Threshold ของความสำเร็จ

20180903_threshold

ใครที่เรียนฟิสิกส์หรือสายวิศวกรรมมา จะรู้ว่าค่า threshold (เทรชโฮลด์) คือค่าต่ำสุดที่จะก่อให้เกิดการรับรู้หรือการเปลี่ยนแปลง

เช่นหูของคนเราไม่สามารถได้ยินเสียงบางคลื่นความถี่ได้ จนกว่าความดังจะขึ้นถึงระดับ threshold ก่อน เช่นเสียง 1000 Hz ต้องดังประมาณ 4 เดซิเบลก่อนที่หูของเราจะได้ยินเสียงนั้น

เราสามารถเอา threshold นี้มาประยุกต์ใช้ได้กับหลายเรื่องในชีวิตในฐานะ “ราคาขั้นต่ำที่ต้องจ่ายกว่าจะได้อะไรมา”

และราคานั้นมักจะมีชื่อว่าความล้มเหลวหรือความผิดพลาด

ยกตัวอย่างเช่น เวลาหัดปั่นจักรยานสองล้อ เราอาจต้องล้มอย่างน้อย 20 ครั้งถึงจะเริ่มทรงตัวบนจักรยานได้

หรือเวลาเราต้องโทร.ไปขายของลูกค้า เราอาจต้องโดนปฏิเสธประมาณ 10 ทีก่อน ถึงจะมีคนนึงยอมฟัง

หรือเวลาเราต้องเตรียมตัวขึ้นพูดเวทีใหญ่ เราอาจต้องซ้อมอย่างน้อย 5 รอบก่อนที่จะเริ่มมีความมั่นใจว่าจะงานนี้จะไม่ล่ม

ล้ม 20 ครั้ง โดนปฏิเสธ 10 ที ซ้อม 5 รอบ เหล่านี้ล้วนเป็นค่า threshold หรือราคาที่เราต้องจ่ายกว่าจะได้สิ่งที่เราต้องการมา

ดังนั้น การผิดพลาดหนึ่งครั้งจึงมีความหมายเท่ากับเราเข้าใกล้ความสำเร็จขึ้นอีกหนึ่งก้าว

น่าเสียดายที่ระบบการศึกษาสอนให้เรากลัวความผิดพลาด ต้องทำถูกเยอะๆ เท่านั้นถึงจะได้เกรด 4 เป็นสิ่งตอบแทน และถ้าทำผิดเยอะเกินไปก็จะได้การซ้ำชั้นเป็นการลงโทษ

เราเลยโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่กลัวความผิดพลาด พะวงนั่นพะวงนี่จนไม่กล้าทำอะไรที่ออกจาก comfort zone เหมือนเป็นนักมวยที่เอาแต่เต้นฟุตเวิร์คหนีคู่ปรับ หนียังไงก็ไม่มีทางชนะ เผลอๆ ถูกจับแพ้ด้วยข้อหาชกไม่สมศักดิ์ศรี

ดังนั้น อย่ากลัวที่จะผิดพลาด ยิ่งพลาดเยอะยิ่งดี เพราะทุกความสำเร็จมีค่า threshold ของมันอยู่

สะสมแต้มครบเมื่อไหร่ ความสำเร็จก็เป็นสิ่งที่พึงหวังได้แน่นอน

บางทีมันก็ไม่มีครั้งต่อไป

20180902_nonexttime

“Sometimes there is no next time.”
-Anonymous

และเราก็ไม่มีโอกาสรู้ด้วยว่านี่คือครั้งสุดท้ายหรือไม่

เราล้วนแต่มีเพื่อนในวัยเด็กที่เคยเล่นด้วยประจำ และในวันหนึ่งเราก็ได้ออกไปเล่นกับเพื่อนคนนี้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะไม่ได้พบเจอกันอีกเลย

ชีวิตจึงเต็มไปด้วยการพลัดพรากและลาจาก บางทีก็จากเป็น บางทีก็จากตาย

มีคนเคยบอกว่าบนบ่าขอเราทุกคนมีแมงป่องพิษร้ายเกาะอยู่ มันชูหางพร้อมจะต่อยเราทุกเมื่อ ปัญหาก็คือเราไม่มีทางรู้เลยว่ามันจะต่อยเมื่อไหร่

สิ่งเดียวที่ทำได้ คือมีสติกับปัจจุบัน ใส่ใจคนที่อยู่ตรงหน้า บอกในสิ่งที่อยากบอก และไม่หลอกตัวเองว่าเอาไว้คราวหน้า

เพราะ “คราวหน้า” นั้นเป็น finite number ที่มีจำนวนจำกัด

และในบางที ชีวิตก็ไม่มีครั้งต่อไปครับ

นิทานเพชรพลอย

20180831_diamonds

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในบรรดาอัญมณีทั้งหลาย เพชร ได้ชื่อว่ามีค่าที่สุด และราคาแพงที่สุด ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เพชรมีความหยิ่งผยอง ถือตัวว่าเด่นที่สุดไม่มีใครเกิน มันมักจะพูดกับพวกพลอยสีต่างๆ ว่า

“พวกเธอมันเป็นแค่พลอย สู้ฉันไม่ได้ ฉันทั้งสวยทั้งแกร่ง จนใครๆ ยกให้เป็นอัญมณีที่งดงามที่สุด ราคาแพงที่สุด เวลาใครจะแต่งงานก็ต้องนำฉันไปหมั้นหมายคู่รัก เขาถือว่าฉันเป็นสัญลักษณ์ของความรักและการแต่งงาน ไม่มีใครอยากได้พลอยหรอก”

พวกพลอยรู้สึกไม่พอใจคำพูดของเพชร พลอยสีแดงจึงเอ่ยขึ้นว่า

“แต่ในโลกนี้ พวกฉันมีมากกว่าเธอ และคนในโลกนี้ก็นำฉันไปทำเป็นเครื่องประดับมากกว่าเธอ พวกฉันจึงมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง”

“ก็เพราะเธอราคาถูกน่ะซิ แถมหาได้ง่ายๆ ใครๆ ก็เลยมีกันไว้เยอะแยะ แต่สำหรับฉันนั้นหายาก ต้องคนรวยเท่านั้นจึงจะครอบครองได้” เพชรพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย

พลอยสีน้ำเงินจึงโต้ตอบไปว่า “พลอยสีน้ำเงินอย่างฉันก็หายากเหมือนกัน บางครั้งก็มีราคามากกว่าพวกเพชรซะอีก”

ทั้งเพชรและพลอยต่างถกเถียงกันไปมาว่าใครดีกว่าใคร จนกระทั่งนกฮูกที่อยู่บนต้นไม้ใกล้ๆ ซึ่งนิ่งฟังการโต้เถียงอยู่นาน ก็พูดขึ้นว่า

“ได้โปรดฟังฉันหน่อย เพชรและพลอย เธอทั้งคู่จะมาทะเลาะโต้เถียงกันทำไม ว่าใครดีกว่าใคร ตอนนี้ฉันว่าไม่มีใครดีไปกว่าใครหรอก”

ทั้งเพชรและพลอยได้ยินดังนั้น ก็พูดขึ้นพร้อมกัน “ไม่จริงหรอก”

“จริงสิ” นกฮูกตอบ “เพราะตอนนี้พวกเธอทั้งสองก็อยู่ในดินเหมือนกัน มีสภาพไม่ต่างอะไรกับเม็ดดินเม็ดกรวดเม็ดทราย ถ้าไม่มีคนมาเจอพวกเธอ ทั้งเพชรและพลอยก็ไม่มีค่าอะไรทั้งนั้น และสำหรับฉันแล้ว พวกเธอไม่มีค่าอะไรแม้แต่นิดเดียว สู้หนอนตัวหนึ่งก็ไม่ได้ เพราะฉันยังได้กินเป็นอาหาร”

เมื่อได้ฟังนกฮูกพูด เหล่าเพชรและพลอยก็คิดขึ้นได้ จึงต่างสงบปากสงบคำ และตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครพูดว่าใครดีกว่ากันอีกเลย

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม

ไปเล่นตามเกมเขาเราก็แพ้สิ

20180830

ประโยคนี้พี่ต่อ ฟีโนมีน่า เคยพูดเอาไว้ตอนมาพูดที่ Wongnai

พี่ต่อหมายถึงว่า หนังฮอลลีวู้ดที่เขาใช้งบประมาณมหาศาล เอฟเฟ็กต์อลังการดาวล้านดวง เมืองไทยไม่ควรพยายามไปทำหนังแบบนั้นกับเขา แต่ควรทำหนังในแบบที่เราถนัด ในแบบที่มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้

เพราะถ้าไปเล่นตามเกมเขาเราก็แพ้เท่านั้น

ผมว่าแนวความคิดนี้เอามาใช้กับด้านอื่นๆ ในชีวิตได้เช่นกันนะครับ

เช่นในที่ทำงาน ถ้ามีคนเล่นการเมืองเก่ง หรือยั่วโมโหเก่ง ถ้าเราลงไปทะเลาะ ลงไปสู้กับเขา เราก็เปลืองตัว เพราะเขาเป็นคนแบบนั้นและชั่วโมงบินสูง ในขณะที่จริตของเราไม่ได้เอื้อให้ไปเล่นเกมอะไรแบบนั้น

การลงทุนก็เช่นกัน ต้องรู้ตัวว่าเราเหมาะกับการลงทุนแบบไหน ถ้าเห็นอะไรฮอตๆ ก็เฮโลไปโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ เราก็จะกลายเป็นแค่เบี้ยหรือแมงเม่าตัวหนึ่งเท่านั้นเอง

สำรวจตัวเองให้ดี หาต้นทุนให้เจอว่าอะไรคือสิ่งที่เราเด่น อะไรคือสิ่งที่เหมาะกับเรา แล้วลงเล่นเกมที่ตัวเองถนัดหรือแม้กระทั่งสร้างเกมของตัวเองขึ้นมา

จะได้ไม่ต้องเจ็บช้ำกับเกมที่เราเป็นผู้แพ้อยู่ร่ำไปครับ

อย่าให้ความไม่รู้เป็นจุดสิ้นสุด

20180829_notknowing

ขอให้มันเป็นจุดเริ่มต้น

อย่าคิดว่า เพราะจบบัญชีมา แล้วจะเขียนโปรแกรมไม่ได้

อย่าคิดว่า ตอนเด็กๆ ไม่เก่งวิชาศิลปะ แล้วตอนนี้จะวาดรูปให้สวยไม่ได้

อย่าคิดว่า เป็นคนขี้อาย แล้วจะพูดต่อหน้าคนมากๆ ไม่ได้

อย่าเอาอดีตมาเป็นตัวกำหนดว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

เพราะตัวเราในอดีตตายไปตั้งนานแล้ว

สมองมนุษย์นั้นยืดหยุ่นอย่างมหัศจรรย์ ขอแค่เพียงเราตั้งใจ ลองเล่น ลองฝึกฝน เดี๋ยวมันก็เป็นเองครับ

—–

เสาร์ที่ 1 กันยายนนี้ Time Management Workshop มีคนถอนตัว ทำให้มีที่ว่าง 2 ที่ – รอบเช้าหนี่งที่ (9:30-12:30) รอบบ่ายหนึ่งที่ (13:30-16:30) หากใครสนใจลงเรียนรบกวนทัก inbox มานะครับ