เราไม่ได้อยาก Productive ไปทั้งชีวิต

พลังงานอย่างหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ในช่วง 2-3 ปีมานี้ คือเราอยาก productive กันมากกว่าเดิม

การมาถึงของเอไอ ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะโดนคนที่ใช้เอไอเป็นแย่งงาน

แถมกระแสสุขภาพก็มา เราต้องออกกำลังกาย ต้องไม่กินอาหารแปรรูป ต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

เศรษฐกิจก็ไม่ดี การเมืองก็ไม่นิ่ง รัฐบาลไม่อาจพึ่งพา ประชาชนจึงต้องดูแลตัวเอง

สิ่งต่างๆ เหล่านี้บีบให้เรารู้สึกว่า “ต้องวิ่ง” อยู่ตลอดเวลา แม้แต่คนที่เรามองจากที่ไกลๆ แล้วรู้สึกว่าชีวิตเขาน่าจะดีพร้อม หรืออย่างน้อยก็ดีพอจนไม่จำเป็นต้องวิ่งแล้ว พวกเขากลับดูจะเร่งฝีเท้ายิ่งกว่าเราเสียอีก

เมื่อสภาพแวดล้อมเป็นเช่นนี้ คำตอบที่ได้คือเราต้องขยันกว่านี้ ต้องใช้เวลาให้คุ้มค่ากว่านี้

แต่บางทีเราก็โฟกัสกับความ productive มากเสียจนหลงลืมไปว่าเรา productive ไปเพื่ออะไร

สุดท้ายแล้ว productivity ก็เป็นแค่เครื่องมือ ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง

จุดหมายปลายทางของเราไม่ใช่การที่เรามี Inbox Zero หรือมี To-Do List เป็นศูนย์ ไม่ใช่การมี project/tasks ทุกอย่างที่ถูกจัดเก็บไว้อย่างดีใน Notion และไม่ใช่แม้แต่การมี routine ที่ลงตัวและสมบูรณ์แบบ

จุดหมายปลายทางน่าจะเป็นการที่เราได้มีชีวิตที่เราอยากมี มีเวลาเพียงพอจะทำในสิ่งที่เรารักและสนใจ มีเวลานั่งคุยนานๆ กับเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัว มีเวลาดูพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตก มีจังหวะได้นั่งๆ นอนๆ เฉยๆ โดยไม่ต้องรู้สึกผิด

ถ้าให้รวบสั้นๆ ก็คือมีโอกาสได้ใช้ชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

แต่ตอนนี้ใครหลายคนอาจกำลังทุ่มเทพลังไปกับการ productive เน้นสร้าง output สร้างคุณค่า สร้างมูลค่า เพื่อเป็นเครื่องการันตีว่าเขาจะมีอนาคตที่ดีให้กับตนเองและครอบครัว

แต่โลกนี้ไม่มีอะไรการันตี เราทำดีที่สุด ขยันที่สุด แต่ถ้าปัจจัยอื่นไม่เกื้อหนุน เราก็ไปไม่ถึง “จุดนั้น” ที่เราหมายมั่นไว้อยู่ดี

แล้วจะให้ทำยังไง? นี่อาจเป็นคำถามในใจผู้อ่าน

ประโยคหนึ่งที่ผมชอบบอกตัวเอง คือ “คำตอบมักจะอยู่ตรงกลางเสมอ”

ถ้าเรา productive เกินไป เราก็จะใช้วันนี้เพื่อสร้างวันพรุ่งนี้ไม่รู้จบ

แต่ถ้าเรา “ใช้ชีวิต” เพื่อวันนี้-ตอนนี้มากเกินไป เราก็อาจไม่พร้อมในวันที่คลื่นลูกใหญ่ซัดเข้าหาฝั่ง

สิ่งที่ผมเชื่อ คือเราควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน – เรา productive เพื่อที่จะได้มีเวลาเหลือในการทำสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเรา โดยไม่ต้องรอให้ “ประสบความสำเร็จ” หรือ “ปลอดภัย” เสียก่อน เพราะวันนั้น – หรือความรู้สึกนั้น – อาจไม่มีวันมาถึงเลยก็ได้

ขอให้เราระลึกได้เนืองๆ ว่าอะไรคือเครื่องมือ และอะไรคือจุดหมาย

เพราะแท้จริงแล้ว ไม่มีใครอยาก productive ไปทั้งชีวิตครับ

เราจะรับมือตัวตนเก่าของเราอย่างไรดี

หลายครั้ง ความล้มเหลวไม่ได้เกิดขึ้นจากความโชคร้ายหรือจากการโดนทำร้ายจากคนอื่น แต่เกิดจากนิสัยเดิมๆ ของเราเอง

เวลาที่เราอ่านหนังสือ อ่านบทความ หรือฟังพ็อดแคสต์เสร็จ เราอาจรู้สึกอยากฮึดลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง แล้วเราก็วางแผน ตั้งเป้าหมาย สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ แล้วเราก็ฝันหวานว่ามันจะนำเราไปสู่อะไร

แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่ค่อยใส่ใจ คือการเตรียมตัว “รับมือตัวตนเก่าของเรา” ในอนาคต
ยกตัวอย่างเช่น ที่ผ่านมาเราไม่เคยมีวินัยกับการออกกำลังกาย แต่เราก็อาจหาญตั้งเป้าหมายว่าจะออกไปวิ่งทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง

เราอาจใช้พลังใจหรือ willpower ที่จะผลักดันตัวเองให้ทำอย่างนั้นได้ประมาณไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ ก่อนที่จะกลับเข้ามาสู่แพทเทิร์นเดิม และเราก็จะเฟลและอาจหลีกลี้หนีหายจากการออกกำลังกายไปเลย

มีถ้อยคำหนึ่งที่ผมชอบมากของ James Clear ผู้เขียนหนังสือ Atomic Habits:

“You do not rise to the level of your goals. You fall to the level of your systems.”

เวลาเราตั้งเป้าหมายไว้สูงๆ เรามักจะเอื้อมไปไม่ถึงถึงตามที่ใจเราหวังไว้หรอก เรามักจะไปได้ไกลเท่าที่ ‘ระบบ’ ของเราจะรองรับเท่านั้น

ระบบในที่นี้ก็คือนิสัย กิจวัตร หรือสภาพแวดล้อมที่เราออกแบบไว้ ซึ่งเป็นเหมือน ‘ระบบปฏิบัติการ’ ของชีวิต

ถ้าเราออกแบบระบบเอาไว้ดี แม้ในวันที่ไม่มีแรงใจ ในวันที่ฟอร์มตก ระบบก็จะโอบอุ้มเราไว้ไม่ให้ทำอะไรที่ออกนอกลู่นอกทางมากเกินไปนัก

ผมกับเพื่อนเคยมีโอกาสนั่งคุยกับ ‘พี่วู้ดดี้’ ธนพล ศิริธนชัย Country CEO ของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย, ประธานโครงการ IMET MAX และ Six Star Finisher ที่วิ่งมาราธอนครบ 6 สนามเมเจอร์ของโลก

เราถามพี่วู้ดดี้ว่า พี่วู้ดดี้ทำอย่างไรถึงเป็นคนมีวินัยขนาดนี้

พี่วู้ดดี้ถามกลับว่า “ทำไมถึงคิดว่าผมเป็นคนมีวินัย?”

พี่วู้ดดี้เล่าว่าจริงๆ แล้วเขารู้ตัวว่าไม่ใช่คนมีวินัย ถ้าให้ซ้อมวิ่งคนเดียวก็น่าจะไม่รอด ก็เลยต้องหาก๊วนเพื่อซ้อมวิ่งด้วยกันอยู่เรื่อยๆ รวมถึงจ้าง personal trainer เพื่อบังคับให้ตัวเองเข้าฟิตเนสเป็นประจำ

การนัดวิ่งกับเพื่อนๆ หรือการมีเทรนเนอร์ส่วนตัว ก็คือระบบปฏิบัติการสำหรับการเป็นนักวิ่งมาราธอนของพี่วู้ดดี้นั่นเอง

จุดสำคัญคือเราต้องรู้ตัวก่อนว่าเราเป็นคนแบบไหน และเราจะออกแบบระบบของเราอย่างไรเพื่อไม่ให้ตัวตนเก่าหักหลังตัวเราในอนาคต

นิสัยหนึ่งที่ผมเพิ่มเข้ามาให้ตัวเองในปีนี้ และรู้สึกว่าเป็นประโยชน์มาก คือการหยุดหลอกตัวเองว่าจะไม่ลืม

แต่ก่อนผมเคยลืมเข้าประชุมจนเคยโดนหัวหน้าโทรตาม มาระยะหลังพอรู้ว่าจะมีประชุมสำคัญ โดยเฉพาะในเวลาที่เช้ากว่าปกติหรือค่ำกว่าปกติ ผมก็จะตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ในมือถือเลย

หรือถ้าพรุ่งนี้เช้าผมตั้งใจจะไปวิ่งที่สวนลุม เตรียมของใส่กระเป๋าเอาไว้แล้ว ผมก็จะยอมเสียเวลาเพิ่มอีก 2 นาทีเพื่อเอาของไปใส่ท้ายรถตั้งแต่คืนนี้ เพราะที่ผ่านมาเคยลืมหยิบกระเป๋าไปจนอดวิ่งมาหลายครั้งหลายครา

พอเราเข้าใจและยอมรับนิสัยของตัวเอง ดูออกว่าอนาคตเราจะสร้างปัญหาให้ตัวเองแบบไหน เราก็จะสามารถ ‘วางหมาก’ ล่วงหน้าเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเดิมๆ

เราจะรับมือตัวตนเก่าของเราอย่างไร

ถ้าตอบคำถามนี้ได้ เราจะมีเรื่องให้หงุดหงิดใจน้อยลงไปอีกหนึ่งระดับครับ

3 ประโยคฝังใจจาก Sean D’Souza

ผมค่อนข้างมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ที่อ่านบล็อกนี้ยังไม่รู้จัก Sean D’Souza (อ่านว่า “ฌอน เดอ ซูซ่า”*) หรือไม่ก็เพิ่งได้ยินชื่อเขาในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผมเองก็ไม่เคยรู้จักฌอนจนกระทั่ง ‘ทอย DataRockie‘ ชวนไปเข้าเวิร์คช็อปกับเขาเมื่อวันอาทิตย์

ฌอนเป็นผู้เขียนหนังสือ The Brain Audit – ฟังตอนแรกนึกว่าเป็นหนังสือแนว productivity หรือ neuroscience แต่เปล่าเลย มันคือหนังสือด้าน marketing ที่ได้ 4.46 ดาวบน Goodreads (574 ratings & 56 reviews)

คะแนนสูงมาก แต่คนรีวิวยังไม่เยอะเมื่อเทียบกับหนังสือ bestseller อื่นๆ แถมยังเป็นหนังสือที่ได้รับการตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 2009

ก่อนเข้าเวิร์คช็อป ผมลองไปหาหนังสือเล่มนี้ในเว็บร้านหนังสือภาษาอังกฤษก็หาไม่ได้ โชคดีที่ฌอนและเรนูก้า (ภรรยา) นำติดมือมาที่เวิร์คช็อปด้วย และข่าวดีก็คือสำนักพิมพ์วีเลิร์นเพิ่งเอามาแปลไทยและจะวางตลาดเร็วๆ นี้

หลังจากได้เรียนและได้นั่งคุยกับฌอน จึงรู้ว่าเขาคือช้างเผือก (hidden gem) และเป็นคนที่สองในชีวิตที่หลังจากได้พบกันครั้งแรกแล้วทำให้ผมอุทานในใจว่า “He has his life figured out.” (คนแรกที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนี้คือพี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร mentor ของผม)

ช่วงนี้คงจะมีคนเขียนสรุป The Brain Audit ออกมาเรื่อยๆ ลองไปชิมลางได้ที่เพจ ‘DataRockie‘ ‘สรุปไปเรื่อย by ทนายกอล์ฟ‘ และ ‘BenNote‘ ครับ

ส่วนผมเอง แทนที่จะสรุปหนังสือ ผมอยากจะยก 3 ประโยคฝังใจที่ได้ยินจากฌอนมาเล่าสู่กันฟังครับ


“People think they want more information. What they actually want is results.”

ผมว่านี่เป็นประโยคที่สำคัญมากทั้งสำหรับผู้สอนและนักเรียน

ว่าเราไม่ได้สอนเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้มากขึ้น และการที่เราเรียนเราก็ไม่ได้อยากมีความรู้มากขึ้นนักหรอก

สิ่งที่เราต้องการคือผลลัพธ์ที่จับต้องได้ หรือพูดง่ายๆ คือเห็นความเปลี่ยนแปลง

ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ Theodore Levitt อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ของฮาร์วาร์ดผู้ล่วงลับ

“People don’t want to buy a quarter-inch drill. They want a quarter-inch hole.”

คนเราไม่ได้ต้องการซื้อสว่าน เขาต้องการเจาะรูต่างหาก

ซึ่ง Seth Godin ที่เป็นกูรูด้านการตลาดอีกคนก็ชวนคิดต่ออีกว่า สว่านเป็นเพียง feature เป็นเพียงสิ่งที่พาเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือรูบนกำแพงต่างหาก

แต่ถ้ามองให้ลึกไปยิ่งกว่านั้น คนเราไม่ได้ต้องการแค่รูบนกำแพง เราต้องการติดตั้งชั้นวางของ หรือไม่เราก็ต้องการความรู้สึกที่ว่าบ้านนี้เป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นเมื่อเอาของขึ้นไปเก็บไว้บนชั้นแล้ว และเราก็ยังอยากรู้สึกถึงความภาคภูมิใจที่ได้ติดตั้งชั้นนี้ด้วยตัวเอง และอยากให้ภรรยาชื่นชมว่าเราก็มีฝีมือเรื่องงานช่างอยู่เหมือนกัน

จริงๆ แล้วเราไม่ได้อยากซื้อสว่าน สิ่งที่เราอยากซื้อคือความรู้สึกว่าได้รับการยอมรับและความอิ่มอกอิ่มใจต่างหาก

ในฐานะคนใฝ่รู้ บางทีเราก็สนุกกับการเรียนจนเพลิน จนเราลืมไปเลยว่าเราเรียนไปเพื่ออะไร ยิ่งถ้าเราเป็นพวกชอบเข้าคอร์ส ชอบซื้อหนังสือพัฒนาตนเองอยู่แล้วด้วย เราอาจจะเผลอปล่อยให้การเรียนรู้มาบดบังการลงมือทำไปเลยก็ได้

และในฐานะคนสอน บางทีเราก็มัวแต่โฟกัสแต่สิ่งที่อยากสอนมากเกินไป โดยลืมคำนึงว่าแท้จริงแล้วคนที่มาเรียนเขาไม่ได้ต้องการแค่ความรู้ แต่เขาต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตหรือในธุรกิจของเขาต่างหาก

ถ้าเราจับหลักนี้ได้ เราจะเป็นคนสอนที่มีนักเรียนมาเรียนซ้ำอยู่เรื่อยๆ

และถ้าเราจับหลักนี้ได้ เราจะเป็นนักเรียนที่ไม่ได้แค่เรียนเอามัน แต่เรียนเพื่อนำมันไปสร้างคุณค่าให้กับตนเองและผู้อื่นได้อย่างแท้จริง


“Success in my workshop is measured by the energy of my students at the end of the class.”

หลังจบเวิร์คช็อปตอนห้าโมง ฌอนถามผมว่าสังเกตมั้ยว่า แม้นักเรียนเกือบ 80 คนมาเริ่มเรียนตั้งแต่ 8.32** แต่ไม่มีใครหมดแรงเลย ทุกคนเดินออกจากห้องโดยยังมีพลังงานอยู่เต็มเปี่ยม เขาบอกว่านี่แหละคือหนึ่งในมาตรวัดว่าเวิร์คช็อปที่เขาจัดนั้นเป็นเวิร์คช็อปที่ดีหรือไม่

เวิร์คช็อปหรือเทรนนิ่งส่วนใหญ่ ถ้ากินเวลาทั้งวัน เรามักจะเดินออกจากห้องด้วยความสะโหลสะเหล เพราะเนื้อหาอันมากมายที่สมองประมวลไม่ทัน

ฌอนเล่าว่าเขาเคยเป็นคนสอนที่อัดความรู้เท่าที่เขามีให้กับนักเรียน พูดอยู่คนเดียว 3 ชั่วโมงเต็ม นักเรียนที่นั่งอยู่แถวหน้าหลับคาห้องฌอนก็ยังไม่รู้เรื่อง มาภายหลังจึงตระหนักว่าวิธีนี้ไม่น่าเวิร์ค จะมีประโยชน์อะไรที่เราใส่เนื้อหาไปมากมายแต่คนเรียนกลับจำได้นิดเดียว

ฌอนบอกว่าตอนที่เขาสอนวันนี้เห็นหลายคนจดโน้ตกันจริงจัง แต่เขาไม่ได้สนใจหรอกว่านักเรียนจะจดโน้ตเยอะแค่ไหน หรือจะกลับไปอ่านทบทวนหรือไม่ เขาชี้ไปที่หัวตัวเองแล้วพูดว่า “สิ่งที่ผมสนใจคือนักเรียนจำเนื้อหาที่ผมสอนโดยไม่จำเป็นต้องกลับไปอ่านโน้ตได้แค่ไหน”

ซึ่งผมก็พบว่าตัวเองจำเนื้อหาหลักๆ ของ The Brain Audit Workshop ได้เกือบหมด การเรียนการสอนอาจจะยาวประมาณ 7 ชั่วโมง แต่ฌอนพูดเนื้อหาในสไลด์ไม่เกินชั่วโมงกว่า ที่เหลือเป็นกิจกรรมกลุ่มที่ให้พวกเราวิเคราะห์และพูดคุยถึงปัจจัยทั้ง 7 ข้อที่จะทำให้ลูกค้าเลือกซื้อของจากธุรกิจของเรามากกว่าคู่แข่ง

ฌอนเปรียบการเรียนการสอนเหมือนวงออเคสตร้า ผู้สอนมีหน้าที่เป็นวาทยกร ซึ่งไม่ได้เล่นเครื่องดนตรีแม้แต่ชิ้นเดียว แต่เขาต้องคอยไกด์ให้นักดนตรีในวง (ซึ่งก็คือนักเรียน) ได้เล่นเครื่องดนตรีของตัวเองออกมาให้ตรงจังหวะและสอดคล้องกับนักดนตรีคนอื่นๆ

“ถ้าผู้สอนมัวเอาแต่พูด นักดนตรีคนอื่นก็จะได้แค่นั่งอยู่เฉยๆ ทั้งที่มีเครื่องดนตรีอยู่ในมือ ซึ่งมันเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก”

อีกประเด็นคือเวิร์คช็อปนี้มีเบรคอยู่บ่อยครั้ง ไม่มีการเร่งรัด และหากมีข้อสงสัยอะไรฌอนก็พร้อมตอบทุกคำถาม แต่สุดท้ายก็ยังจบตรงเวลา

เมื่อนักเรียนมีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กัน และได้นำความรู้ที่ฟังจากฌอนมาลองพูดคุยถกเถียง หากติดปัญหาอะไรก็ถามเขาได้ การเรียนเวิร์คช็อปนี้จึงรู้สึกสบายๆ แต่ก็ได้เนื้อหาสาระกลับไปแบบไม่ต้องพยายาม

และนี่คือความเก๋าของฌอนที่ผมชื่นชมและอยากจะทำให้ได้อย่างนั้นบ้างในอนาคต


“I don’t believe in hard work.”

ฌอนบอกว่าเขาไม่เชื่อในการทำงานหนัก

ฟังดูประหลาดเมื่อออกจากปากคนที่ตื่นนอนตีสี่ ย้ายถิ่นฐานจากอินเดียมานิวซีแลนด์เมื่อ 25 ปีที่แล้ว และเปลี่ยนอาชีพจากนักวาดการ์ตูนมาทำเรื่องการตลาด ดำเนินธุรกิจที่มีนักเรียนหลายพันคนโดยมีคนทำงานแค่สองคนคือตัวฌอนเองและเรนูก้าผู้เป็นภรรยา

“ถ้าคุณไม่เชื่อเรื่อง hard work แล้วคุณเชื่อเรื่องอะไร?” ผมถามฌอน

“I believe in patterns” ฌอนตอบ ผมไม่เคยได้ยินใครพูดอะไรแบบนี้มาก่อน

ฌอนยกตัวอย่างโดยเล่าถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ทั้งชีวิตเชื่อมาตลอดว่าวาดรูปไม่เป็น ฌอนใช้เวลาสอนอยู่เพียงไม่กี่นาที ผู้หญิงคนนั้นก็วาดรูปยีราฟได้

“พอเธอเข้าใจแพทเทิร์นแล้วว่ายีราฟควรจะวาดอย่างไร เธอก็วาดได้เลย เธอไม่ต้อง work hard ใดๆ ทั้งสิ้น”

แต่ฌอนก็ขยายความว่า แม้จะวาดรูปเป็นแล้ว เราก็ควรฝึกวาดทุกวันอยู่ดี เพราะยิ่งเราฝึกฝนเยอะ ‘ฐานข้อมูล’ ของเราก็จะยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น

“ผมอาจจะสอนคุณให้วาดรูปมือ แล้วคุณก็จะวาดรูปมือได้ แต่ถ้าคุณไม่ฝึกเพิ่ม คุณก็จะวาดรูปมือได้แค่แบบเดียว ส่วนผมจะวาดรูปมือได้หลายแบบเพราะผมฝึกวาดรูปมือมานาน ทำให้ผมมีดาต้าเบสที่ใหญ่กว่า”

ฌอนถามว่าผมใช้กล้อง DSLR เป็นมั้ย ผมตอบว่าใช้ไม่เป็น ฌอนเลยชี้ไปที่ ‘ยศ’ *** ที่นั่งอยู่ข้างผมว่า ตอนที่ทอยกับยศไปเจอเขาที่สิงคโปร์เมื่อหลายเดือนที่แล้ว เขาสอนยศให้ใช้กล้อง DSLR ใน 3 ขั้นตอน

และเพื่อพิสูจน์ว่ายศจำได้จริงๆ ฌอนบอกให้ยศสอนการใช้กล้อง DSLR กับผมโดยไม่จำเป็นต้องอธิบายว่าส่วนประกอบต่างๆ ในกล้องมีชื่อเรียกว่าอะไร

ฌอนยื่นกล้อง DSLR มาให้ยศ แล้วยศก็ทำการสอนผมจบภายในเวลาไม่ถึง 2 นาที แล้วผมก็ลองถ่ายรูปฌอนดู รูปออกมาใช้ได้เลยทีเดียว (ถ้าไม่ได้เข้าข้างตัวเองเกินไป)

“ดังนั้น ถ้าเรามีครูที่สอนแพทเทิร์นเราได้ เราก็จะเก่งขึ้นได้อย่างรวดเร็วใช่มั้ย? แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนตัวจริง คนไหนตัวปลอม?” ผมถามฌอน

ฌอนยิ้มและตอบว่า “ตรงนั้นแหละที่ยาก” แต่ก็ไม่ได้แนะนำต่อว่าผมควรจะหาอย่างไร ทิ้งไว้เป็นปริศนาธรรมให้ผมไขต่อ

“นอกจากเรื่องแพทเทิร์นแล้วยังเชื่อเรื่องอะไรอีก” ผมถามฌอนต่อ

ฌอนบอกว่าเขาเชื่อเรื่องความเร็ว (speed)

ถ้าเราทำงานบางอย่างได้จนชำนิชำนาญ เราก็จะทำงานชิ้นเดิมเสร็จได้เร็วขึ้น ทำงานได้มากขึ้น โดยที่ไม่ต้องทำงานหนักไปกว่าเดิม

แต่ก่อนฌอนอาจจะใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะเขียนบทความได้หนึ่งบทความ มาตอนนี้เขาอาจจะใช้เวลาแค่ 30-45 นาทีก็เขียนบทความเสร็จแล้ว

อีกตัวอย่างคือฌอนทำอาหารกินเอง แถมยังทำอาหารให้ครอบครัวของภรรยาด้วย หลายคนมองว่าชีวิตยุ่งเกินไป ไม่มีเวลาทำ แต่ฌอนบอกว่าเขาใช้เวลาทำอาหารไม่นาน มันจึงไม่ใช่เรื่องที่เหน็ดเหนื่อยหรือเสียเวลา

ความเร็วที่เกิดจากความชำนาญคือสิ่งที่จะทำให้เรา productive ได้โดยไม่จำเป็นต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น


การสนทนากับฌอนทำให้ผมพบว่าเขาเป็น ‘ครู’ ที่เก่งมาก สามารถหา ‘หัวใจ’ ของศาสตร์นั้นๆ และถ่ายทอดออกมาได้อย่างเรียบง่าย แถมคนที่เรียนจากเขาก็จดจำได้และนำเอาไปใช้งานได้จริง นับเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่ได้มารู้จักกับคนเจ๋งๆ แบบนี้

ขอบคุณทอยอีกครั้งที่แนะนำที่พาให้ผมได้มารู้จักฌอน และขอตอบแทนด้วยการติดตามผลงานของ Sean D’Souza และนำงานของเขามาเผยแพร่ให้คนไทยได้เรียนรู้และสร้างประโยชน์ในอนาคตครับ


* Sean D’Souza อ่านว่า “ฌอน เดอ ซูซ่า” อ้างอิงจากการถาม ChatGPT และฟังจากพิธีกรอ่านชื่อฌอนในพ็อดแคสต์ ฌอนเป็นชาวอินเดีย เกิดและโตที่เมืองมุมไบ ก่อนย้ายไปนิวซีแลนด์ในปี 2000 เหตุผลที่ชื่อและนามสกุลฌอนไม่เหมือนคนอินเดียก็เพราะว่าบรรพบุรุษของฌอนมาจากกัว (Goa) เมืองชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย กัวเคยตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส คนในเมืองนี้จึงหันมา (หรือถูกบังคับให้) นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เข้ารับศีลล้างบาปและเปลี่ยนชื่อ จากชื่อเดิมแบบอินเดียมาเป็นชื่อคริสเตียน เช่น Sean, Francisco, Maria, Pedro, João นามสกุลก็เปลี่ยนตามตระกูลคริสต์โปรตุเกส เช่น D’Souza, Fernandes, Rodrigues, Pereira, หรือ Gomes นั่นเอง

** ฌอนเขียนไว้ชัดเจนในอีเมลที่แจ้งนักเรียนว่าเริ่มเรียนตอน 8.32 จนแฟนผมก็ทักว่าทำไมเป็นเวลานี้ นักเรียนคนอื่นก็คุยกันเองก่อนเริ่มคลาสเหมือนกันว่าเป็นเวลานี้ ผมคิดว่ามันคือทริคเล็กๆ ที่ทำให้คนรู้สึกว่าคลาสนี้พิเศษและจำเวลาเริ่มเรียนได้ไม่พลาด

*** ‘ยศ’ สรกฤช อ้นมณี (Sorakrich Oanmanee) เป็น Deputy Director, Data Analytics ที่ CJ Express Group และเจ้าของเพจ มาลองเรียน – Malonglearn

3 เหตุผลที่เราไม่ควรย้ายงานบ่อยๆ

ข้อเสียของการเปลี่ยนงานบ่อยๆ ที่ทุกคนน่าจะรู้กันดี คือมันทำให้เราเป็น job hopper ดูเป็นคนไม่ค่อยมีความอดทน และไม่เคยได้อยู่ที่ไหนนานพอจนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งส่งผลให้ไม่เคยได้รับการโปรโมตที่ไหนเลย ได้ปรับตำแหน่งตอนย้ายงานเท่านั้น

ผมมาขอเขียนเพิ่มอีก 3 เหตุผลที่อาจจะยังไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก เพื่อให้เราเห็นภาพชัดขึ้นก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญแบบนี้ครับ


ข้อ 1 เราต้องเริ่มพิสูจน์ตัวเองใหม่

เมื่อเราย้ายไปที่ทำงานใหม่ ต้องทำงานกับหัวหน้าใหม่ กับเพื่อนร่วมงานที่ไม่เคยรู้จักเรามาก่อน บางคนอาจจะตั้งคำถามในความสามารถของเรา ยิ่งถ้าเราประสบการณ์น้อยกว่าแต่ต้องมาคุมทีมที่เต็มไปด้วยคนที่อยู่มานานกว่า ก็ยิ่งต้องเหนื่อยกับการพิสูจน์ตัวเอง ต้องทำงานหนักกว่าปกติเพื่อสร้างการยอมรับ

การที่ต้องคอยพิสูจน์ตัวเองทุกหนึ่งหรือสองปีจึงไม่ใช่เรื่องสนุก น้องคนหนึ่งที่เคยย้ายงานสองครั้งภายในหนึ่งปีเคยบอกผมว่า ตอนนี้อยากหางานที่ทำแล้วอยู่ได้ยาวๆ ไม่อยากต้องมาเหนื่อยกับการพิสูจน์ตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าอีกต่อไป


ข้อ 2 เราไม่มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นพอ

ทุกวันนี้คนกลัวว่า AI จะมาแย่งงาน เพราะ AI เริ่มทำงานแทนเด็กจบใหม่ได้แล้ว

เราเองก็น่าจะเริ่มคุยกับ AI มากขึ้นเรื่อยๆ มีอะไรไม่รู้หรือไม่แน่ใจก็ถาม AI ไว้ก่อน จนน่าคิดว่าในอนาคตจะยังมีเรื่องไหนที่คนยังเชื่อตัวเองมากกว่า AI อยู่หรือไม่

สำหรับผม คงจะมีคำถามหนึ่งที่ผมจะเลือกเชื่อตัวเองมากกว่า AI

คำถามนั้นก็คือ “ผมควรจะชวนใครมาทำงานด้วย?”

คำถามนี้ยากเกินกว่าที่ AI จะตอบในหลายมิติ

หนึ่ง เพราะ AI ปัจจุบันเป็น Large Language Model ที่ต้องอ่านข้อมูลมหาศาล ในอินเทอร์เน็ตและในสื่อต่างๆ

แต่ข้อมูลที่ว่าใครเป็นคนทำงานที่เก่งนั้น ไม่ได้ถูกบันทึกอยู่ในสื่อประเภทใด มันถูกบันทึกอยู่ในความทรงจำของคนที่เคยทำงานด้วย ซึ่งความทรงจำเหล่านี้เป็นสิ่งที่ LLM ยังเข้าไม่ถึง

สอง แน่นอนว่า AI อาจจะเข้าไปอ่านโปรไฟล์ออนไลน์ของคนคนหนึ่งได้ และบอกได้ว่าเขาคนนี้เป็นคนเก่งแค่ไหน แต่การเป็นคนเก่งอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าเขาจะทำงานกับเราได้ดี มันยังมีอีกหลายปัจจัยเช่นนิสัยใจคอ ความเชื่อและทัศนคติที่ตรงกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ AI ไม่สามารถตอบแทนเราได้

และสาม เวลาเราเลือกคนไปทำงาน เราไม่ได้เลือกแค่ความเก่งหรือความเข้ากันได้ แต่เราเลือกเพราะว่าเขาเป็นคนที่ “ใช้ได้” ด้วย

ใช้ได้ในความหมายที่ว่าเป็นคนน่ารัก จิตใจดี วางใจได้ ซึ่งของแบบนี้รู้สึกได้ผ่านประสบการณ์ตรงที่ได้ทำงานด้วยกันและได้ใช้ชีวิตนอกเวลางานด้วยกันเท่านั้น

เมื่อเราอายุมากขึ้น ตำแหน่งสูงขึ้น งานดีๆ ไม่อาจได้มาด้วยการร่อนใบสมัครแล้วภาวนาว่าจะมีใครสักคนมาสนใจเรา

เมื่อถึงจุดหนึ่งของชีวิต งานที่ดีจะมาจากการแนะนำปากต่อปาก ว่าคนนี้ทำงานโอเค คนนี้เคยล่มหัวจมท้ายมาด้วยกัน มันคือความสัมพันธ์ที่ก่อเกิดเมื่อเราใช้เวลาอยู่กับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือผู้บริหารบางคนได้นานพอเท่านั้น

แต่ถ้าเราเปลี่ยนงานทุกปีหรือทุกสองปี โอกาสที่เราจะสร้างความสัมพันธ์และความไว้ใจให้มากพอที่เขาจะคิดถึงเราในอนาคตย่อมเกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนัก


ข้อ 3 คุณค่าทางธุรกิจที่เกิดจากความไว้ใจจะอันตรธานไปเมื่อเราย้ายงาน

เวลาเราไว้ใจกัน อะไรๆ ก็ง่าย แต่พอเราไม่ไว้ใจกัน อะไรๆ ก็ยาก

ผมรู้จักกับหัวหน้าคนปัจจุบันมา 20 ปี เคยทำงานด้วยกันปี 2005-2008 และอีกครั้งตอนปี 2017 ถึงปัจจุบัน

พอรู้จักกันมานาน รู้นิสัยใจคอและสไตล์ ก็ทำให้พอรู้ว่าแต่ละงานเราจะคุยกับเขาอย่างไรให้งานสำเร็จลุล่วง

ดังนั้นการมีหัวหน้าที่ไว้ใจเรา และการมีทีมงานที่ไว้ใจกันจึงเป็นลาภอันประเสริฐ
เมื่อไว้ใจ ทุกอย่างก็สามารถพูดคุยและตกลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งความเร็วในการตัดสินใจและลงมือทำจนเกิดผลลัพธ์นั้นเป็น competitive advantage ที่หลายคนอาจมองข้าม

ทีมผู้บริหารที่รู้ใจและเชื่อใจกัน ย่อมทำงานได้รวดเร็วและ productive กว่าทีมผู้บริหารที่ไม่ไว้ใจกันเพราะมัวแต่ใช้เวลาไปกับการถกเถียงและการระวังหลัง

ความไว้ใจซึ่งกันและกันในบริษัทจึงเป็น intangible asset หรือทรัพย์สินทางธุรกิจที่จับต้องไม่ได้แต่มีคุณค่าและมูลค่ามหาศาล

คราวนี้ลองคิดภาพว่า คนที่ไว้ใจกันมากต้องมาลาออกไป คุณค่าทางธุรกิจนั้นก็จะหายวับไปกับตา ต่อให้ได้คนใหม่ที่เก่งไม่น้อยกว่าคนเดิม ก็ยังต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือกระทั่งหลายปีถึงจะสร้างความคุ้นเคยหรือไว้ใจเท่ากับคนก่อนได้

การย้ายงานจึงเป็นการทำลายคุณค่าทางธุรกิจ เพราะความไว้ใจที่เคยทำให้ทุกอย่างมันเร็วกว่านี้มันหายไปแล้วนั่นเอง


แน่นอนว่าในบางสถานการณ์เราก็ควรจะย้ายงานจริงๆ เช่นโครงสร้างองค์กรหรือสภาพธุรกิจไม่เอื้อให้เราโตไปกว่านี้ หรือเจอสภาพการทำงานที่ทำให้ชีวิตพัง (โดยไม่ลืมสำรวจตัวเองว่าเรามีส่วนทำให้มันพังเองด้วยรึเปล่า) ถ้าคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว การย้ายงานก็อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมก็เป็นได้

แต่ถ้าเราอยู่ในองค์กรที่ดี มีเพื่อนร่วมงานที่ดีและไว้ใจกัน เราก็ควรจะเอาปัจจัยเหล่านั้นมาร่วมพิจารณาก่อนตัดสินใจครับ

จังหวะสวรรค์

น่าสนใจที่คำนี้ไม่ค่อยมีคนใช้ มีแต่ใช้คำที่ความหมายตรงกันข้าม

แต่ผมคิดว่าจะใช้คำว่าจังหวะสวรรค์ให้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่หนังสือ Fluke เริ่มมีคนพูดถึง

สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้อ่านสเตตัสของคุณ นิค Genie – วิเชียร ฤกษ์ไพศาล ที่ปลุกปั้นศิลปินชื่อดังในเครือแกรมมี่มามากมาย:

“บางครั้งพระเจ้าก็ชอบเล่นตลกแบบโหดๆ กับเรา อย่างเรื่องราวของวง Klear ที่กว่าจะมาเป็นศิลปิน genie ก็เป็นอีกกรณีที่ต้องเล่า

ผมได้ยิน demo ของน้องๆ เขาเพราะต้า Paradox นำมาเปิดให้ฟัง

เพียงเพราะวันนั้นต้าไม่มีงานของตัวเองมาส่งตามนัด จึงงัดเพลงของ Klear ที่พกติดตัวตลอดมาเปิดแทน

ซึ่งจริงๆ ก่อนหน้านั้นเกือบไม่มีชื่อ Klear ในวงการแล้ว เพราะหลังสู้มานานความหวังก็ยังริบหรี่ ทุกคนท้อใจจะไม่ไปต่อ ท้อขนาดนัดซ้อมกันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนแยกย้ายบ้านใครบ้านมัน

บังเอิญมาเจอพี่ต้าแกเลยอาสาลงทุนทำอัลบั้มให้ แถมทำเสร็จก็ยังช่วยยื่น demo ไปแทบทุกค่าย แต่…ไม่มีค่ายไหนอ้าแขนตอบรับเลย!

วันที่มาเปิดให้ผมฟัง (ซึ่งน่าจะเป็นค่ายสุดท้าย) ก็น่าจะไม่ได้จริงจังหรือคาดหวังอะไร คงกะแค่เบี่ยงประเด็น

เหมือนนักเรียนไม่ส่งการบ้านแล้วกลัวอาจารย์ดุ…เลยรีบเฉไฉ

แต่ต้าคงงงเป็ด ผมกลับโทรตามให้รีบพาวงมาเซ็นสัญญาทันทีโดยที่ต้าเองก็เพิ่งลากลับยังลงลิฟต์ไปไม่ถึงชั้นล่างด้วยซ้ำ

ผมได้ยินเรื่องราวนี้อีกครั้งจากปากน้องทั้ง 2 บนเวทีคอนเสิร์ตใหญ่ของ Paradox เมื่อเสาร์ที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ทำให้นึกย้อนกลับไปถึงอารมณ์ผมในวันนั้น

ผมยังไม่เคยเล่าให้ใครฟัง และถ้าทั้งคู่อ่านเจอ ผมอยากบอกให้รู้ถึงสิ่งที่ผมค้นพบที่ทำให้อยากร่วมงานด้วยขนาดนั้นว่ามันคืออะไร

บอกตรงๆ ผมไม่ได้ยินเพลงที่จะฮิตจะดังใน demo ของอัลบั้มแรกนั้นเลย


แต่ผมได้ยินชัดสัมผัสได้ถึงความตั้งใจ ความมุ่งมั่นและเอาตาย-ใส่สุดของพวกเขา มันจริงจังและจริงใจมากๆ

ทั้งหมดส่งผ่านน้ำเสียงของแพทและดนตรีของพวกเขา ที่มีความออริจินัล หนึ่งเดียวและยังไม่เคยมีงานแบบนี้ในวงการ

ที่สำคัญผมเห็นอนาคตที่สดใสของพวกเขาในอัลบั้มต่อๆไป ถ้าเราได้ทำงานร่วมกัน

ผ่านไปสิบกว่าปี ผมดีใจที่มองไม่ผิดและตัดสินใจถูก

ขอบคุณต้ามากๆ ที่วันนั้นส่งการบ้านไม่ทันนะครับ”


วง Klear ได้รับจังหวะสวรรค์สองครั้ง คือตอนที่ต้า Paradox เห็นแวว กับตอนที่ต้าตัดสินใจยื่นซีดีของวงให้พี่นิคฟัง

เรื่องราวของคนดังๆ ที่เราเกือบจะไม่ได้รู้จักนี้มีมากมายเลยนะครับ อย่างวงบอดี้สแลมก็เกือบจะไม่ได้ออกเทปแล้ว แม้ว่ากบ บิ๊กแอสและทีมงานเขียนเพลงผลักดันเต็มที่ ยังดีที่พี่ตูนตัดสินใจเข้าไปคุยกับพี่เอก ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ที่ตอนนั้นดูแลค่าย Music Bugs ที่บอดี้สแลมสังกัดอยู่ และสุดท้ายพี่เอกก็ยอมให้ออกเทปอัลบั้มแรก (ฟังปากคำจากคุณกบ บิ๊กแอสได้ที่รายการคุยคุ้ยเพลงของป๋าเต็ด นาทีที่ 35)

Morgan Housel เคยเล่าว่าตอนที่เขามีความคิดจะทำหนังสือ The Psychology of Money ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนในอเมริกาสนใจจะตีพิมพ์ให้เลย จนเกือบจะท้อใจไปแล้ว แต่โชคดีที่สำนักพิมพ์เล็กๆ ในอังกฤษอย่าง Harriman House สนใจและตีพิมพ์ให้ และปรากฏการณ์ของหนังสือเล่มนี้ก็เปลี่ยนชะตาชีวิตของทั้ง Morgan Housel และ Harriman House ไปแบบไม่หวนกลับ


คุณต้นสน สันติธาร เสถียรไทย เคยเล่าไว้ในหนังสือ ‘Twists and Turns คิดเปลี่ยนในโลกหักมุม‘ ว่า

“บุคคลที่นั่งอยู่หน้าผมคือ ศาสตราจารย์โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล เขียนหนังสือขายดีของเดอะนิวยอร์กไทมส์ (The New York Times) และอดีตประธานทีมเศรษฐกิจของธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งเขากำลังอ่านงานที่ผมนำเสนอ

หากอาจารย์พอใจ และเขียนจดหมายแนะนำให้ผม โอกาสในการเข้าเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ของผมก็จะสูงขึ้นมาก แต่ถ้าอาจารย์เห็นว่าไม่ดี ก็แทบจะเลิกหวังได้เลยกับการสมัครรอบนี้ซึ่งจะเป็นรอบสุดท้ายหลังจากที่ถูกปฏิเสธมาแล้วหลายปีติดกัน

สิ่งที่อาจารย์อ่านอยู่คืองานที่ท่านมอบหมายให้เมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน แต่เนื่องจากท่านเดินทางตลอด จึงไม่ได้มีโอกาสคุยกันตั้งแต่ตอนนั้น และนี่คือการพบกันครั้งสุดท้าย เพราะสัญญาจ้างผมกำลังจะหมดลง

“เสียดายที่มันไม่ได้ออกมาอย่างที่ผมคาดไว้” อาจารย์พูดขึ้นมาหลังอ่านจบ ซึ่งผมก็เข้าใจว่าท่านหมายถึงอะไร เพราะงานที่ท่านให้ไว้ดันมาเจอทางตัน และผมเองก็ไม่รู้จะแก้อย่างไร

ท่านพูดอย่างสุภาพว่า “ขอบคุณที่พยายามทำเต็มที่ และขอโทษที่ไม่ค่อยได้มีเวลาให้เท่าที่ควร” ก่อนจะลุกจากโต๊ะอาหารเช้าในร้านคาเฟ่เล็กๆ ในนิวยอร์ก วันนั้นอาจารย์หันมาถามเหมือนตามมารยาทว่า

“แล้วคุณมีอะไรที่ทำไว้และอยากนำเสนออีกไหม?”

ในเสี้ยววินาทีนั้นผมบอกตัวเองว่า เราไม่มีอะไรต้องเสียแล้วและตัดสินใจตอบว่า “มีครับ แต่ไม่แน่ใจมันเกี่ยวกับโจทย์ที่อาจารย์พยายามตอบอยู่หรือไม่”

อาจารย์ให้ผมเปิดให้ดู งานที่ผมทุ่มเทใช้เวลาที่เหลือช่วงที่ติดต่ออาจารย์ไม่ได้ ทำไปโดยพลการโดยคาดเดาว่า นี่น่าจะเป็นโจทย์ที่อาจารย์อยากจะตอบ และวิธีแบบนี้น่าจะตอบคำถามได้ แม้จะต่างกับที่ท่านให้มา เมื่อดูงานดังกล่าวเสร็จ ท่านยิ้มแล้วถาม

“คุณคิดเองเหรอ?”

ท่านบอกว่าแนวทางนี้น่าสนใจมาก และดีกว่าวิธีเดิมเสียอีก จึงชวนให้มาพัฒนาต่อเป็นงานวิจัยปริญญาเอก เสี้ยววินาทีที่ผมตอบอาจารย์ครั้งนั้นเป็นทางแยกสำคัญของชีวิต งานชิ้นนั้นทำให้ผมสมัครเข้าเรียนปริญญาเอกที่ฮาร์วาร์ดสำเร็จ พร้อมช่วยให้ผมได้ทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยถึง 2 ทุน และงานนั้นยังกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่ทำให้ผมเรียนจบอีกด้วย”

นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของจังหวะสวรรค์ ถ้าอาจารย์สติกลิตซ์ไม่ได้เอ่ยคำถาม “แล้วคุณมีอะไรที่ทำไว้และอยากนำเสนออีกไหม?” อนาคตของคุณต้นสนน่าจะหักมุมไปอีกทางแยกหนึ่ง


พูดถึงทางแยกในการงานและวิชาชีพ ผมเลยขอเล่าให้ฟังทางแยกที่ผมเจอเองบ้าง

มีหลายคนถามผมว่า จบวิศวกรรมไฟฟ้าแล้วมาดูทีม HR ได้ยังไง

และผมจะตอบติดตลก (แต่เป็นเรื่องจริง) ทุกครั้งว่า เพราะรู้จักกับเจ้าของ

ถอยกลับไปเมื่อปี 2005 ผมทำงานอยู่บริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่ง ในตำแหน่ง developer

งานสาย software development ที่บริษัทจะแบ่งเป็นสามทีมใหญ่ๆ คือ Dev/QA/Support

Dev = developer พัฒนาซอฟต์แวร์

QA = quality assurance เทสต์ซอฟต์แวร์ว่าได้คุณภาพตามมาตรฐาน

Support = ดูแลปัญหาที่ลูกค้าส่งเข้ามา โดย support ก็มีหลายเลเวล เราอยู่เลเวลสุดท้าย ถ้าเราแก้ไม่ได้ก็ไม่มีใครแก้ได้แล้ว

ขณะนั้นผมทำงาน dev มาได้สองปีกว่า แต่รู้ตัวว่าน่าจะเป็น dev ได้แค่ระดับกลางๆ เพราะพื้นฐานน้อย พอ “ซุปปี้” เพื่อนที่เป็น support manager มาชวนไปทำงานสาย support ผมก็เลยตกปากรับคำ สัมภาษณ์เสร็จสรรพ และเตรียมจะย้ายไปดูโปรดักต์ที่เป็นส่วนของ API

API = Application Programming Interface เป็น “ภาษา” ที่ทำให้โปรแกรมอื่นๆ คุยกันรู้เรื่อง

สมัยนั้นผมเดินทางกลับบ้านด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีลุมพินี มีวันหนึ่งผมเดินลงไปเจอกับ “เล็ก” ซึ่งเป็นหัวหน้าทีม dev พอเล็กรู้ข่าวว่าผมเตรียมจะไปอยู่ทีม API ที่มี “เบิร์ด” เพิ่งขึ้นมาดูแลทีม เล็กเลยบอกกับผมว่า

“ทีมนี้งานยากมากเลยนะ ต้องรู้โค้ดเยอะๆ เลย ขนาดเบิร์ดซึ่งเทพขนาดนั้น ไปอยู่ทีมนี้แล้วยังผอมเลยนะ”

แล้วเล็กก็ชวนผมว่า ให้มาเป็นซัพพอร์ตทีม VAS (Value Added Services) ดีกว่า เพราะเล็กเพิ่งย้ายมาดูโปรดักต์ใหม่ของทีมนี้ กำลังต้องการทีม support พอดี ซึ่งโปรดักท์นี้งานมันจะไม่ได้เทคนิคคัลเท่างานซัพพอร์ต API

ผมกลับไปนอนคิดอยู่ 1 คืน วันรุ่งขึ้นก็เลยแจ้งซุปปี้ไป ซุปปี้เลยนัดให้ผมคุยกับ “ยอด” ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมซัพพอร์ตของ VAS แล้วยอดก็รับผมเข้าทีม

ปี 2008 ยอดเดินทางไปเรียน MBA ที่อเมริกา กลับมาปี 2010 ยอดก็ชวนเพื่อนๆ มาทำสตาร์ตอัปด้วยกัน ผมเองก็ได้ช่วยอยู่บ้างแต่ไม่ได้ลาออกมาทำเต็มตัว เพราะมองไม่เห็นว่าตัวเองจะช่วยอะไรได้มากนัก

จนกระทั่งปลายปี 2016 ผมออกจากที่ทำงานเดิม และงานที่ใหม่ก็ไม่เป็นไปตามแผน ยอดเลยชวนให้มาดูแลทีม People ซึ่งตอนนั้นมีแค่ 2 คน ดูแลพนักงานร้อยกว่าคน

จากนั้นเป็นต้นมาบริษัทก็เติบโตมาเป็นอย่างดี และผมก็คิดว่าผมได้เจองานที่เหมาะกับตัวเองที่สุดแล้ว

เมื่อมองย้อนกลับไป จังหวะที่ได้เจอเล็กที่สถานีลุมพินีย่อมเป็น “จังหวะสวรรค์” ของผม เพราะถ้าผมไปช้าหรือเร็วกว่านี้แค่ 3 นาที ผมก็จะไม่ได้เจอเล็ก จะได้ไม่ย้ายทีม และไม่ได้รู้จักกับยอดนั่นเอง


แน่นอนว่าแค่จังหวะสวรรค์อย่างเดียวไม่ได้ทำให้สำเร็จ ที่วง Klear มาได้ถึงทุกวันนี้ก็เพราะว่าซ้อมกันมาอย่างหนัก ที่คุณต้นสนได้รับโอกาส ก็เพราะว่าได้ทดลองทำโจทย์โดยที่อาจารย์ไม่ได้ร้องขอ และตัวผมเองก็ต้องเรียนรู้และปรับตัวหลายอย่างมากกว่าจะผ่านช่วงเวลาตรงนั้นมาได้

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องการโชคช่วยด้วยเช่นกัน มีหลายคนที่ทั้งฉลาด ขยัน ตั้งใจเป็นอย่างมาก แต่กลับไม่ได้รับจังหวะสวรรค์ที่หวังเอาไว้ เหมือนคำกล่าวของชาวจีนที่ว่า “ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน”

หน้าที่มนุษย์อย่างเรา จึงเป็นการพยายามต่อไป เหมือนเป็นการเก็บกระเป๋าของเราให้พร้อม รถไฟมาถึงเมื่อไหร่จะได้กระโดดขึ้นรถแล้วออกเดินทาง

เข้าใจว่าหลายคนอาจกำลังเหน็ดเหนื่อยกับชีวิต แต่ขอให้เชื่อเถอะว่า “จังหวะสวรรค์” นั้นมีอยู่ และจะวนเวียนมาหาเราอยู่เรื่อยๆ

ถ้าจังหวะสวรรค์ปรากฏตัวขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้เราคว้ามันไว้ให้อยู่มือเลยนะครับ