10 เรื่องที่ได้เรียนรู้จากคุณรวิศ Srichand

20171223_rawit
ที่ Wongnai เราจะมีกิจกรรม Wongnai WeShare ทุกสองสัปดาห์ เพื่อเชิญ “คนเจ๋งๆ” จากหลากหลายวงการมาเล่าเรื่องราวเพื่อเปิดโลกทัศน์และความคิดของพนักงานที่วงในครับ
.
เมื่อวานนี้เราได้รับเกียรติจาก “คุณแท็บ” รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ของศรีจันทร์ เจ้าของเพจ Mission to The Moon และนักเขียน Bestseller หลายเล่มอาทิเช่น คิดจะไปดวงจันทร์อย่าหยุดแค่ปากซอย และ อย่าปล่อยให้ใครฆ่าวาฬของคุณ (กำลังจะออกเล่มใหม่เร็วๆ นี้)
.
คุณแท็บเป็นนักเล่าเรื่องที่สนุกมาก ได้ทั้งสาระและความบันเทิงไปเต็มๆ ผมเองว่าจะเขียนสรุปบทเรียนเสียหน่อย แต่เผอิญ “หลุยส์” เอกลักษณ์ วิริยะโกวิทยา ซึ่งเป็น COO ของ Wongnai ได้เขียนบทสรุปไว้ในเฟซบุ๊คส่วนตัวของเขาเรียบร้อยแล้ว ผมเลยขออนุญาตหลุยส์เพื่อนำบทสรุปนั้นมาแชร์ในบล็อกนี้ครับ
.
เชิญรับชมได้โดยพลัน
—–
10 random things ที่ได้เรียนรู้จากคุณ Tab รวิศ (ผู้บริหาร Srichand)
.
เที่ยงวันนี้ คุณรวิศให้เกียรติมาบรรยายที่ Wongnai ใน session “Wongnai We Share” ตอนพิเศษ และนี่คือ 10 ข้อที่ผมคิดว่าน่าสนใจจึงขอเลือกมาแชร์ต่อครับ
.
.
1. “หาคนที่มี purpose เดียวกัน” มาร่วมงาน
.
พนักงานคนที่จะแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ คือ พนักงานที่มี purpose เดียวกับบริษัท/brand ไม่ใช่มองหาแค่ skill/performance (challenge ที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่อง “คน”)
.
2. “ถ่ายทอด-ตอกย้ำ vision อย่างต่อเนื่อง” คือ หน้าที่ของผู้บริหาร
.
สิ่งนี้จะส่งผลต่อ recruitment มากๆ ดีกว่าไปประกาศหาคนทำงานตาม Jobs Board ตรงๆ สาเหตุหนึ่งที่คุณรวิศทำ blog / page mission to the moon ก็เพราะสิ่งนี้
.
3. “story telling ทำงานได้ดีเสมอ แม้ content นั้นจะขายของ 100%”
.
Blog ตอน “บาร์โค้ด อาเฮียที่สุราษฎร์ และ Emma Watson” ซึ่งเขียนโดยมีจุดประสงค์เพื่อหาคนมาร่วมงานกับ Srichand แบบเต็มๆ ก็ส่งผลให้มีคนมาสมัครงานกับ Srichand หลายร้อย resume เลย
.
4. “การแต่งหน้าไปโรงเรียน คือ long term investment” ในมุมมองของวัยรุ่น
.
ยุคนี้ทุกคนมีกล้อง (มือถือ) และพร้อมโพสรูปลง social/internet ที่จะอยู่ไปตลอดกาล ที่สำคัญ คือ รูปของ “เจ้าของกล้อง” สวยสุดเสมอ (ไม่ใช่เรา) ดังนั้นเพื่อลดการ “เสียโอกาส” ในอนาคต เราต้องแต่งหน้าไปโรงเรียน เผื่อว่าคนที่จะมาจีบเรามาดูรูปแล้วจะได้เจอแต่รูปที่เราดูดี
.
5. หากจะทำสิ่งใหม่ ควรร่วมงานกับคนที่มี expertise
.
เพราะ ลูกค้าเชื่อคนที่มี expertise จริงๆ มากกว่าเราแน่นๆ เช่น ตอนที่ Srichand จะทำ product line ใหม่ ที่มีสีสันหลากหลาย ซึ่ง Srichand ไม่มีประสบการณ์ (ไม่เคยทำมาก่อน) จึงตัดสินใจเชิญพี่หมู Asava (เจ้าพ่อ fashion) มาช่วยออกแบบ Color Creation Collaboration
.
6. ฟังลูกค้า ทำของที่ตอบโจทย์ลูกค้า อย่าคิดเองเออเอง
.
ฟังเซลล์ ฟังยี่ปั๊ว คนที่ใกล้ชิดลูกค้า หรือคุยกับลูกค้าเอง แล้วทำ product ที่ลูกค้าอยากได้ อาจจะใช้ เครื่องมือ 5 whys analysis หรือ research แบบ observe-immerse-interview (อย่างระมัดระวัง) Srichand ก็เคยคิดเองเออเองกันในห้องประชุมแล้วเจ๊งมาหลายตัวแล้ว (ขายไม่ออก)
.
7. เรื่องสินค้าไทย brand ไทย ยังเชื่อว่ามีโอกาส
.
ตลาด fashion ไทยที่รวมตัวกันทำจนสำเร็จแล้ว ห้องเสื้อ designer ไทย ขายชุดละ 2-3 หมื่น ก็มีคนซื้อ
.
8. หากดราม่า ให้แก้ปัญหาอย่างจริงใจ และรวดเร็ว
.
Srichand เคยมีเคสดราม่ากับ influencer คุณรวิศ post อธิบายภายใน 6 ชม. และโทรสายตรงหา influencer ร่วม 100 คน เพื่ออธิบาย และ clear ด้วยตัวเอง จนตอนนี้หลายๆ คนได้กลับมาร่วมงานกัน
.
9. ตลาด cosmetic กำลังจะถูก disrupt อย่างรุนแรง รอดูได้เลย
.
มีที่ inefficency ใน value chain เยอะมากๆ ตัวอย่าง เช่น shelf space ที่จำกัด แม้ว่าทาง brand จะมีความสามารถ ในการ offer variety ได้หลากหลายสุดๆ (เช่น 50 สี ต่อหนึ่ง product) แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เพราะติดเรื่อง shelf space และสิ่งนี้ยังส่งผลโดยตรงถึงผู้บริโภคให้โดนลด choice ไปอีกด้วย! (โดยบังคับให้ต้องเลือกวางแต่สีที่ขายดี) .. ตอนนี้เสียเงินค่าที่วาง มากกว่าค่า marketing ซะอีก
.
10. ตอนนี้ Srichand เริ่มลงทุนใน tech แล้ว!
.
ต่อเนื่องจากข้อ 9 Srichand อยู่ในตลาดนี้ จึงเริ่มขยับตัว ซึ่งยอมรับว่ายาก และเป็น challenge เรื่องล่าสุดที่กำลังพยายามจัดการอยู่ .. โปรดรอติดตามกัน!
.
.
อ่านเพิ่มเติม:
.
– เรื่องของ “บาร์โค้ด อาเฮียที่สุราษฎร์ และ Emma Watson” >> https://www.facebook.com/marketingeverythingbook/posts/591641387707109:0
– ติดตามโพสของคุณรวิศได้ที่ page “Mission to the Moon” >> https://www.facebook.com/marketingeverythingbook
.
#wongnai #weshare
.
.
ที่ Wongnai เราให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คนของเรา” หนึ่งในกิจกรรมจัดอย่างต่อเนื่อง คือ Wongnai WeShare ซึ่งเชิญทั้งพนักงานเราเองมาแชร์เรื่องที่น่าสนใจ (ให้คนเล่าได้ฝึกพูดด้วย) สลับกับการเชิญวิทยากร “ตัวจริง” จากข้างนอกมา “เปิดโลก” ให้ซึมซับประสบการณ์ที่หลากหลาย เพื่อ “connect the dots” สร้าง #impact กับการทำงานในยามที่ถึงเวลา
.
*** Wongnai – “Super Lifestyle Platform สำหรับคนไทย” ที่ต้องการ “เชื่อมต่อสิ่งดีๆ เข้าสู่ผู้คน” (Connect people to good stuff) กำลังโต และต้องการขยายทีมอย่างรวดเร็ว มีตำแหน่งงานที่เปิดอยู่กว่า 40 ตำแหน่งในทุกแผนก ดูตำแหน่งงาน และสมัครเข้ามาร่วมงานกับทีมขนาด 200 คน หรือแชร์ให้เพื่อน/คนที่น่าจะสนใจได้ที่ ***
.
.
>> https://careers.wongnai.com/
— at Wongnai Media.
—–

นิทานหนอนสามตัว

20171223_threeworms

เมื่อวานวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในพุ่มไม้ใกล้ริมคลองแห่งหนึ่ง มีหนอนอยู่สามตัว

พวกมันคลานมาจากที่ไกลๆแห่งหนึ่ง ตั้งใจจะข้ามคลองแห่งนี้ไปอีกฝั่งหนึ่งที่มีดอกไม้บานสะพรั่งอยู่ทั่วบริเวณ

ตัวที่หนึ่งพูดว่า “พวกเราต้องหาสะพานให้เจอก่อน ถึงจะคลานข้ามสะพานไป”

ตัวทีสองพูดว่า “บริเวณนี้เป็นที่รกร้างนอกเมือง ที่ไหนจะมีสะพาน? พวกเราสร้างเรือคนละลำ แล้วลอยข้ามคลองไปดีกว่า”

ตัวที่สามพูดว่า “พวกเราเดินทางไกลมาไม่น้อยแล้ว รู้สึกเหนื่อยเต็มทีแล้ว ควรจะพักที่นี่สักสองวันก่อน”

หนอนอีกสองตัวประหลาดใจ พูดขึ้นว่า “พักก่อนหรือ? ตลกสิ้นดี ไม่เห็นหรือว่าฝั่งนั้น มวลน้ำหวานและเกสรดอกไม้โดนผู้อื่นดูดหมดแล้ว เราต่อสู้และผ่านอุปสรรคมาแล้วเท่าไหร่ เพียงเพื่อมานอนอยู่ตรงนี้หรือ?”

ขณะที่พูดยังไม่ทันขาดคำ หนอนตัวแรกก็คลานไปที่ทางเดินริมคลองเพื่อจะหาสะพานข้ามไปฝั่งนั้น ส่วนหนอนตัวที่สองก็คลานไปใต้ต้นไม้ เพื่อหาใบไม้ที่ร่วงหล่นมาทำเป็นเรือ

หนอนตัวที่สามคิดในใจว่า “หากได้ดื่มน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ฝั่งนั่นคงจะสุขไม่น้อย แต่ข้าเหนื่อยเหลือเกิน ขอพักก่อนแล้วกัน” คิดแล้วก็ก็คลานขึ้นไปบนต้นไม้ที่สูงที่สุด จนเจอใบที่เหมาะๆ แล้วนอนเล่นอยู่ตรงนั้นจนผลอยหลับไป

ไม่รู้เวลาล่วงเลยไปแล้วเท่าไหร่ และไม่รู้ว่าฝันเห็นอะไรบ้าง รู้แต่ว่าเมื่อรู้สึกตัวขึ้นมา ตัวเองก็ได้กลายเป็นผีเสื้อที่สวยงามตัวหนึ่ง ปีกของมันงดงามและบางเบา แค่กระพือปีกเบาๆ ก็บินข้ามไปฝั่งนั้นได้

ขณะนั้น ดอกไม้กำลังบานอย่างสวยงาม เกสรทุกดอกส่งกลิ่นและรสหอมหวาน เวลานั้นมันคิดถึงเพื่อนอีกสองตัวขึ้นมา แต่บินวนหาจนรอบก็ไม่เจอแม้เงา

ที่แท้เพื่อนสองตัวนั้น ตัวหนึ่งเดินหาสะพานจนสิ้นลม ส่วนอีกตัวหนึ่งก็จมน้ำลงไปพร้อมกับเรือลำน้อย

บางทีความมุ่งมั่นที่เปี่ยมล้นเกินอาจทำร้ายเราได้เหมือนกัน


ขอบคุณนิทานจาก What Am I.net : นิทานเซ็น

ขับรถยามค่ำคืน

20171222_drivenight

เราทุกคนน่าจะเคยขับรถตอนกลางคืน

ทัศนียภาพมันไม่ได้ชัดเหมือนตอนกลางวัน

ความสว่างของไฟรถ อาจช่วยให้เราเห็นทางข้างหน้าได้ไม่เกิน 50 เมตร จะเปิดไฟสูงก็เกรงว่ารถที่สวนมาจะด่าเอา

แต่แม้เราจะเห็นทางแค่ 50 เมตร ก็เพียงพอแล้วให้เราขับรถต่อไป เพราะเรารู้ว่าจะไปไหน รู้ว่าถนนเส้นนี้พาเราไปถึงสถานที่นั้น  และแม้ต้องเจอหลุมเจอบ่อ เราก็เชื่อว่าน่าจะหักหลบทัน

การใช้ชีวิตก็เป็นอย่างนั้น

เราไม่ควรปฏิเสธการออกเดินทางเพียงพอเพราะทัศนียภาพมันไม่ชัดเหมือนตอนกลางวัน

เพราะเอาเข้าจริงมันไม่เคยชัดหรอก เห็นได้เต็มที่ก็แค่ 50 เมตรนี่แหละ

แต่เห็นทีละ 50 เมตรก็เพียงพอแล้ว แค่รู้ว่าตอนนี้ต้องทำอะไร พรุ่งนี้จะทำอะไร สัปดาห์นี้จะทำอะไรก็พอแล้ว

ขอแค่รู้ว่าเป้าหมายของเราคือที่ไหน และคอยสำรวจว่าถนนที่เราขับอยู่มันน่าจะใช่เส้นทางที่พาไปสู่จุดหมายนั้นรึเปล่า

ถ้าบางครั้งมันจะเลี้ยวผิดบ้างก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะมันม่ีจุดให้ยูเทิร์นอยู่ตั้งหลายจุด

ขอแค่อย่าซิ่งเกินไป และขับอย่างมีสติ

จะช้าจะเร็ว ก็ต้องถึงปลายทางครับ

เราโกหกได้เนียนที่สุด

20171220_liebest

ตอนที่เราโกหกตัวเอง

“We lie best when we lie to ourselves.”
-Stephen King

โกหกว่าเราทำงานนี้เต็มที่แล้ว

โกหกว่าที่เราไม่ก้าวหน้าเพราะเจ้านายไม่ดี องค์กรแย่ เศรษฐกิจตก ฯลฯ

โกหกว่าหน้าฉันยังเด้งอยู่หลังใส่ฟิลเตอร์ในเซลฟี่

โกหกว่าขออีก 5 นาที

โกหกว่าศีลธรรมของเราสูงกว่าคนที่เรากำลังรุมประณาม

โกหกว่าพรุ่งนี้จะไปวิ่ง

โกหกว่าปีหน้าจะเลิกบุหรี่

โกหกว่าเขาคงไม่ได้ตั้งใจ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ครั้งแรก

โกหกว่าเราขาดเขาไม่ได้

โกหกว่าเรายังรักเขาอยู่

โกหกว่าไม่มีเวลา

โกหกว่าไม่มีเงินทุน

โกหกว่าไม่มีความรู้

โกหกว่าเราแก่เกินไป

โกหกว่าเราเด็กเกินไป

โกหกว่า “เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น” แต่ยังทำตัวเหมือนเดิม

“We lie best when we lie to ourselves.”

เนียนที่สุด บ่อยที่สุด

ถ้าเบื่อที่จะถูกหลอก วันนี้ลองเลิกโกหกตัวเองดูซักวันนะครับ

เมื่อหยุดบ่นความสุขก็มา

20171219_stopcomplaining

He who avoids complaint invites happiness.
-Abu Bakr

น่าสนใจนะครับว่า อะไรที่ทำให้คนๆ หนึ่งเป็นคนขี้บ่น

เพราะมาตรฐานสูง เพราะพูดมาก เพราะมองโลกในแง่ร้าย เพราะอายุที่มากขึ้น

หรือเพราะลึกๆ แล้วเป็นเพราะเรามองว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น?

เพราะเราอาจรู้สึกว่าถ้าเป็นเราทำ เราจะทำได้ดีกว่านี้แน่ๆ ส่วนคนอื่นนั้นใช้ไม่ได้ เราก็เลยหงุดหงิดใจว่าทำไมรอบตัวเรามีแต่คนที่กระจอกกว่าเราเต็มไปหมด

หรือถ้ามองลงไปอีกชั้นหนึ่ง เราบ่นเพราะลึกๆ เราต้องการกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง เช่นเราอาจจะทำอะไรได้ไม่ดี แต่เพื่อหันเหความสนใจของคนอื่นและแม้กระทั่งตัวเราเอง เราเลยต้องหยิบยกเรื่องไม่ดีของคนอื่นขึ้นมาบ่นเสียก่อน

ผมเชื่อว่าเราทุกคนต้องเคยผ่านการเป็น “คนขี้บ่น” มาแล้วทั้งนั้น แม้บางคนจะแค่บ่นในใจก็เถอะ

คนขี้บ่นนั้นก็มีข้อดี เพราะเขาจะมองเห็นปัญหาต่างๆ ชัดมาก ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเป็นปัญหา

แต่การบ่นนั้นเป็นพลังงานลบ จึงควรทำแต่น้อยเท่าที่จำเป็น แล้วเปลี่ยนมาตั้งคำถามว่า “แล้วเราจะทำอะไรเพื่อให้มันดีขึ้นได้บ้าง?”

เปลี่ยนจากนักบ่นเป็นนักกู้สถานการณ์ แล้วมาสนุกกับการร่วมแก้ปัญหากันดีกว่าครับ