เรารู้จักใครไม่สำคัญเท่าใครรู้จักเรา

20191106b.png

แต่ก่อนเค้าว่ากันว่า Know How ไม่สำคัญเท่า Know Who

คือแค่เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องมี connection ที่ดีด้วย

เป็นความจริงที่ดูโหดร้าย เหมือนโลกนี้มันไม่แฟร์

แต่ถ้าให้มองเหตุผลทางวิวัฒนาการก็อาจจะเมคเซนส์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราย่อมจะกล้าเสี่ยงกับคนที่เรารู้จักและไว้ใจมากกว่าอยู่แล้ว

ดังนั้น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนที่เราทำงานด้วยจึงเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องจำเป็น

ทำงานเก่งแต่เพื่อนไม่รัก ก็ไปได้ไม่ไกล

แต่ถ้าอยากไปให้ไกลยิ่งกว่า คือการระลึกให้ได้ว่า เรารู้จักใครไม่สำคัญเท่าใครรู้จักเรา

เราอาจจะรู้จัก CEO ของบริษัทก็จริง แต่ CEO เขาจำหน้าเราได้มั้ย?

ถ้าคนที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ จำหน้าเราได้ จำชื่อเราได้ หรือแม้กระทั่งนึกถึงเราเวลาคิดอยากได้งานอะไรบางอย่าง เขาก็จะหยิบยื่นโอกาสให้เราอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น การทำ personal branding จึงเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มาก

และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ผมเชียร์หลายๆ คนเขียนบล็อก

การเขียนบล็อก Anontawong’s Musings มันทำให้ผมได้รับโอกาสดีๆ เข้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกหนังสือหรือการได้รับเชิญไปสอนตามองค์กรต่างๆ

ส่วนใครยังไม่ได้อยากจะเปิดตัวต่อสาธารณชนขนาดนั้น อาจจะเริ่มจากแค่ในห้องเรียนหรือในบริษัทก็ได้

ทำยังไงให้คนรู้จักเรามากขึ้น?

ผมคิดว่าวิธีที่ง่ายและลัดสั้นที่สุดคือการอาสาครับ

อาสาจดบันทึกการประชุม อาสาจัดงาน CSR อาสาช่วยงานเลี้ยงบริษัท

ทำอะไรก็ได้ที่เกินขอบเขตของหน้าที่ที่เรามี แล้วชื่อเสียงของเราก็จะออกไปจากขอบเขตที่เราเคยมีเช่นกัน

แถมเราจะได้ทั้ง Know How, Know Who, และ Who Knows Me

ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัวเลยนะครับ

วันนี้มันอาจไม่ได้แย่ขนาดนั้น

20191105b

ใช่ วันนี้อาจมีปัญหาเข้ามากมาย

ไหนจะปัญหาเรื่องงาน ปัญหาเรื่องที่บ้าน จนเราอยากวิ่งหนีไปให้ไกล ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น

แต่ก่อนที่จะทับถมตัวเองจนเกินเลย ลองทำ 2-3 อย่างนี้ดู

– ไปกดน้ำมาดื่ม
– หาขนมอร่อยๆ ทาน
– ไปเดินเล่นซัก 20 นาที

ตอนที่เราเครียด ตอนที่เราไร้สติ เราจะมองเห็นปัญหายิ่งใหญ่เกินจริง

แต่พอได้เบรค ได้เสต็ปถอยหลังมาก้าวนึง สติก็จะกลับมา และเห็นปัญหาตามที่มันเป็น

หยุดพัก-ชาร์จแบตให้ตัวเองเสียหน่อย

แล้ววันนี้อาจไม่ได้แย่อย่างที่เราคิดครับ

อะไรที่ไม่สำคัญก็ไม่ต้องพูดมันออกมาก็ได้

20191105

บางทีบางคำพูดก็สร้างบาดแผลให้กับคนที่เราแคร์โดยไม่ตั้งใจ

ไม่ว่าจะเป็นลูกน้อง มิตรสหาย หรือคนข้างกาย

จะด้วยอารมณ์ชั่ววูบ จะด้วยความสนุกปาก จะด้วยความอยากแซวอะไรก็ตามแต่

เมื่อลองมองย้อนกลับไป การทะเลาะหรือผิดใจกัน มักจะเกิดจากคำพูดที่จริงๆ แล้วเราไม่ต้องพูดมันออกมาก็ได้

แต่เราก็เผลอพูดมันออกไปอยู่ดี และสร้างความเจ็บปวดให้คนฟังเป็นที่เรียบร้อย

โอเค เราอาจบอกว่าเราไม่ได้ตั้งใจ เราไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ เสียหน่อย

แต่เมื่อเขาบอกว่าเราทำให้เขาเจ็บปวดแล้ว เราก็ไม่มีสิทธิ์จะบอกว่าเราไม่ได้ทำ

ถ้าอยากลดความเจ็บปวดที่ไม่จำเป็น ก็ต้องตัดคำพูดที่ไม่จำเป็นออกไปจากชีวิตเสียบ้าง

“A good rule of thumb for any relationship is to leave three unimportant things unsaid each day.”
-Kim Marlone

ก่อนจะพูดอะไรออกไป ขอให้มีสติที่จะถามตัวเอง

ถามว่าจำเป็นรึเปล่า ถามว่ามีประโยชน์รึเปล่า ถามว่ามันอาจทำร้ายใครรึเปล่า

ทำให้ได้วันละสามครั้ง ก็น่าจะช่วยป้องกันบาดแผลทางอารมณ์ได้พอสมควรเลยนะครับ

ไม่ชักช้า ไม่รีบร้อน

20191105c

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมวิ่งจบมาราธอนแรกในชีวิตที่งาน Bangsaen42 ครับ

ได้อะไรมาหลายอย่าง ซึ่งจะมาเล่าให้ฟังในเร็ววัน แต่วันนี้อยากจะมาพูดถึงประโยคที่ผ่านเข้ามาในหัวระหว่างที่วิ่ง:

“ไม่ชักช้า ไม่รีบร้อน”

ถ้าเราชักช้า เอาแต่เดินหรือวิ่งในสปีดต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เวลาที่จะเข้าเส้นชัยก็จะยิ่งกระเถิบออกไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าเรารีบร้อน มุ่งแต่จะทำเวลาหรือแซงคนข้างหน้า ก็อาจจะหมดแรงก่อนถึงเส้นชัยเช่นกัน

การไม่ชักช้า-ไม่รีบร้อนนั้นใช้ได้กับทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจวัตรประจำวัน การทำงาน หรือการจัดการปัญหาที่ผ่านเข้ามา

ไม่ชักช้า จะได้ไม่เสียโอกาส จะได้ไม่ต้องมาอยากเขกหัวตัวเองทีหลัง

ไม่รีบร้อน จะได้ทำอย่างรอบคอบ ทำครั้งเดียวเสร็จ ไม่ต้องกลับมาแก้ให้ล่าช้ายิ่งกว่าเดิมครับ

เป็นเพื่อนกับเวลา

20190411

จริงๆ แล้วเวลาเป็นสิ่งที่เป็นกลางอย่างมาก

ไม่มีใครทำให้เวลาหมุนเร็วขึ้นหรือหมุนช้าลงได้ ต่อให้ร่ำรวยมาจากไหนก็ไม่สามารถซื้อเวลาเพิ่มได้

เวลาไม่เคยชอบพอใครและไม่ได้ชิงชังใครเป็นพิเศษ เพราะมีเวลาเราจึงเติบโต เพราะมีเวลาเราจึงแก่ตาย

แต่แม้ว่าเวลาจะเป็นกลาง เราก็ต้องระวังที่จะไม่พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เวลาเป็นปฏิปักษ์กับเรา

ถ้าเราติดหนี้บัตรเครดิต ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่หนี้บัตรเครดิตยิ่งพอกพูน

ถ้าเราปล่อยปละละเลยเรื่องบางเรื่อง ยิ่งเวลาผ่านไป โอกาสที่เรื่องนั้นจะสร้างความเสียหายยิ่งสูงขึ้น

ถ้าเราสูบบุหรี่กินเหล้า ยิ่งเวลาผ่านไปสุขภาพจะยิ่งทรุดโทรม

ดังนั้น ในเมื่อเวลาต้องผ่านพ้นไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้คือการเป็นเพื่อนกับเวลา

ปลูกต้นอ่อนในวันนี้ อีก 20 ปีเวลาจะเสกให้มันเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา

เริ่มดูแลสุขภาพเสียแต่วันนี้ เมื่อเวลาผ่านไปเราจะแข็งแรงกว่าคนวัยเดียวกัน

เริ่มลงทุนในทรัพย์สินในวันนี้ แล้วเวลาจะสร้างผลกำไรทบต้นให้เราอย่างมหาศาล

เป็นศัตรูกับเวลา แล้วเวลาจะสร้างความทุกข์ยากแสนสาหัส

เป็นเพื่อนกับเวลา แล้วเวลาจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่เราพึงมีครับ