลาขนาดนี้ คิดดูว่ารุ่นลูกของเราจะยิ่งเหนื่อยกว่าเราขนาดไหน

เหนื่อยที่ใจไม่เคยได้พักแม้ซักวินาทีเดียว

“คนในวงการนี้รู้ปุ่มไปแต่ไม่รู้ปุ่มหยุด”

ในโลกที่มนุษย์เกือบร้อยละร้อยรู้จักแต่การเคลื่อนที่ไปข้างหน้า โดยไม่เคยหยุดถามด้วยซ้ำว่ากำลังมุ่งหน้าไปสู่อะไร

บางทีการ “อยู่เฉยๆ” ให้เป็นอาจเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 ก็ได้นะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก GQ Thailand: จิตร์ จิตตสังวโร สร้างความสงบในใจและเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น 

ความโกรธคือความเจ็บปวด

20161220_angerpain

“Anger is often what pain looks like when it shows itself in public.”

-Krista Tippett.


ไม่มีใครไม่เคยโกรธ

และไม่มีใครไม่เคยโดนโกรธ

เราคุ้นเคยและอยู่ใกล้ชิดกับความโกรธจนเราอาจไม่ทันดูให้ดีว่า จริงๆ แล้วความโกรธคืออะไรกันแน่

ถ้าเราเห็นตรงกับคุณคริสต้าที่บอกว่า ความโกรธคือความเจ็บปวดที่แสดงตนออกมาในที่สาธารณะ เราอาจจะเข้าใจคนที่โกรธเรามากขึ้น

คนที่โมโหโกรธาอาจจะทำร้ายคนอื่นทั้งทางวาจาและการกระทำ

แต่คนที่โดนทำร้ายมากที่สุดก็คือตัวคนที่โกรธเอง

ดังนั้นแล้ว ถ้าเราโดนใครโกรธใส่ ก็ใจเย็นๆ  เห็นใจเขาให้มากๆ เพราะข้างในของเขาคงกำลังเจ็บปวดน่าดู

ถือซะว่าเรากับเขาเป็นเพื่อนร่วมคุกที่มีผู้คุมสามคนคุ้มกันอย่างแน่นหนา

สุขภาพจิตเราจะได้ไม่เสียหายจนเกินไปครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

อย่าเชื่อทุกสิ่ง

20161214_donotbelieve

ที่ตัวเองคิด

“Don’t believe everything you think.”

– Allan Lokos

พระท่านว่า ถ้าเรามีสติเสียหน่อย ก็จะเห็นว่าสมองไม่ใช่ตัวเรา ความคิดก็ไม่ใช่ตัวเรา เราบังคับมันไม่ได้

เมื่อเราพบเจอเหตุการณ์บางอย่าง กระบวนการความคิดจะเริ่มทำงาน เหตุการณ์อาจจะมีแค่หนึ่ง แต่ความคิดพาเราไปถึงสิบถึงร้อย

เมื่อเราจมอยู่กับความคิด เราก็จะลืมไปเลยว่า 2-100 นั้นเป็นสิ่งที่เรามโนขึ้นทั้งนั้น

แม้เราจะเชื่อมั่นในประสบการณ์และตรรกะแค่ไหน ความคิดก็ยังเป็นแค่ความคิด ไม่ใช่ความจริง

หากยังโชคดีพอที่จะรู้ตัวว่าความคิดพาเราเตลิดไปไกล เราจะได้กลับมามองสถานการณ์อีกทีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร สิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นเองคืออะไร

แยกแยะให้ได้ จะได้ไม่โดนตัวเองหลอกครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เกณฑ์วัดว่าเราควรหยุดได้หรือยัง

20160712_criterion

คำโบราณเขาบอกว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

แต่คำโบราณก็บอกด้วยว่า ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน

กับเรื่องบางเรื่องที่ต้องลงแรงและมีแรงเสียดทานมากมาย เราจะตัดสินใจได้อย่างไรว่าควรจะหยุดหรือควรจะไปต่อ?

บางทีตัวชี้วัดอย่างหนึ่งที่จะช่วยได้ก็คือ – ถ้าหยุดตอนนี้ เราจะภูมิใจรึเปล่า?

ยกตัวอย่างเวลาผมซ้อมวิ่ง ถ้าวันนี้ผมตั้งใจว่าจะวิ่งให้ได้ 5 กิโลเมตร แต่พอวิ่งไปได้ซักสามกิโลเมตรแล้วมันเหนื่อยกว่าที่คิด

สมองของผมก็จะเริ่มหาเหตุผลร้อยแปดพันเก้ามาสร้างความชอบธรรมให้ผมหยุดวิ่ง – แดดแรงเกินไป รองเท้ากัด ท้องมันจุกๆ เมื่อคืนนอนไม่พอ ฯลฯ

แต่พอถามคำถามง่ายๆ ว่า ถ้าผมหยุดวิ่งตอนนี้ ผมจะภูมิใจกับตัวเองรึเปล่า

คำตอบคือไม่ – เพราะรู้ว่าจริงๆ เรายังไปไหว ผมก็เลยต้องวิ่งต่อไปจนกว่าจะครบ 5 กิโลตามที่ตั้งใจไว้

การวิ่งออกกำลังกายนั้นตัดสินใจได้ง่ายเพราะมีตัวเลขชัดเจน

แต่กับโปรเจ็คที่เราลงทุนลงแรงมายาวนาน และยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จเมื่อไหร่ล่ะ?

ผมว่าเกณฑ์นี้ก็ยังใช้ได้อยู่นะ

ถ้าเราล้มเลิกและหยุดทำโปรเจ็คนี้ เราจะภูมิใจรึเปล่า?

ถ้าไม่ภูมิใจ แสดงว่าลึกๆ แล้วเรารู้ว่ายังไปได้อีก ยังมีอะไรที่ควรทำแต่ยังไม่ได้ทำ

แต่ถ้าเราตอบได้ว่า ถึงแม้จะต้องล้มเลิกโปรเจ็คนี้ เราก็ยังภูมิใจ เพราะรู้ว่าได้ทำสุดความสามารถแล้ว

ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดที่จะหยุด และให้โอกาสตัวเองได้ลองทำสิ่งใหม่ โดยไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะมองเรายังไง

เพราะอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา

คนที่ตอบได้มีแค่คนเดียวครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

โชคดีที่ล้าหลัง

20160606_Underdeveloped

ผมสงสัยมานานแล้วว่า ใครกันนะเป็นคนจัดว่าประเทศไหนคือประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศไหนด้อยพัฒนา

และที่สงสัยยิ่งกว่าก็คือ มันจะมีพิจารณา “เลื่อนชั้น” เหมือนฟุตบอลพรีเมียร์ลีกบ้างมั้ย?

แล้วถ้ามีเลื่อนชั้นได้ จะมีการ “ตกชั้น” บ้างรึเปล่า?


ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เมืองไทยเราอยู่ในกลุ่ม”ประเทศด้อยพัฒนา” มาแต่ไหนแต่ไร

ก็เลยทำให้เรามองชาติที่พัฒนาแล้วด้วยความชื่นชมปนอิจฉา

เพราะการคิดค้นอะไรใหม่ๆ ก็ล้วนมาจากประเทศที่พัฒนาแล้วเกือบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น internet, social media, driverless cars, Artificial Intelligence

ประเทศที่พัฒนาแล้วจึงเป็นคนสรรค์สร้าง ส่วนประเทศที่ยังไม่พัฒนาอย่างเราจึงได้แต่ซื้อของเขามาใช้

คิดแล้วก็น่าน้อยใจเหมือนกัน

แต่มองในมุมกลับ การเป็นประเทศที่ตามหลัง ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย

เพราะเราจะได้เห็นอะไรมากกว่าคนอื่น

แม้ว่าจะตามหลัง ก็ตามหลังแค่ไม่มากนัก เรายังอยู่ใกล้กับเขาเพียงพอที่จะมองเห็นสิ่งดีๆ และคัดสรรมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตคนไทยได้

ขณะที่เมืองฝรั่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่เป็นผู้นำทั้งหลาย เขาแทบจะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้จากประเทศเราเลย เพราะสื่อของเขาคงไม่ได้สนใจว่า”ประเทศล้าหลัง” อย่างเราจะมีอะไรที่เขายังไม่รู้

ซึ่งก็หมายความประชาชนในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับประโยชน์จากภูมิปัญญาไทย


ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องของจิตใจ

ถ้าเป็นฝรั่ง เวลามีเรื่องเครียดหรืออยู่ในสภาวะจิตตก สิ่งที่เขามักพึ่งพาเป็นอย่างแรกๆ คือยาและจิตแพทย์

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ยานอนหลับจะขายดีมากในประเทศอเมริกา ในปี 2010 มีการจ่ายยานอนหลับให้คนอเมริกาถึง 60 ล้านครั้ง (อเมริกามีประชากร 300 ล้านคน)

คนไทยเราก็อาจมีใช้ยานอนหลับอยู่บ้าง แต่ผมเชื่อว่าน้อย ยิ่งคนที่จะไปปรึกษาแพทย์ยิ่งน้อย เพราะเรามีทางออกที่ง่ายดายกว่า คือสวดมนต์-นั่งสมาธิ พอใจมันสงบ เดี๋ยวมันก็หลับเองแหละ

ฝรั่งเป็นออฟฟิศซินโดรมก็อาจกินยาคลายกล้ามเนื้อ ส่วนเราไปนวดแผนไทยชิวๆ

ฝรั่งเลือดไหลเวียนไม่ดีก็กินยา ส่วนคนไทยอาจไปฝังเข็ม

เวลาชีวิตเจอแต่ปัญหารุมเร้า ฝรั่งมีทางเดียวคือเชื่อมั่นในตนเอง และก้มหน้าก้มตาสู้ต่อไป

ขณะที่คนไทยนอกจากก้มหน้าสู้ต่อไปแล้ว เรายังทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร และยังไปขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเปิดทางอีกด้วย

ไม่ได้จะชี้ว่าการทำบุญหรือบนบานนั้นจะช่วยแก้ปัญหาได้นะครับ เพียงแต่การที่เรารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างให้เราพึ่งพาก็ทำให้เราอุ่นใจและมั่นใจมากขึ้น ในขณะที่ฝรั่งเขาไม่มีสิ่งนี้เพราะเขาคิดอะไรเป็นวิทยาศาสตร์หมดเลย

แต่วิทยาศาสตร์ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่างซะหน่อย

คนไทยเชื่อว่ายังมี “พลังงานบางอย่าง” ที่มองไม่เห็น ตรวจวัดไม่ได้ แต่หยิบมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ในแง่ความรู้สึก

คนใน “ชาติที่พัฒนาแล้ว” อาจมองว่าพวกเรางมงาย ซึ่งนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขา

และนั่นก็หมายความว่าเขาตัดความเป็นไปได้บางอย่างออกจากชีวิตด้วย

นี่คือเหตุผลที่ทำไมผมคิดว่าคนไทยโชคดีที่ล้าหลังกว่าบ้านอื่นเมืองอื่น เพราะมันทำให้เราไม่เชื่อมั่นตัวเองเกินไป จนมองข้าม (หรือไม่มีโอกาสได้เห็น) ภูมิปัญญาของชาติอื่นครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ใจเสาะ

20160520_wimp

เคยเจอคนเหล่านี้ไหม

สรุป ก่อนได้ข้อสรุป
อกหัก ก่อนบอกรัก
ยอมแพ้ ทั้งที่ยังไม่แพ้

ถ้าเจอเขาอยู่รอบๆ ตัวเรา ให้กำลังใจเขา ให้เขาได้คิด
ถ้าเจอเขาอยู่ในตัวเรา เอาเขาออกไป เราจะคิดได้

– ประภาส ชลศรานนท์


สรุปก่อนได้ข้อสรุป เรียกว่า ใจร้อน
อกหักก่อนบอกรัก เรียกว่า ใจปลาซิว
ยอมแพ้ทั้งที่ยังไม่แพ้ เรียกว่า ใจเสาะ

ต้นเหตุอยู่ที่ใจก็ต้องแก้ที่ใจ ไม่ใช่แก้ที่ภายนอกด้วยการคาดหวังให้สถานการณ์เปลี่ยน หรือคาดคั้นให้คนอื่นเปลี่ยน

ขั้นแรกคือต้องรู้ตัวก่อนว่า ใจของเรากำลังอยู่ในสภาวะอะไร

ถ้าใจร้อน การกลับมาดูลมหายใจหรือดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับร่างกายอาจช่วยให้ใจเย็นลงได้

ถ้าใจปลาซิว ให้ดูดีๆ ว่า จริงๆ แล้วไม่มีอะไรน่ากลัวเลย ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรก็ดีทั้งนั้น ถ้าเขาตอบรับเราก็สมหวัง ถ้าเขาปฏิเสธเราจะได้ move on ไม่ต้องจมจ่อมอยู่กับความรู้สึกนี้

ถ้าใจเสาะ อาจต้องลองกลับมาถามตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ เราทำเพื่ออะไร และเราทำเพื่อใคร ถ้าเหตุผลมันหนักแน่นพอ ใจของเราก็จะหนักแน่นพอเช่นกัน แต่ถ้าเหตุผลมันไม่เข้าท่า ก็แสดงว่าเราไม่ควรลงมาสู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกแล้ว


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือประโยคย้อนแสง โดยประภาส ชลศรานนท์

ขอบคุณรูปภาพจาก Wikipedia: ประภาส ชลศรานนท์

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ความเครียดไม่ได้ฆ่าเรา

20160212_Stress

ความเครียดไม่ได้ฆ่าเรา

สิ่งที่ฆ่าเราคือทัศนคติที่มีต่อความเครียดต่างหาก

งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ได้ทำการสอบถามผู้คน 30,000 คน อเมริกาเป็นเวลา 8 ปี ว่า “คุณมีความเครียดมากแค่ไหนในปีที่ผ่านมา”

และอีกคำถามหนึ่งก็คือ “คุณเชื่อรึเปล่าว่า ความเครียดเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณ”

จากนั้นนักวิจัยก็ติดตามว่าในช่วง 8 ปีนี้ มีใครเสียชีวิตบ้าง

สิ่งที่นักวิจัยพบก็คือ กลุ่มคนที่มีความเครียดมากๆ มีโอกาสสูงขึ้น 43% ที่จะเสียชีวิต

แต่จุดหักมุมอยู่ตรงนี้ครับ

ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมานี้ มีผลเฉพาะกับกลุ่มคนที่เครียดมากๆ และเชื่อว่าความเครียดมีผลร้ายต่อสุขภาพเท่านั้น

ส่วนกลุ่มที่เครียดมากๆ แต่ไม่เชื่อว่าความเครียดมีผลร้ายต่อสุขภาพ กลับเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด น้อยกว่าคนที่บอกว่าไม่ค่อยเครียดด้วยซ้ำไป

—–

เวลาเราเครียด ร่างกายมักจะมีปฏิกิริยาตอบสนองหลายอย่าง

เช่นหัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจแรงขึ้น เหงื่อออกที่มือเป็นต้น

เหล่านี้เป็นสัญญาณที่บอกให้เรารู้ว่า “สถานการณ์ไม่ดีละ”

แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองว่านี่เป็นสัญญาณว่าร่างกายของคุณมีชีวิตชีวาขึ้นล่ะ เป็นการเตรียมตัวที่จะได้เจอกับความท้าทายล่ะ?

หัวใจเต้นเร็วขึ้น คือการเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น

หายใจแรงขึ้น ก็คือการนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองมากขึ้น ช่วยให้เราคิดอะไรได้เร็วขึ้น

จริงๆ แล้วอาการเหล่านี้จึงไม่ใช่สิ่งที่แย่ แต่มันคือการเตรียมพร้อมของร่างกายของเราที่จะรับมือกับสถานการณ์อันท้าทายต่างหาก

ธรรมดาเวลาคนเรามีความเครียด หัวใจเต้นแรงขึ้น สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นตามมาคือหลอดเลือดจะตีบลง

(ถ้าหลอดเลือดตีบบ่อยๆ เลือดก็ไหลเวียนไม่ดี อาจส่งผลให้เป็นโรคหัวใจได้)

แต่นักวิจัยที่ฮาร์วาร์ดได้ทำการ “ปรับเปลี่ยนมุมมอง” ของผู้เข้าร่วมการทดลอง ให้เห็นว่าอาการต่างๆ ของร่างกายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนะ

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ แม้ผู้เข้าร่วมจะประสบสภาวะเคร่งเครียด หัวใจเต้นแรงขึ้นก็จริง แต่หลอดเลือดกลับอยู่ในสภาพเดิม ไม่ได้ตีบลงแต่อย่างใด

เพียงเปลี่ยนมุมมองต่อความเครียด เราก็ลดโอกาสเกิดโรคหัวใจได้อย่างฮวบฮาบเลยทีเดียว

—–

เคยได้ยินฮอร์โมนชื่อ Oxytocin (อ๊อกซิโทซิน) มั้ยครับ

อ๊อกซิโทซิน มีชื่อเล่นว่า cuddle hormone หรือฮอร์โมนแห่งการโอบกอด เพราะมันจะถูกหลั่งออกมาเวลาที่เรากอดใครซักคนหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน (เช่นเวลาลูกดูดนมแม่เป็นต้น)

แต่สิ่งที่หลายคนไม่ค่อยรู้ก็คืออ๊อกซิโทซินนี้เป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดด้วย คล้ายๆ กับฮอร์โมนอดรินาลีนที่จะถูกหลั่งออกมาในช่วงที่เราประสบสภาวะตื่นเต้น+ตึงเครียด

เวลาฮอร์โมนอ๊อกซฺิโทซินหลั่งออกมา เราจะมองหาใครซักคนเพื่อจะคุยด้วย และขณะเดียวกัน มันจะช่วยให้เรา sensitive กับคนรอบข้างมากขึ้นด้วย ว่าเขากำลังต้องการความช่วยเหลืออยู่รึเปล่า

ความเจ๋งของฮอร์โมนออกซิโทซินก็คือ มันช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอของหัวใจหลังต้องเจอกับสภาวะเครียดจัดๆ

พูดง่ายๆ ก็คือร่างกายของเรามีระบบฟื้นฟูความเครียดในตัวมันเองอยู่แล้ว เครียดเมื่อไหร่ แม้หัวใจจะทำงานหนักและสึกหรอไปบ้าง แต่ร่างกายก็ยังหลั่งฮอร์โมนอ๊อกซิโทซินออกมาเพื่อช่วยซ่อมแซมเซลล์หัวใจของเรา

และฮอร์โมนอ๊อกซิโทซินจะหลั่งมากขึ้นอีก ถ้าเราได้แชร์เรื่องที่เครียดให้ใครซักคนฟัง หรือออกไปช่วยเหลือคนอื่นที่กำลังประสบปัญหา

มีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่คล้ายกับงานวิจัยที่ผมกล่าวไปข้างต้น แต่เปลี่ยนคำถามนิดหน่อยว่า

1. คุณมีความเครียดมากแค่ไหนในปีที่ผ่านมา
2. คุณใช้เวลามากแค่ไหน ในการช่วยเหลือเพื่อน เพื่อนบ้าน และคนอื่นๆในชุมชนของคุณ

จากนั้นนักวิจัยก็ตามดูคนกลุ่มนี้เป็นเวลาห้าปีว่ามีใครเสียชีวิตบ้าง

ผลลัพธ์ก็คือ คนที่เครียดจัดๆ มีโอกาสตายมากกว่าคนอื่นถึง 30%

แต่สำหรับกลุ่มคนที่เครียดจัดๆ แต่ได้ออกไปช่วยเหลือคนอื่น กลับไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเลย

การได้ดูแลคนอื่น ทำให้เรา “หายดี” ขึ้นด้วยเช่นกัน

เรื่องนี้สอนอะไรเรา?

หนึ่งก็คือ ความเครียดไม่ใช่ศัตรู ความเครียดทำให้เราเชื่อมโยงกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อช่วยเหลือกันเวลาประสบกับสถานการณ์ยากลำบาก

สองก็คือ ปฏิกิริยาในร่างกายของเราเวลาเจอความเครียดนั้น ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่มันคือการเตรียมตัวให้เราพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่กำลังผ่านเข้ามาในชีวิต

ดังนั้น จงเชื่อใจตัวเองเถอะว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอเรื่องราวท้าทาย เราจะสามารถรับมือกับมันได้

และไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องแบกรับมันเอาไว้คนเดียว

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก TED Talk: How to make stress your friend by Kelly McGonigal

(พอกด Play แล้วสามารถเลือก Subtitles ให้เป็นภาษาไทยได้)

ขอบคุณเนื้อหาภาษาไทยจาก Chatthip Chaichakan (Reviewed by Piyawit SEREEYOTIN)

ดูงานวิจัยที่ถูกอ้างอิงถึงได้ที่นี่ Speaker’s Footnotes

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com