ใครเบื่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 โปรดอ่าน!

20101023_trafficjam

ในเช้าวันทำงาน ใครที่ต้องเข้าเมืองโดยใช้ทางด่วนพระราม 9 (ทางพิเศษศรีรัชหรือทางด่วนขั้นที่ 2) จะเข้าใจดีว่ารถติดสาหัสแค่ไหน

ด่านหลักๆ จะมีอยู่สองด่าน คือด่าน 25 บาท ซึ่งอยู่ก่อนถึงพระราม 9 ตัดกับรามคำแหง และอีกด่านคือ 50 บาท ซึ่งอยู่แถวๆ แยกอสมท.

รถจะติดเป็นกิโลตั้งแต่ก่อนถึงด่าน 25 บาท และถ้าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ พอจ่ายเงินด่าน 25 บาทมาแล้วก็จะเจอรถติดต่อเลย บางทีต้องใช้เวลาร่วม 45 นาทีกว่าจะวิ่งจากด่าน 25 บาทไปถึงด่าน 50 บาท ทั้งๆ ที่ระยะทางระหว่างสองด่านนี้แค่ประมาณ 4 กิโลเมตรเท่านั้น แสดงว่ารถของเราวิ่งได้เร็วกว่าเดินแค่นิดเดียว!

ทางด่วนนั้นมี 3 เลน แต่ก็จะมีรถวิ่งตามไหล่ทางด้วย เลยกลายเป็น 4 เลน พออีกประมาณ 50 เมตรจะถึงด่าน 50 บาทก็จะขยายเป็น 9 เลน โดย 6 เลนซ้ายเป็นด่านเก็บเงินสด ส่วน 3 เลนขวาเป็นด่าน Easy Pass

คนที่หันมาใช้ Easy Pass ก็ชีวิตดีขึ้นนิดหน่อยเพราะสามารถวิ่งเข้าด่าน Easy Pass ได้ฉลุย แต่จะทำได้ก็ต่อเมื่อวิ่งมาถึง 50 เมตรสุดท้ายตรงจุดที่ทางด่วนขยายจาก 4 เลนเป็น 9 เลนแล้ว อีก 3.95 กิโลเมตรก่อนหน้านี้ก็ต้องรถติดไปพร้อมกับรถที่ใช้เงินสดคันอื่นๆ

คนจำนวนไม่น้อยจึงไม่ใช้ Easy Pass เพราะใช้ไปก็รถติดอยู่ดี แถมคนอีกจำนวนหนึ่งก็เลือกที่จะวิ่งด้านล่าง เพราะใช้เวลาพอๆ กันโดยไม่ต้องเสียเงิน

ผมเลยคิดว่า ถ้าเราทำให้คนหันมาใช้ Easy Pass มากพอจนไม่มีรถติดสะสมตรงหน้าด่านแล้ว การเดินทางน่าจะเร็วขึ้นเยอะมาก และชีวิตคนกรุงที่อยู่ละแวกนี้จะดีขึ้นอย่างมหาศาล

ผมไม่ได้เข้าไปศึกษาตัวเลขของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (ซึ่งเป็นเจ้าของทางด่วนพระราม 9) แต่ลองคำนวณโดยใช้การตั้งสมมติฐานและเช็คผลลัพธ์ว่าสอดคล้องกับประสบการณ์จริงเป็นหลัก

ข้อสรุปที่ได้มีตามนี้ครับ http://bit.ly/bkkexpressway

ในชั่วโมงเร่งด่วน 3 ชั่วโมง (6:30-9:30)

มีรถวิ่งผ่านด่าน 50 บาททั้งหมด 12,960 คัน
จ่ายด้วย Easy Pass 4,860 คัน
จ่ายด้วยเงินสด 8,100 คัน

อัตราการระบายรถของด่าน 50 บาท คือ 4,320 คันต่อชั่วโมง

แต่รถที่วิ่งเข้ามาจริงๆ คือประมาณ 6,000 คันต่อชั่วโมง

จึงเป็นเหตุผลให้มีรถติดสะสมเพิ่มขึ้นชั่วโมงละ 6,000-4,320 = 1,680 คัน

ด้วยอัตรานี้ ภายในเวลา 2 ชั่วโมง รถติดสะสมจะกินพื้นผิวถนนทั้งหมดระหว่างด่าน 50 บาทและด่าน 25 บาท (ซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์ตรงที่พอพ้นด่าน 25 บาทแล้วก็จะเจอรถติดทันที)

วิธีแก้ก็คือ ต้องทำให้รถที่จ่ายด้วยเงินสด หันมาใช้ Easy Pass เพิ่มขึ้น 3,000 คัน

จ่ายด้วย Easy Pass 4,860+3000 = 7,860 คัน
จ่ายด้วยเงินสด 8,100-3,000 = 5,100 คัน

ด้วยสัดส่วนใหม่นี้ จะทำให้อัตราการระบายรถของด่าน 50 บาท เพิ่มเป็น 6,861 คันต่อชั่วโมง ซึ่งสูงกว่ารถที่วิ่งเข้ามาจริงๆ 6,000 คันต่อชั่วโมง จึงทำให้ไม่มีรถติดสะสมหน้าด่าน 50 บาท

เมื่อไม่มีรถติดสะสม รถจึงสามารถวิ่งได้ที่ความเร็วปกติคือ 60 ก.ม.ต่อชั่วโมง และใช้เวลาเพียง 4 นาทีในการเดินทางระหว่างด่าน 25 บาทกับด่าน 50 บาท

ซึ่งนั่นหมายความว่า คนขับรถแต่ละคนจะประหยัดเวลาเดินทางได้ตั้งแต่ 20-40 นาทีเลยทีเดียว

ถ้าคนหนึ่งคนประหยัดเวลาได้ 20 นาทีต่อวันทำงานหนึ่งวัน นั่นแสดงว่าเขาจะประหยัดเวลาได้มากถึง 83 ชั่วโมงต่อปี

คนเราทำงานเดือนละ 40 ชั่วโมง x 4 สัปดาห์ = 160 ชั่วโมง หากคนที่ขับรถขึ้นทางด่วนมีเงินเดือน 16,000 บาท 1 ชั่วโมงของเขาจะมีค่า 100 บาท เวลา 83 ชั่วโมงที่เขาประหยัดไปจึงจะมีมูลค่า 8,300 บาทต่อปี และยิ่งมีค่ามากกว่านี้หากเงินเดือนเขาสูงกว่า 16,000 บาท

หากคิดในเชิงผลประโยชน์มวลรวม ในช่วง 3 ชั่วโมงเร่งด่วน จะมีคนต้องผ่านทางนี้อย่างน้อย 18,000 คน ถ้าคนหนึ่งคนประหยัดเวลาได้ 20 นาที นั่นคือ 6,000 ชั่วโมงซึ่งมีมูลค่าถึง 600,000 บาทต่อวัน หรือ 150 ล้านบาทต่อปี

ทำยังไงถึงจะทำให้รถที่จ่ายเงินสดหันมาใช้ Easy Pass ซัก 3,000 คัน?

ผมคิดแคมเปญได้สองแบบ

1.โปรโมชั่นคนสมัครใหม่ 3,000 คนแรก เติมเงิน 500 บาท ทางด่วนจะสมทบให้ 500 บาท

ธรรมดาเวลาสมัคร Easy Pass เราต้องเติมเงินทันที 1000 บาท แต่ถ้าเราลดการเติมเงินให้เหลือเพียง 500 บาท แล้วทางด่วนออกให้อีก 500 บาท ก็น่าจะมีคนสนใจสมัครกันเยอะ

วิธีนี้นี้เรียบง่าย ใช้เงินไม่เยอะ แต่ก็มีข้อเสียหลายอย่าง หนึ่งคือทางด่วนต้องควักเงินออกไปก่อน 500 x 3,000 = 1,500,000 บาท สองคือลูกค้าเก่าอาจจะรู้สึกว่าไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ สามคือคนที่อยู่ในพื้นที่อื่นอาจมา “สวมสิทธิ์” ก็ได้เพราะได้เงิน 500 บาทเห็นๆ

ผมก็เลยคิดออกอีกวิธีหนึ่ง

2. ออกแคมเปญ “ใช้ Easy Pass ขึ้นทางด่วนพระราม 9 ช่วง 6:30-9:30 ฟรีตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2561”

ในเมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์รัฐบาลก็มักประกาศให้คนขึ้นทางด่วนและมอเตอร์เวย์ฟรีอยู่แล้ว เราจะใช้ไอเดียที่คล้ายคลึงกันมาดึงให้คนหันมาใช้ Easy Pass ได้รึเปล่า?

โดยเราประชาสัมพันธ์เนิ่นๆ ตั้งแต่เดือนธันวาคมเลยก็ได้ เดือนมกราคมก็จะได้คนสมัคร Easy Pass เพิ่ม พอเดือนกุมภาพันธ์ เราก็ให้คนที่มี Easy Pass ใช้ทางด่วนฟรี (ด่าน 50 บาทขาเข้าช่วง 6:30-9:30) กันถ้วนหน้า

ส่วนใครยังยินดีจะจ่ายเงินสดก็แสดงว่าเขาเสียสิทธิ์ที่จะประหยัดเงินไป 900 บาท (50 บาท x 18 วันทำงาน)

ด้วยแคมเปญนี้ ทุกคนที่ใช้ Easy Pass จะได้สิทธิ์เท่าเทียมกันหมด วิธีคุมก็ง่ายคือตั้งให้ด่าน Easy Pass 50 บาทนี้ไม่คิดเงินในช่วงเวลา 6:30-9:30 ของวันทำงาน ซึ่งทำให้คนที่อยู่ในพื้นที่อื่นๆ ไม่มีแรงจูงใจที่จะมาสวมสิทธิ์เหมือนวิธีแรก

การทางพิเศษจะสูญเสียรายได้ไป 900 บาท x 7,860 คัน = 7.1 ล้านบาท ดูเหมือนจะเยอะ แต่รายได้ปีที่แล้วของการทางพิเศษคือ 13,500 ล้านบาท และปีนี้น่าจะแตะ 15,000 ล้านบาท รายได้ที่หายไปจึงเป็นเพียง 0.05% เท่านั้น

แถมการทางพิเศษจะได้ประโยชน์อีก 3 ทาง

1. รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากรถที่เคยวิ่งแต่ทางธรรมดาที่หันมาขึ้นทางด่วน เพราะทางด่วนเร็วกว่าจริงๆ

สมมติว่าแคมเปญนี้ ทำให้คนที่เคยวิ่งแต่ข้างล่างหันมาขึ้นทางด่วนเพิ่มขึ้นซัก 1,000 คัน การทางพิเศษก็จะถอนทุนคืนได้ภายในเวลาเพียง 5 เดือน

2. ราคาหุ้นที่ขึ้นเพราะมีความสามารถในการรับลูกค้าและทำกำไรมากกว่าเดิม บวกกับภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นเพราะได้ออกแรงช่วยแก้ปัญหารถติด

3. การเจรจาขอความสนับสนุนจากรัฐบาล เพราะเรากำลังช่วยเพิ่มผลิตภาพเป็นมูลค่าถึง 600,000 บาทต่อวันหรือ 150 ล้านบาทต่อปี (คิดเฉพาะวันทำงาน)

จะทำยังไงให้คนเปลี่ยนใจมาใช้ Easy Pass ถึง 3,000 คน?

ผมไม่แน่ใจว่าคนที่ยังยินดีจ่ายเงินสดอยู่มีเหตุผลอะไรบ้าง แต่ถ้าให้เดาก็น่าจะประมาณนี้

1. ไม่อยากจ่ายค่ามัดจำบัตร Easy Pass
2. กลัวทำ Easy Pass เสียหายแล้วต้องชดใช้
3. กลัวจะโดนทุบรถเอา Easy Pass ไป
4. กลัวเครื่องหักเงินผิด
5. Sensor ตรงด่านบางทีก็ไม่ทำงาน
6. สมัครลำบาก
7. ใช้ Easy Pass ไปก็ต้องเจอรถติดเหมือนเดิมอยู่ดี

ขอตอบ 5 ข้อแรกรวมๆ แล้วกันครับว่าเดี๋ยวนี้เขาไม่เก็บค่ามัดจำบัตรแล้ว ส่วนเรื่องถ้าบัตรพังแล้วจะโดนปรับนั้นก็โอกาสน้อยมากๆ ผมใช้มา 3 ปีแล้วยังไม่เจอปัญหาเลย และถึงจะมีปัญหาที่เกิดจากการใช้งานปกติก็ไม่โดนปรับครับ 

ผมยังไม่เคยได้ยินว่าใครโดนทุบรถขโมย Easy Pass เรื่องคิดเงินผิดผมก็ยังไม่เคยเจอ และถ้าไม่สบายใจจริงๆ เราก็สามารถขอให้เขาส่งรายงานการหักเงินมาให้เราตรวจได้ ส่วนปัญหา Sensor ไม่ทำงานนั้น ใช้ 100 ครั้งอาจจะเกิดขึ้นซัก 2-3 ครั้งเท่านั้น ซึ่งก็จะมีเจ้าหน้าที่ก็มาช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

แต่ละวันมีคนใช้ Easy Pass เกิน 6 แสนเที่ยว ถ้าของมันแย่อย่างที่กลัวคงไม่มีคนใช้เยอะขนาดนี้ครับ

ผมขอตอบสองข้อสุดท้ายโดยละเอียด

สมัคร Easy Pass ลำบาก
อันนี้ผมเห็นด้วย เพราะจะสมัครได้ต้องไปสมัครบนทางด่วน ซึ่งเราจะมีโอกาสผ่านมาทางนี้จริงๆ ก็เฉพาะวันทำงานเท่านั้น คนส่วนใหญ่จึงรู้สึกว่ามันยุ่งยากเกินไป

แต่ถ้าการทางพิเศษมีสิ่งจูงใจเช่นขึ้นทางด่วนฟรีตลอดเดือนกุมภาพันธ์ ผมเชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยน่าจะรู้สึกอยากสมัคร Easy Pass ขึ้นมาบ้าง คราวนี้เราก็แค่ทำให้การสมัครมันง่ายขึ้นเท่านั้นเอง

เราสามารถประชาสัมพันธ์ง่ายๆ ด้วยการแจกใบปลิวตรงด่านเก็บเงินสด ชักชวนให้คนสมัคร Easy Pass เพื่อรับสิทธิพิเศษขึ้นทางด่วนฟรีตลอดเดือนกุมภาพันธ์ โดยบนใบปลิวมี QR Code แปะไว้ด้วย

พอสแกน QR Code (ใช้โปรแกรม LINE เหมือนตอนเพิ่มเพื่อน) มันก็จะพาเราไปที่ใบสมัครที่เราอาจใช้ Google Forms สร้างขึ้นมาฟรีๆ หน้าตาประมาณนี้

https://goo.gl/vvMrP2

เมื่อเรากรอกเรียบร้อยแล้ว ก่อนวันนัดหมายสองวันก็จะมีอีเมลแจ้งเตือนให้มารับ Easy Pass

จุดรับ Easy Pass ก็อาจจะเป็นสถานที่อย่าง The Nine หรือ Homepro พระราม 9 โดยเปิดให้บริการเฉพาะกิจวันเสาร์-อาทิตย์ตลอดเดือนมกราคมรวมเป็นเวลา 8 วัน หากวันหนึ่งรับสมัครได้ 400 คน ก็จะรับคนได้เพิ่มถึง 3200 คน

ขั้นตอนก็ควรจะง่ายดาย เพียงนำบัตรประชาชนพร้อมสำเนามาแสดง เมื่อเช็คว่าข้อมูลที่ได้กรอกเอาไว้ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ก็ชำระเงินและรับบัตร Easy Pass ไปได้เลย กระบวนการทั้งหมดน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที

ถ้าคนสมัคร Easy Pass ไม่ครบ 3000 คน รถก็ติดเหมือนเดิมอยู่ดี
ใช่ครับ ถ้าคนเปลี่ยนไปใช้ Easy Pass แค่ไม่กี่สิบหรือไม่กี่ร้อยคน สถานการณ์ย่อมไม่มีอะไรดีขึ้นมา

คำถามคือคุณจะเลือกเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หรือจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทางออก

เพียง 3,000 คนเปลี่ยนมาใช้ Easy Pass ชีวิตคนอีก 18,000 คนจะดีขึ้นทันที ประหยัดเวลามวลรวมได้ 6,000 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 1,500,000 ชั่วโมงต่อปี

ถ้าคุณยังจำความรู้สึกที่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ ซักอย่างในเดือนตุลาคมนี้ ผมคิดว่าการหันมาใช้ Easy Pass เป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดแล้ว

ดังนั้น ไม่ว่าการทางพิเศษจะออกแคมเปญอย่างที่ผมเสนอไปหรือไม่อาจไม่ใช่สาระสำคัญ ถ้าคิดแล้วว่าดีมีประโยชน์ ก็สามารถเดินหน้าได้เลย

จะช้าจะเร็ว คนก็คงค่อยๆ หันมาใช้ Easy Pass อยู่แล้ว เหมือนที่เราเปลี่ยนจาก Blackberry มาใช้ Smartphone หรือเปลี่ยนจาก Whatsapp มาใช้ LINE เพียงแต่ถ้าเราปล่อยไปตามธรรมชาติ อาจต้องใช้เวลาอีก 5 ปี แต่ถ้าเราใส่ใจและช่วยกันออกแรงซักนิด อาจใช้เวลาเพียง 5 เดือนก็ได้

แน่นอน ขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าคือคำตอบระยะยาว เหตุผลที่เขียนบล็อกนี้ขึ้นมาจึงไม่ใช่เพื่อสนับสนุนให้คนใช้รถยนต์ แค่ต้องการจะตอบคำถามที่ว่า มีอะไรที่ผมพอจะทำได้ ณ ตอนนี้ เพื่อช่วยให้ชีวิตเพื่อนร่วมชาติรวมถึงชีวิตของตัวเองดีขึ้น

ด้วยการเขียนบล็อกนี้ ผมเชื่อว่าผมได้ทำหน้าที่ของผมแล้ว

คราวนี้ก็ถึงตาคุณแล้วครับ


ร่วมลงชื่อรณรงค์ให้คนหันมาใช้ Easy Pass ผ่าน Change.org:  https://goo.gl/Cgqfrg

ขอบคุณภาพจาก Bo Pimmanont on Twitter

สิ่งที่อาจมีประโยชน์กว่า Passion

20101021_passion

คือความอดทนรอให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมัน

Patience and time do more than strength or passion.
-Jean de La Fontaine

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็นิยมจุดไฟให้ลุกโชนด้วยการค้นหา passion ของตัวเองให้เจอ

จนคนที่ไม่รู้ว่า passion ของตัวเองคืออะไรก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเราผิดปกติรึเปล่า

Passion มันดีตรงที่ทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังอยากลุกขึ้นมาทำโน่นทำนี่

แต่ยิ่ง passion ร้อนแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสจะมอดเร็วขึ้นเท่านั้น เปรียบเหมือนไฟที่ยิ่งลุกโชนก็ยิ่งทำให้ฟืนหมดเร็ว

บางทีการมี passion ที่ไม่ร้อนแรงอาจเป็นคุณมากกว่า (ชื่อเล่นของมันคือ curiosity – ความสนใจ) เพราะมันอาจมากพอให้เราเริ่มทำอะไรซักอย่าง และน้อยพอที่เราจะไม่คาดหวังอะไรมากนัก

พอไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง พอไม่ผิดหวัง ก็เลยยังมีแรงทำต่อ

พอทำอย่างสม่ำเสมอ และใจเย็นพอที่จะรอให้การกระทำผลิดอกออกผล ก็เลยสำเร็จครับ

นิทานใบชา

20171020_tealeaves

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีชายหนุ่มที่พบกับความผิดหวังคนหนึ่งมาที่วัด พบกับพระอาจารย์แล้วเล่าระบายทุกข์ให้ฟังว่า

“เฉกเช่นคนอย่างข้าพเจ้าซึ่งผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า มีชีวิตก็เพียงแค่อยู่ไปวันๆ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย”

พระอาจารย์นั่งนิ่งอย่างสงบและสำรวม ฟังชายหนุ่มคนนั้นรำพึงรำพันและทอดถอนใจ ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่สั่งพระที่เป็นอุปัฏฐากว่า

“ประสกท่านนี้เดินทางมาแต่ไกล ไปหาน้ำอุ่นมาสักกาซิ”

เมื่อพระนั้นยกกาน้ำอุ่นมาให้ พระอาจารย์จึงหยิบใบชามาใส่ไว้ในแก้ว แล้วรินน้ำอุ่นลงในแก้ว พลางยื่นแก้วนั้นให้กับชายหนุ่ม แล้วพูดว่า

“ประสก เชิญดื่มชาก่อน”

ชายหนุ่มก้มหน้าลงมองแก้วชานั้น เห็นไอความร้อนลอยอ้อยอิ่งออกมาเล็กน้อย มีใบชาลอยขึ้นมาอยู่นิ่งๆ

ชายหนุ่มถามขึ้นอย่างๆไม่เข้าใจว่า “ทำไมวัดนี้ถึงใช้น้ำอุ่นชงชา?”

พระอาจารย์ไม่พูดอะไร เพียงแต่แสดงทีท่าว่า “ดื่มชาก่อนเถอะ”

ชายหนุ่มนั้นจึงจำใจยกชาขึ้นมาจิบไปสองสามครั้ง

พระอาจารย์ถามว่า “ชานี้คงจะหอมซินะ”

ชายหนุ่มนั้นจึงค่อยๆ ยกชาขึ้นมาจิบเพื่อลิ้มรสอย่างช้าๆ พลางส่ายหัวพูดว่า

“นี่เป็นชาอะไรครับ ความหอมสักนิดก็ไม่มี”

พระอาจารย์ยิ้มพลางและพูดว่า

“นี่เป็นใบชาชื่อดังที่ชื่อว่ากวนอิมเหล็ก ทำไมถึงไม่หอมล่ะ”

ชายหนุ่มนั้นเมื่อได้ฟังว่าเป็นใบชารสเลิศที่ชื่อกวนอิมเหล็กก็รีบยกแก้วขึ้นมาแล้วใช้ลมเป่าเศษใบชาที่ลอยอยู่ออก แล้วค่อยๆ จิบเพื่อลิ้มรสชาติใหม่ แล้ววางแก้วลงพลางยืนยันอีกว่า

“ไม่มีกลิ่นชาแม้แต่สักนิดจริงๆ”

พระอาจารย์จึงสั่งพระอีกรูปหนึ่ง ให้เอาน้ำเดือดมาอีกกา

เมื่อกาน้ำร้อนมาแล้ว พระอาจารย์จึงหยิบใบชาใส่ลงในแก้วอีกใบหนึ่ง เติมน้ำร้อนลงไป แล้วยกไปวางไว้ข้างหน้าชายหนุ่ม ชายหนุ่มนั้นก้มหน้ามองไปที่แก้วน้ำใบนั้น ก็เห็นใบชาในแก้วลอยขึ้นลง ไปตามแรงวนของใบชา แล้วสักครู่ก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบชาลอยขึ้นมาแตะจมูก ชายหนุ่มนั้นเผลอยกขึ้นมาสูดกลิ่น

พระอาจารย์พูดขึ้นมาว่า “ช้าก่อน พ่อหนุ่ม”

พลางเติมน้ำร้อนลงในแก้วเพิ่มขึ้นอีก ชายหนุ่มนั้นก้มหน้าลงมองแก้วน้ำ ก็เห็นใบชาเหล่านั้นลอยขึ้นและจมลงหมุนวนคละไปทั่ว พร้อมกับได้กลิ่นหอมอ่อนของใบชาลอยอบอวลขึ้นมานอกแก้วชา พระอาจารย์เติมน้ำร้อนเพิ่มลงในแก้วอีกหลายครั้งจนน้ำเต็มแก้ว พลางถามว่า

“ประสก ทำไมใช้ใบชาชนิดเดียวกัน ทำไมกลิ่นชาถึงแตกต่างกัน?”

“ใบหนึ่งใช้น้ำอุ่นชง อีกใบหนึ่งใช้น้ำเดือดชง เพราะใช้น้ำที่แตกต่างกัน หนุ่มนั้นตอบ

“ใช้น้ำที่ต่างกัน การลอยของใบชาก็แตกต่างกัน ใบชาที่ใช้น้ำอุ่น ใบชาจะ ลอยเอื่อยๆ ไม่มีการลอยแล้วจม แล้วใบชาจะแผ่กระจายความหอมออกมาได้อย่างไร?

แต่ใบชาที่ชงกับน้ำเดือด ผ่านน้ำร้อนครั้งแล้วครั้งเล่า ใบชาจมแล้วก็ลอย ลอยแล้วก็จม ลอยๆ จมๆ ใบชาก็จะแผ่ขจายกลิ่นหอมของฝนที่รับมาจากฤดูใบไม้ผลิ ความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ได้ในฤดูร้อน ความเย็นสงบในหน้าหนาว

คนมากมายในโลกนี้ มีอะไรไม่เหมือนชาเล่า คนที่ไม่เคยผ่านร้อนผ่านหนาว ใช้ชีวิตให้ผ่านไปวันๆ ไปเรื่อยๆ  ก็เหมือนกับใช้น้ำอุ่นชงชา ใบชาลอยไปเสมอกัน ไม่สามารถกลั่นเอาความหอมและปัญญาออกมาได้

และคนที่ต้องพบกับอุปสรรคและทุกข์ลำเค็ญอดมื้อกินมื้อ พบกับความโชคร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เหมือนใบชาที่ชงกับน้ำร้อนครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาผ่านวันเวลาฝ่าลมฝนพายุที่ขึ้นๆ ลงเสมอมา ทำให้ชีวิตของพวกเขาค่อยๆ กลั่นความหมาย สวนกระแสขึ้นมาเหมือนใบชา

—–

ขอบคุณนิทานจาก What Am I.net รวมหลายเรื่องจากเวบไซต์ อกาลิโก

คนทำผิดต้องได้รับการลงโทษ

20171019_justice

แต่ถ้าเราทำผิด เราสมควรได้รับความเห็นใจ

“When someone wrongs us, we want the maximum amount of punishment. But when we do wrong, we want the maximum amount of understanding and forgiveness.”
— someone on Humans of New York

เพราะคนเรามีสามมาตรฐาน

มาตรฐานที่ใช้กับคนอื่น มาตรฐานที่ใช้กับคนใกล้ตัว และมาตรฐานที่ใช้กับตัวเอง

พอเราเห็นข่าวนักการเมืองทำไม่ดี เราจึงไม่รีรอที่จะตำหนิ แต่พอเราทำไม่ดีบ้าง เราจะบอกตัวเองว่า “ใครๆ เขาก็ทำกัน”

ปีที่ผ่านมา เราเห็นผู้นำชุมนุมทางการเมืองของหลายฝ่ายถูกพิพากษาว่าทำความผิด ต้องชดใช้ค่าเส่ียหายทั้งในด้านตัวเงินและอิสรภาพ

ถ้าเราฝักใฝ่ฝ่ายใด เราจะมองว่ามันเป็นเรื่องสมควรแล้วที่อีกฝ่ายได้รับการลงโทษ แต่การที่ฝ่ายเราต้องโดนลงโทษด้วยนั้นเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมเลย เพราะเราสู้เพื่อความถูกต้อง

แต่ทุกคนก็คิดว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้องทั้งนั้น

และถึงจะรู้ตัวว่ามันไม่ค่อยถูกต้อง เราก็ยังหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของเราได้อยู่ดี

“When someone wrongs us, we want the maximum amount of punishment. But when we do wrong, we want the maximum amount of understanding and forgiveness.”

ถ้านิทานเรื่องนี้พอจะสอนอะไรได้บ้าง ก็คงเป็นความตระหนักที่ว่าเรามักจะเข้มงวดกับคนอื่นและผ่อนปรนกับตัวเองเสมอ

ครั้งหน้าถ้าเจอใครทำอะไรไม่ถูกต้องอีก ก่อนจะเอ่ยคำประณาม ลองใช้โอกาสนี้กลับมาสำรวจตัวเองก็น่าจะดีนะครับ

เคล็ดลับความก้าวหน้าเหนือคนอื่น

20171018_gettingahead

คือการเริ่มต้น

“The secret of getting ahead is getting started.”
-Mark Twain

จริงๆ แล้วชีวิตก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย

หิวก็กิน อิ่มก็พัก ง่วงก็นอน

ถ้าอยากก้าวหน้า ก็แค่ต้องเริ่มต้น

ถ้าอยากก้าวหน้าเร็วกว่าคนอื่น ก็แค่ต้องเริ่มต้นให้เร็วกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่าที่คิด

เพราะคนส่วนใหญ่เอาแต่คิด ไม่ได้เริ่มทำซักที

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกเมื่อสองปีที่แล้ว ผมยังรู้สึกเลยว่าน่าจะเริ่มเร็วกว่านี้ บล็อกเกอร์คนอื่นๆ เขาไปถึงไหนกันแล้ว

แต่เพียงเริ่มต้น และทำมันอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถเขียนบล็อกครบ 1,000 ตอนและมีหนังสือของตัวเองได้

เพราะฉะนั้นไม่มีการเริ่มต้นที่สายเกินไป

มีแต่จะเริ่มหรือไม่เริ่มเท่านั้นเอง