กับดักของทางเลือก

20190912

คือเรามักจะชอบนึกว่ามีแค่สองทาง

ในโบรชัวร์ชี้ชวนให้เรียน MBA ของมหาลัยเมืองนอกแห่งหนึ่ง มีภาพของอาคารเรียนที่ดูขลัง สนามหญ้าเขียวชอุ่ม หนุ่มสาวหลายเชื้อชาติล้อมวงคุยกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

ในโบรชัวร์บอกว่า การเรียน MBA คือการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะแม้จะเสียค่าเล่าเรียน $100,000 แต่ในระยะเวลา 30 ปี คนที่เรียน MBA จะมีรายได้สะสมมากกว่าคนที่ไม่ได้เรียน MBA ถึง $400,000

พูดง่ายๆ ก็คือการเรียน MBA ทำให้เรามีกำไรถึง $400,000-$100,000 = $300,000 เลยทีเดียว

แต่คำชี้ชวนเช่นนี้มีหลุมพรางด้วยกันถึง 4 ประการ

หนึ่ง คนที่เรียน MBA มักเป็นคนทะเยอะทะยานและทำงานเก่งอยู่แล้ว ดังนั้นถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เรียน MBA ก็น่าจะมีรายได้มากกว่าคนทำงานปกติอยู่ดี

สอง เวลาสองปีที่เอาไปเรียน MBA นั้นเราต้องหยุดทำงาน และจะสูญเสียรายได้ไปไม่น้อย สมมติว่าสองปีนี้ถ้าเรายังทำงานอยู่เราจะมีรายได้อีก $100,000 นี่คือ “ค่าเสียโอกาส” ที่ต้องถูกคิดรวมอยู่ใน “ต้นทุน” การเรียน MBA ด้วย

สาม 30 ปีเป็นเวลาที่ยาวนานเกินกว่าจะมาคาดการณ์ได้ว่ารายได้ของเราจะเป็นเท่าไหร่ โลกอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไรยังไม่มีใครรู้เลย

สี่ ทางเลือกของเราไม่ได้มีแค่เรียน MBA หรือ ไม่เรียน MBA แต่เรายังมีทางเลือกอื่นๆ อีกมากมาย เช่นอาจเข้าคอร์สหรือเรียนโทสาขาอื่นๆ ที่ค่าใช้จ่ายไม่ได้เว่อร์วังเท่า MBA แต่ยังเพิ่มพูนความรู้ความสามารถให้เราได้

ข้อสี่คือข้อที่เราควรใส่ใจให้มาก เพราะเรามักหลงลืมกัน

เวลาเราเจอโจทย์ เรามักจะมองเห็นแค่สองทางเลือก

เช่นมีพื้นที่รกร้างว่างเปล่าอยู่ในตัวจังหวัด นักการเมืองท้องถิ่นเลยบอกว่าเราควรสร้างสนามกีฬา เพราะยังไงก็ดีกว่าปล่อยพื้นที่ให้ว่างไว้เฉยๆ

แต่ประเด็นที่เราควรคุยกัน ไม่ใช่การเลือกว่าจะปล่อยที่ให้รกร้างหรือจะสร้างสนามกีฬา แต่เราต้องคุยว่า มันมีอะไรอื่นๆ ที่ดีกว่าการสร้างสนามกีฬาด้วยรึเปล่า

หรืออีกตัวอย่างหนี่ง หากเราป่วยเป็นโรคร้ายที่จะทำให้มีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 5 ปี แล้วหมอเสนอว่า หากผ่าตัดจะสามารถรักษาโรคนี้ได้หายขาด แต่การผ่าตัดมีโอกาสสำเร็จเพียง 50%

เราจะเลือกอะไร ระหว่างอยู่ไปอีก 5 ปีแล้วต้องตายแน่ๆ กับผ่าตัดพรุ่งนี้แล้วอาจจะรอดหรืออาจจะตายก็ได้

ซึ่งเป็นคำถามที่ผิด

คำถามที่ถูกคือมีทางเลือกอะไรอีกบ้าง เช่นมันอาจจะมีการรักษาอย่างอื่นที่ไม่ได้ช่วยให้หายขาด แต่จะทำให้เราอยู่ไปได้อีก 10 ปี ซึ่งถึงตอนนั้นก็อาจจะมีการรักษาวิธีอื่นที่ดีกว่าและปลอดภัยกว่าแล้วก็ได้

กับดักของทางเลือก คือเรามักจะติดอยู่กับทางเลือกที่เห็นชัดๆ อยู่ตรงหน้า จนมองไม่เห็นทางเลือกอื่นๆ

นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Alternative Blindness

ทางเลือกจึงมีมากกว่าสองทางเสมอ

จำไว้ให้มั่นเลยนะครับ

—–

สรุปเนื้อหาจากบทหนี่งในหนังสือ 52 วิธีตัดสินใจให้ไม่พลาด โดย Rolf Debelli สำนักพิมพ์ WeLearn

ปัญหาเป็นเพียงคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

20190911

หน้าที่ของเราคือแก้ปัญหา ไม่ใช่เอาตัวเองจมลงไปอยู่กับปัญหานั้น

ถ้าเราสามารถถอยออกมาได้ การแก้ปัญหาจะเป็นอะไรที่สนุกและท้าทาย

แต่ถ้าเราปล่อยให้ปัญหานั้นกลายเป็นตัวเราเสียเอง เราจะทุกข์ใจและทรมาน

ยิ่งปัญหาหนักหนาเท่าไหร่ เรายิ่งต้องถอยออกมาให้ได้

เพราะปัญหาที่ยากเย็นย่อมต้องใช้ใจที่มีสติและมีความสมดุล

ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเราเอาตัวตนกับปัญหามาปนกัน

ปัญหาเป็นเพียงคำถามที่ไม่มีคำตอบ

ไม่มากไปกว่านั้น ไม่น้อยไปกว่านี้

สูดลมหายใจลึกๆ ถอยตัวเองออกมา คิดอย่างช้าๆ

แล้วคำตอบจะปรากฎในเวลาอันสมควรครับ

ทำไมนักบอลชอบประท้วงกรรมการ

20190910

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมนักบอลชอบเถียงกรรมการจังเลย

คนหนึ่งที่เถียงกรรมการบ่อยจนติดตาคือ Roy Keane

รอย คีนคือกัปตันของแมนยูในยุค 90’s ที่คว้าแชมป์เป็นว่าเล่นภายใต้การคุมทีมของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

คีนเป็นที่เล่นบอลดุดันและอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่คีนจะเถียงกรรมการทุกครั้งที่กรรมการเป่าไม่ถูกใจ

ผมดูคีนเถียงแล้วก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า จะเถียงไปทำไม ถึงเถียงให้ตายกรรมการก็ไม่กลับคำตัดสินอยู่ดี

จนมาวันนึงผมจึงถึงบางอ้อ

ว่าการที่คีนเถียง ไม่ใช่เพื่อให้กรรมการกลับคำตัดสิน

แต่เพื่อให้กรรมการมีความลังเลในการเป่าครั้งต่อไป

ช่วงท้ายเกม ในจังหวะ 50:50 ที่กรรมการอาจจะเป่าให้ข้างไหนได้ประโยชน์ก็ได้ หลายครั้งกรรมการเลือกจะเป่าให้แมนยูได้ฟรีคิกหรือได้จุดโทษ

ซึ่งผมเชื่อว่า หนึ่งในแรงผลักดัน / แรงกดดัน ก็คือการประท้วงของคีนหลายครั้งตลอดทั้งเกม

10 ครั้งที่คีนประท้วงก่อนหน้านั้นไม่ได้มีผลอะไร แต่กลับมามีผลในช่วงชี้เป็นชี้ตาย

นิทานเรื่องนี้สอนว่าอะไร?

มันสอนว่า บางทีเราก็ต้อง speak up หรือพูดในสิ่งที่เราคิดบ้าง แม้มันจะไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่จะทำให้ “กรรมการ” ยั้งคิดมากขึ้นในการตัดสินใจครั้งต่อไป

กรรมการที่ว่านี้อาจเป็นเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือคนในครอบครัวก็ได้

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

ถ้ามันต้องฝืนมากๆ มันก็อาจจะไม่ใช่

20190909b

ถ้าชอบใครซักคนแล้วเราต้องเป็นฝ่ายปรับตัวเองอยู่ตลอดเวลา โดยที่อีกฝ่ายไม่คิดจะปรับตัวเข้าหา

ถ้าทำงานแล้วเราต้องทำสิ่งที่ขัดกับนิสัยของเราตลอดเวลา โดยไม่มีวี่แววว่าธรรมชาติของงานนี้หรือวัฒนธรรมขององค์กรนี้จะเปลี่ยนไป

ถ้าต้องเล่นกีฬาที่เราไม่ได้สนุกไปกับมัน แต่ถ่ายรูปออกมาสวยและเป็นกีฬาที่กำลังอินเทรนด์

บางทีก็ต้องหยุดถามตัวเองว่า เราต้องการทำสิ่งนี้จริงๆ รึเปล่า เราพร้อมจะฝืนตัวเองไปถึงเมื่อไหร่ และเราจะฝืนตัวเองไปเพื่ออะไร

กีฬาที่ถูกจริตมีได้มากกว่าหนึ่ง งานที่เหมาะมีได้มากกว่าหนึ่ง คนที่พร้อมเป็นคู่รักมีได้มากกว่าหนึ่ง (แต่ต้องมีทีละหนึ่ง)

ถ้าฝืนมานานและดูท่าทางน่าจะต้องฝืนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป

บางทีมันก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้นะครับ

อยู่ตรงนี้แต่ไม่เคยอยู่ตรงนี้

20190909c

อยู่ที่ทำงานแต่คิดถึงเรื่องที่บ้าน

อยู่ที่บ้านแต่เปิดคอมขึ้นมาทำงาน

อยู่ในห้องประชุมแต่เช็คอีเมล

ช้อนตักข้าวเข้าปากแต่เราอร่อยกับภาพใน IG

อยู่กันพร้อมหน้า แต่สายตาจับจ้องไลน์

เมื่อเราอยู่ตรงนี้ แต่ไม่เคยอยู่ตรงนี้

เหมือนคุยแต่ไม่ได้คุย เหมือนฟังแต่ไม่ได้ฟัง เหมือนกินแต่ไม่ได้กิน

เหมือนจะทำให้ดีทุกอย่าง แต่ทำได้ไม่ดีสักอย่างเดียว