คนฉลาดทำอย่างแรก

20180503_atonce

ในสิ่งที่คนโง่ทำอย่างสุดท้าย

The wise man does at once what the fool does finally.
-Niccolo Machiavelli

ถ้าจะเขียนให้เป็นภาษาไทยจริงๆ ก็ต้องเขียนว่า สิ่งที่คนฉลาดทำทันที คือสิ่งที่คนโง่จะทำเป็นอย่างสุดท้าย

สิ่งที่คนฉลาดจะทำโดยไม่รีรอ:-

งานยากๆ

กล่าวคำขอโทษ

แก้ไขข้อผิดพลาด

วางแผนการเงิน

ช่วยเหลือคนอื่น

ดูแลสุขภาพ

สำรวจว่าตัวเองยังบกพร่องตรงไหนบ้าง

ให้เวลากับครอบครัว

ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมด คนโง่จะไม่ยอมทำจนกว่าสถานการณ์จะบีบคั้นให้จำเป็นต้องทำ

ในทางกลับกัน สิ่งที่คนโง่ทำเป็นอย่างแรกๆ ก็อาจจะเป็นสิ่งที่คนฉลาดทำเป็นเรื่องท้ายๆ ครับ

พรีเซนต์ให้ดีด้วยเทคนิค Mr.Bean

20180502_mrbean

สองสัปดาห์ที่แล้วแฟนผมต้องเตรียมขึ้นพรีเซนต์ทิศทางของทีมต่อหน้า MD และเหล่าผู้จัดการทีมร่วมร้อยคน ที่สำคัญต้องพรีเซนต์เป็นภาษาอังกฤษซึ่งเธอไม่เคยทำมาก่อน

ต้องพูดวันจันทร์บ่าย กว่าจะทำสไลด์เสร็จก็วันจันทร์เช้า แฟนโทร.มาหาผมตอนพักเที่ยง บอกว่าไม่ค่อยมั่นใจเอาซะเลย

ผมเลยเล่าเรื่อง Mr.Bean ให้เธอฟัง

—–

มิสเตอร์บีนเป็นซิทคอมจากเกาะอังกฤษที่โด่งดังมากในช่วงทศวรรษที่ 90

คาแรคเตอร์ของมิสเตอร์บีนคือทึ่มๆ เห็นแก่ตัว ชอบทำอะไรเองคนเดียวแต่ก็ไม่เคยรู้สึกเหงา (อาจเพราะไม่มีเพื่อนมานาน) และไอ้ความไม่ค่อยฉลาดของเขานี่แหละที่ทำให้เกิดฉากฮาๆ มากมาย

คนที่แสดงนำเป็น Mr.Bean คือ Rowan Atkinson (โรวัน แอตคินสัน) แต่คุณรู้มั้ยครับว่าเขาใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าสู่วงการบันเทิงได้ โดยช่วงแรกๆ แอตคินสันพยายามไปคาสติ้งเล่นละครเวทีแต่ก็ไม่ติดกับเขาซักที เพราะนอกจากหน้าตาจะไม่ชวนมองแล้วเขายังเป็นคนพูดติดอ่างอีกต่างหาก!

การพูดติดอ่างอาจจะเป็นอุปสรรคสำหรับหลายอาชีพ แต่สำหรับอาชีพนักแสดงนี่น่าจะเป็นจุดตายเลยก็ว่าได้ เพราะแค่คิดว่าตัวเอกในละครพูดตะกุกตะกักก็เสียอารมณ์คนดูแล้ว

จุดเปลี่ยนของแอตคินสันเกิดขึ้นตอนที่เขาเขียนบทละคร Mr.Bean ขึ้นมาเอง แล้วค้นพบว่า เวลาเขาเล่นเป็น Mr.Bean เขาหยุดพูดติดอ่างได้เฉยเลย!

—–

ผมเลยบอกแฟนไปว่า บางทีเธอต้องลองสวมบทบาทเป็นคนอื่นดู ผมให้เธอนึกถึงพี่ที่ทำงานเก่าคนหนึ่งที่พรีเซนต์เก่งมาก แล้วให้จินตนาการตอนขึ้นพูดว่าเธอคือพี่คนนั้น จะพูดอย่างไร ความเร็วแค่ไหน ท่ายืนและภาษามือจะเป็นยังไง และที่สำคัญคือจะพูดด้วยความรู้สึกอย่างไร

ปรากฎว่าเย็นนั้นแฟนโทร.มาบอกว่าเอาเทคนิคไปใช้แล้วเวิร์ค พูดได้ดีกว่าที่คิด แถมได้รับโหวตเป็น 1 ใน top 3 speakers ของวันนั้นด้วย

หากใครไม่มั่นใจเรื่องการพรีเซนต์เอาซะเลย ลองนำเทคนิคมิสเตอร์บีนไปใช้ดูนะครับ

—–

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

อย่าถามว่าเราต้องการอะไรจากชีวิต

20180501_whatiwantfromlife.png

ให้ถามว่าชีวิตต้องการอะไรจากเรา

Instead of asking, “What do I want from life?” a more powerful question is, “What does life want from me?”
-Eckhart Tolle

James Altucher เคยถาม Tony Robbins ว่าทำยังไงเราถึงจะมีพลังชีวิตมากกว่านี้

โทนี่ตอบว่า You gotta find something that you value more than yourself – คุณต้องหาสิ่งที่คุณให้ค่ามากกว่าตัวเอง

เพราะถ้าเราคิดถึงแต่ตัวเอง เราก็จะวนอยู่กับเรื่องไม่กี่เรื่อง อยากมีเงินเยอะๆ อยากมีรถหรูๆ ขับ อยากกินของอร่อยๆ อยากมีรองเท้าสวยๆ ใส่

แต่เมื่อเราได้มันมาหมดแล้ว เราอาจจะพบเพียงความเปล่าดายเหมือนที่หลายคนเคยพบก็ได้

แต่ถ้าจุดโฟกัสเราใหญ่กว่าตัวเราเอง เช่นอยากทำอะไรดีๆ เพื่อใครซักคน หรืออยากทำงานบางอย่างให้สำเร็จ เราน่าจะมีแรงฮึดมากกว่า โดยเฉพาะในเวลาที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ เพราะอย่างน้อยเราก็ตอบตัวเองได้ว่าเราเหนื่อยไปเพื่ออะไร

What does life want from me?

คือคำถามที่ควรหมั่นถามตัวเองอยู่เสมอ จะได้ไม่เสียโอกาส

เพียงแค่เราได้อ่านบทความนี้ เราก็โชคดีกว่าคนหลายพันล้านคนแล้ว เพราะนั่นแสดงว่าเราอ่านออกเขียนได้ มีไฟฟ้าใช้ และมีอินเตอร์เน็ต

มาเปลี่ยนโชคดีให้กลายเป็นคุณค่า ด้วยการทำอะไรที่ไปไกลเกินกว่าตัวเรากันครับ

ชีวิตดีด้วยกฎ FPM

20180430_fpm

เมื่อเกือบสามปีที่แล้ว ผมเขียนเรื่องกฎ 2 นาที* ที่บอกว่า อะไรก็ตามที่ใช้เวลาไม่เกิน 2 นาทีให้ทำไปเลย ไม่ต้องรอ

กฎนี้ตอนฟังครั้งแรกอาจรู้สึกเฉยๆ แต่ถ้าได้ลองนำไปใช้ดูจะรู้เลยว่ามันมีประโยชน์มาก เพราะมันมีโอกาสได้ใช้ตลอดทั้งวัน รู้เลยว่าที่ผ่านมาเรามักง่ายบ่อยแค่ไหน

สัปดาห์ที่ผ่านมาตอนออกไปวิ่ง ก็คิดกฎขึ้นมาได้อีกข้อหนึ่ง ซึ่งน่าจะมีโอกาสได้ใช้บ่อยเหมือนกัน

กฎนี้มีหลักการง่ายๆ ว่า จงทำให้ตัวเองในอนาคตเหนื่อยน้อยที่สุด – minimize the pain of your future self.

ผมยังคิดชื่อไทยแบบกระชับไม่ออก เลยขอเรียกว่ากฎ FPM ไปพลางๆ (Future Pain Minimization)

กฎ FPM นั้นใช้ได้กับทั้งเรื่องเล็ก-เรื่องใหญ่ ทั้งเรื่องงาน-เรื่องส่วนตัว

ยกตัวอย่างเช่นเราเพิ่งประชุมเสร็จ เราเลือกได้ว่าจะเขียนสรุปการประชุมวันนี้ จะเขียนวันหลัง หรือจะไม่เขียนสรุปการประชุมเลย

ถ้าเขียนวันนี้ เราอาจจะใช้เวลาแค่ 10 นาที เพราะทุกอย่างยังสดใหม่อยู่ในสมองของเรา

แต่ถ้าเขียนพรุ่งนี้ เราอาจต้องใช้เวลาถึง 20 นาที เพราะต้องใช้พลังมากขึ้นในการรื้อฟื้น แถมรายละเอียดอาจตกหล่น

และถ้าไม่เขียนเลย งานต่างๆ อาจไม่เดิน สัปดาห์หน้าต้องมานั่งนับหนึ่งใหม่แถมโดนหัวหน้าตำหนิอีกต่างหาก

ดังนั้น ถ้าเราอยาก minimize ความเจ็บปวดของตัวเราในอนาคต เราควรจะเขียนสรุปการประชุมเสียตั้งแต่วันนี้

อีกตัวอย่างหนึ่ง

การเขียนบทความวันละตอนบน Anontawong’s Musings เป็นเรื่องท้าทายมาก และผมจะเครียดทุกครั้งหากจะหมดวันแล้วยังไม่มีเรื่องเขียน

ดังนั้นถ้าจะทำตามกฎ FPM ผมก็ควรจะมีบทความล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งวัน ซึ่งบทความ FPM นี้ก็เขียนในวันอาทิตย์เพื่อจะนำปล่อยวันจันทร์ และจะเขียนเพิ่มอีกสองบทความเพื่อจะได้มีบทความในสต็อคให้ไม่ต้องกังวลใจ

อีกตัวอย่างหนึ่ง

เวลาทะเลาะกับแฟน เราเลือกได้ว่าจะยึดมั่นว่าเราไม่ผิด แต่ก็ต้องเผชิญกับความอึดอัดและความกดดันไปอีกหลายวัน หรือเราจะขอโทษและพยายามปรับความเข้าใจ

ถ้าเรานำ FPM มาใช้ เราก็จะเลือกทางหลัง

มีคนมากมายที่ดำรงชีวิตสอดคล้องกับกฎ FPM

คนที่ประหยัดและหัดลงทุน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องการเงินในอนาคต

คนที่ยอมเหน็ดเหนื่อยออกกำลังกายในตอนนี้ ก็เพื่อที่จะมีร่างกายที่แข็งแรง ไม่ต้องเจ็บปวดกับการเจ็บป่วย และเจ็บปวดกับการเสียเงินรักษาพยาบาล

หรือแม้กระทั่งคนที่ปฏิบัติภาวนา ก็เป็น FPM ขั้นสุด เพราะเขามุ่งหวังว่าจะลดความทุกข์ที่มีค่าเป็นอนันต์ในสังสารวัฎให้เหลือศูนย์โดยเร็วที่สุด

ดังนั้น ในแต่ละวัน เมื่อต้องเผชิญกับการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ลองถามตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังจะทำมันจะช่วย minimize pain สำหรับตัวเราเองในอนาคตรึเปล่า

เพราะทุกคนรักตัวเองและไม่มีใครชอบความทุกข์

ใช้ชีวิตด้วยกฎ FPM น่าจะช่วยให้เราถอยห่างจากความทุกข์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ครับ

—–

กฎ 2 นาทีหรือ The 2-minute rule มาจาก David Allen ผู้เขียน Getting things done

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ชั่วโมงหัวแตก

20180430_pieces

ใครเคยได้ยินคำว่า “เบี้ยหัวแตก” บ้างมั้ยครับ?

ผมเพิ่งรู้จักกับคำนี้ก็ตอนเรียนมหาลัยแล้ว เพื่อนเล่าให้ฟังว่า ที่คนชอบเล่นแชร์เพราะมันได้เงินหลักหมื่น ซึ่งเป็นเงินก้อนไปลงทุนทำอะไรให้งอกเงยได้ ต่างจากเงินหลักร้อย หลักพัน เป็นเบี้ยหัวแตก ที่เอาไปทำอะไรมากไม่ค่อยได้ มันจึงมักถูกจับจ่ายใช้สอยไปกับสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต

ผมว่าคอนเซ็ปต์เบี้ยหัวแตกนี่ก็เอามาใช้กับเวลาได้เหมือนกันนะครับ

ถ้าเราสามารถกันเวลาวันละ 1-2 ชั่วโมงเพื่อจดจ่อกับงานใดงานหนึ่งได้ (Cal Newport เรียกมันว่า Deep Work) งานชิ้นนั้นมันจะเป็นการลงทุนที่กลับมาส่งผลดีกับเราในภายหลัง

ยกตัวอย่างที่ผมเขียนบทความซีรี่ส์ Sapiens 20 ตอน ที่แต่ละตอนใช้เวลาเขียนไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง เขียนเสร็จไปเป็นปีแล้วก็ยังมีคนเข้ามาอ่านอยู่ตลอด

แต่ถ้าแต่ละวันเรามีแต่ “ชั่วโมงหัวแตก” เราจะทำงานเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลย

ยกตัวอย่างเช่นวันที่เรามีประชุมเยอะๆ ติดๆ กันจนเหลือเวลาว่างนั่งโต๊ะแค่คราวละ 10-15 นาที สิ่งที่เราทำได้คือจับจ่ายมันไปกับการเช็คอีเมลและเล่นเฟซบุ๊ค

ดังนั้น เราควรจะหลีกเลี่ยงชั่วโมงหัวแตกให้มากที่สุด เช่นนัดประชุมแค่ช่วงบ่ายเท่านั้น เพื่อจะได้มีเวลาช่วงเช้าไว้ทำงาน Deep Work

ส่วนถ้าวันไหนไม่สามารถหลีกเลี่ยงการประชุมเยอะๆ ได้จริงๆ เราก็ควรจะวางแผนว่าจะเอางานไร้สมองขึ้นมาทำให้เสร็จมากที่สุดในวันนี้ เพื่อที่วันอื่นๆ จะได้ไม่ต้องมากังวลกับงานเล็กน้อยเหล่านี้อีก

เบี้ยหัวแตกยังพอเก็บเข้าธนาคารให้กลายเป็นเงินก้อนได้

แต่ชั่วโมงหัวแตกนั้นผ่านแล้วผ่านเลย จึงต้องบริหารให้ดีๆ ครับ