เราต้องพัฒนาตัวเองไปถึงเมื่อไหร่

ปีนี้เป็นปีที่ผมสนใจเรื่องการพัฒนาตัวเองน้อยลงไปพอสมควร แทบไม่ได้อ่านหนังสือหรือฟังพอดแคสต์ในหัวข้อเหล่านี้เลย

คนรอบตัวในโลกโซเชียลยังเขียนเรื่องพัฒนาตัวเองกันค่อนข้างเยอะ มีแนะนำแอปพลิเคชันและเทคนิคต่างๆ เห็นคนไปลงคอร์สและสรุปเรื่องราวที่ได้ฟังจากตัวท็อปในวงการ

ช่วงนี้ผมก็เลยคิดถึงประโยคหนึ่งเป็นพิเศษ เป็นคำของพี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร ที่เคยเปรยกับผมและเพื่อนอีกสองคนไว้เมื่อปีที่แล้วว่า

“บางทีเรียนมาเยอะๆ ก็เอาไปใช้ไม่ทันเหมือนกันนะ”


ผมเพิ่งกลับมาจากเมืองเพิร์ธ ซึ่งอยู่ทางชายฝั่งตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย

ทุกครั้งที่ไปเที่ยวต่างประเทศ ผมมักจะแวะเวียนไปร้านหนังสือ สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือหนังสือประเภท how-to นั้นมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือนิยาย สุขภาพ การเลี้ยงลูกเสียมากกว่า

ถ้าเรากลับมาดูหนังสือแนว how-to ในบ้านเรา จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่แปลมาจากนักเขียนในอเมริกา ญี่ปุ่น หรือไม่ก็เกาหลีใต้

ทั้งสามประเทศนี้มีความเหมือนกัน คือแม้จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ผู้คนก็ยังต้องแข่งขันกันสูง ผิดกับยุโรป ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ที่เราแทบไม่เคยเห็นหนังสือแนว how-to มาจากนักเขียนสัญชาติเหล่านี้เลย ถ้าจะมีเล่มไหนที่โด่งดังหน่อยในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมาผมก็คิดออกแค่เรื่อง Four Thousand Weeks ที่ผู้เขียนเป็นชาวอังกฤษ แต่เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ก็แตกต่างจากฝั่งอเมริกาอย่างชัดเจน

ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และยุโรป น่าจะมี social safety net ที่ดีพอสมควร ประชาชนเลยไม่รู้สึกว่าต้องพยายามเป็นคนที่เก่งขึ้นอยู่ร่ำไป

ผิดกับคนไทย ที่รู้สึกว่าถ้าเราไม่เก่งขึ้น ไม่พัฒนาขึ้นอยู่ตลอดเวลา นั่นคือความเสี่ยงอย่างใหญ่หลวง เพราะเราอาจโดนทิ้งไว้ข้างหลัง


ในหนังสือ “Between Hello and Goodbye. ครู่สนทนา” ของคุณจิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ เคยสัมภาษณ์คุณภิญโญเมื่อปี 2560 เอาไว้ว่า

[ถาม]: คุณคิดว่าหนังสือ ปัญญาอนาคต และ ปัญญาอดีต ขายดีมาก มันเกิดจากการตลาดอันแม่นยำหรือคนกำลังโหยหาปัญญาจริงๆ

[ตอบ]: อาจจะเป็นอย่างหลังมากกว่า สินค้าที่ขายดีตามหลักการตลาดคือสิ่งที่คนไม่มี คุณต้องขายสิ่งที่คนอยากได้แต่เขาไม่มี ถ้าพูดอย่างแหลมคม สิ่งนั้นก็คืออนาคต ประเทศนี้ไม่มีอนาคต เวลาคุยกันในวงเหล้า เราก็คุยกันว่าเฮ้ย ประเทศนี้ไม่มีอนาคต ผมเลยขาย future ไง ขายสิ่งที่คนอยากได้แล้วไม่มีในประเทศ ถามว่าแล้วทำไมยังขายได้เรื่อยๆ ก็ตอนนี้มันยังไม่มีอยู่ (หัวเราะ)


ที่ปากซอยบ้านผมเป็นห้างโลตัส มีพื้นที่จอดรถมากมาย และมีอาคารหนึ่งชั้นที่เคยเป็นเนอสเซอรี่มาก่อน แต่ก็ถูกทิ้งร้างมานาน

เมื่อประมาณต้นปีนี้ ก็มีกิจการมาเปิดใหม่และคึกคักมาก ระดับต้องพึ่งตำรวจจราจรมาช่วยอำนวยความสะดวกช่วงชั่วโมงเร่งด่วน

กิจการที่ว่าคือโรงเรียนกวดวิชาให้เด็กประถม วันที่โรงเรียนเปิดนี่มีพ่อแม่ผู้ปกครองมาอออยู่หน้าอาคารไม่ต่ำกว่า 50 คน เป็นธุรกิจที่มี demand สูงจริงๆ

เมื่อเดือนที่แล้ว พื้นที่ข่าวในเมืองไทยถูกครอบครองด้วยธุรกิจขายตรงแบบ MLM* ที่มีดาราเป็นพรีเซนเตอร์ แต่มีคนเสียหายมากมาย สุดท้ายจึงนำไปสู่การจับกุมเจ้าของและผู้เกี่ยวข้องจำนวนไม่น้อย

ผมเคยได้เข้าไปฟังธุรกิจขายตรงอยู่หลายเจ้า และได้คำตอบว่าเขาไม่ได้ขายสินค้า สิ่งที่เขาขายจริงๆ คือความฝันว่าวันหนึ่งคนธรรมดาอย่างเราจะมีอิสรภาพทางการเงิน

แม้กิจการที่เป็นข่าวจะถูกจัดการไปแล้ว แต่ผมเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะมีกิจการคล้ายๆ กันเกิดขึ้นมาอีก เพราะ “อนาคตที่ดีกว่านี้” เป็นสิ่งที่คนไทยขาดแคลนเสมอ


มีอาจารย์คนหนึ่งเคยเล่าเรื่องติดตลกไว้ว่า

นักเรียนเกรด A จะได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ กลับมาก็รับราชการและออกกฎหมายและกำกับดูแลความเป็นไปในสังคม

นักเรียนเกรด B มักจะทำธุรกิจ ซึ่งก็ถูกควบคุมโดยกฎหมายและกฎกติกาที่เขียนโดยนักเรียนเกรด A

นักเรียนเกรด C โตมาเป็นนักการเมือง แล้วก็ได้รับเลือกตั้ง/แต่งตั้งมาคุมกระทรวง มีนักเรียนเกรด A เป็นลูกน้อง

ส่วนนักเรียนเกรด D นั้นเป็นหมอดู ที่นักการเมืองเชื่อถือและขอคำปรึกษาอยู่เสมอ

นักเรียนเกรด C และ D จึงคุมประเทศ โดยมีนักเรียนเกรด A และ B ทำงานให้


เมื่อประเทศไทยเป็น (เสีย) อย่างนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมหนังสือ how-to ถึงขายดี ทำไมโรงเรียนกวดวิชาถึงมีคนเรียนเยอะ และทำไมธุรกิจที่ใช้ความร่ำรวยเป็นจุดขายและคนธรรมดากลายเป็นเหยื่อจึงจะเกิดขึ้นอยู่ร่ำไป

กลับมาที่คำถามที่ว่า เราต้องพัฒนาตัวเองไปถึงเมื่อไหร่

ผมคิดว่าหากชีวิตวัยทำงานของเราเพิ่งเริ่มต้น การมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองก็ยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เราต้องพึ่งพาตัวเองเพราะเราไม่สามารถฝากความหวังไว้กับรัฐบาลได้มากนัก

แต่หากชีวิตของใครเดินทางมาถึงจุดที่โอเคระดับหนึ่ง เราอาจไม่จำเป็นต้องยึดการพัฒนาตัวเองเป็นสรณะ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในความหมายที่คุ้นเคยในหนังสือ how-to ที่เน้นความ productive และสร้างความร่ำรวย

ไม่อย่างนั้นเราจะเสพติดการพัฒนาตัวเอง กว้านซื้อหนังสือ เข้าคอร์ส ฟังพอดแคสต์ โดยที่เราอาจลืมตั้งคำถามเป็นครั้งคราวว่าที่ “เราวิ่ง” อยู่ทั้งหมดนี้นั้นทำไปเพื่ออะไร

และที่สำคัญกว่านั้น คือเรายังต้องการชุดความรู้เหล่านี้อยู่จริงหรือเปล่า คนที่เราติดตามและยึดว่าเป็นไอดอลนั้นเขาอยู่ stage ชีวิตเดียวกับเราหรือไม่ และสิ่งที่เราขาดไปคือความรู้แน่หรือ?

บางที สิ่งที่เราขาดแคลนอาจไม่ใช่ความรู้ แต่คือสติและความกล้า

กล้าที่จะลงมือทำ กล้าที่จะปฏิเสธ กล้าที่จะดูไม่ดี

เมื่อเราหมั่นตั้งคำถามและมีความชัดเจนกับตัวเอง สิ่งที่เราเคยคิดว่าต้องทำมาโดยตลอดอาจไม่ได้สำคัญขนาดนั้นอีกต่อไปครับ

ความขยันก็เป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่ง

พรสวรรค์มักถูกมองว่าเป็นคำที่สงวนไว้ให้ “คนพิเศษ” เพียงส่วนน้อยในโลกนี้

พรสวรรค์ด้านดนตรี พรสวรรค์ด้านกีฬา พรสวรรค์ด้านวิชาการ เหล่านี้คือบริบทที่เราคุ้นเคยกับคำว่าพรสวรรค์

เราจึงคิดว่าพรสวรรค์เป็นเรื่องไกลตัวและไม่เกี่ยวกับเรา เรารู้แหละว่าโมสาร์ทมีพรสวรรค์ เมสซี่มีพรสวรรค์ ไอน์สไตน์มีพรสวรรค์ แต่คนธรรมดาอย่างเรานั้นไม่ได้มีพรสวรรค์ใดๆ ติดตัวมาหรอก

ผมจึงชอบนิยามของคำว่าพรสวรรค์ที่ Scott Galloway เขียนเอาไว้ในหนังสือ The Algebra of Wealth: A Simple Formula for Financial Security เป็นพิเศษ

เขาบอกว่า พรสวรรค์คืออะไรก็ตามที่เราทำได้ แต่คนอื่นทำไม่ได้หรือไม่ยอมทำ

“Talent is anything you can do that others can’t or won’t”

เมื่อมองผ่านเลนส์นี้ คำว่าพรสวรรค์ก็ดูเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้มากกว่าเดิม

ขยัน ประหยัด มักน้อย สันโดษ สังเกตสังกา อดทน รอได้ ไม่อิจฉา มีมุทิตา เป็นคนตลก อารมณ์ดี เล่าเรื่องสนุก เข้ากับคนง่าย ชอบออกกำลังกาย ไม่เครียด ไม่ติดของแบรนด์เนม ไม่แสวงหาการยอมรับ

หลายเรื่องที่กล่าวมา เราอาจทำได้โดยไม่ต้องพยายาม นั่นแสดงว่ามันเป็นพรสวรรค์ของเรา เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ทำไม่ได้

Galloway ยังมองว่าพรสวรรค์ไม่ใช่แค่เรื่องความสามารถหรือนิสัยใจคอ แต่ยังหมายรวมไปถึงเรื่องทางกายภาพอีกด้วย

ยกตัวอย่างเช่น การที่เราเป็นคนตัวเล็กก็นับเป็นพรสวรรค์ ถ้าเราเป็นนักกีฬาขี่ม้าแข่ง เพราะม้าแบกคนตัวเล็กย่อมวิ่งได้เร็วกว่าม้าแบกคนตัวใหญ่

เมื่อมองแบบนี้ ความสวยก็เป็นพรสวรรค์ได้เช่นกัน

คนอาจจะมองว่าความสวยไม่น่าจะนับเป็นพรสวรรค์ได้ เพราะไม่เห็นต้อง “ลงมือ” ทำอะไรสักอย่าง ไม่เหมือนนักกีฬาหรือนักดนตรี ที่กว่าจะฝึกปรือขึ้นมาจนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ย่อมต้องอาศัยทั้งพรสวรรค์และความพยายาม

แต่ความสวยนั้นไม่ต้องใช้ความพยายามจริงหรือ?

ผมว่าความสวยความหล่อไม่ใช่สิ่งที่ได้มาง่ายๆ โอเคว่าอย่างน้อยพื้นฐานหน้าตาต้องไม่ขี้เหร่ แต่มันก็ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกเช่นการดูแลสุขภาพ วินัยในการกินและดื่ม การแต่งตัว บุคลิก วิธีพูดจา ของเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนทำได้หรือยอมทำ เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความพยายามและการเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ

เราเห็นศิลปินหรือนักแสดงบางคนที่อยู่ในวงการมานานแต่ก็ยังดูดีอยู่ ในขณะที่ดาราร่วมรุ่นพากันโรยราไปหมดแล้ว การที่เขายืนระยะมาได้ขนาดนี้ไม่ใช่ลูกฟลุกแน่นอน

ใครที่เคยคิดว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์ ลองถามตัวเองอีกทีว่าเรามีข้อดีอะไรที่เราเคยมองข้ามไป (และเพราะว่าเรามีมันมาแต่ไหนแต่ไร เราจึงนึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งที่จริงแล้วมีหลายคนที่อยากมีอย่างเรา แต่เขาทำไม่ได้)

อะไรที่เราทำได้ แต่คนอื่นทำไม่ได้หรือไม่ยอมทำ

อะไรที่เราเป็น แต่คนอื่นเป็นไม่ได้หรือไม่ยอมเป็น

หาพรสวรรค์ของเราให้เจอ แล้วใช้พรสวรรค์นั้นสร้างคุณค่าให้กับตัวเราเองและของคนรอบข้างกันครับ

MLM และความน่าจะเป็นที่มันจะสร้างอิสรภาพทางการเงิน

ช่วงนี้หน้าฟีดของผมเต็มไปด้วยข่าวเรื่อง MLM เจ้าหนึ่งที่มีผู้เสียหายมากมายจนรายการดังต้องเชิญผู้เกี่ยวข้องมาพูดคุย

MLM ย่อมาจาก Multi Level Marketing ที่เป็นการขายแบบมีแม่ข่ายที่หาลูกข่ายหรือ downline มาช่วยขายสินค้า ทำให้บริษัทลดค่าโฆษณาเพราะมีเอเจ้นท์นับพันนับหมื่นช่วยหาลูกค้าให้ โดยหวังว่าตัวเองจะสร้างทีมงานได้มากพอที่จะมี passive income และมีอิสรภาพทางการเงิน

ผมเองเคยถูกชวนให้ไปทำ MLM แล้วไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง มีสมัครไปครั้งเดียวแต่ก็ไม่ได้เจ็บตัวอะไรมาก เสียเงินไปหลักพันเท่านั้น ต่างจากผู้เสียหายที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้ที่หมดเงินกันไปเป็นหลักแสน

ช่วงนี้ข่าวเน้นไปที่ตัวละครสำคัญที่มีคนรู้จัก ผมเลยอยากจะชวนดูภาพใหญ่กว่านั้น

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมเคยคุยละเอียดกับอาจารย์ระดับด็อกเตอร์ท่านหนึ่งที่มาชวนผมเป็นดาวน์ไลน์ของ MLM เจ้าหนึ่ง

อาจารย์บอกว่าเพียงผมหาดาวน์ไลน์ให้ได้เดือนละ 1 คน พอครบ 5 เดือนผมก็จะหาดาวน์ไลน์ได้ 5 คน และแต่ละคนก็ไปหาดาวน์ไลน์ 5 คนไปเรื่อยๆ

ทุกคนที่เป็นสมาชิกต้องจ่ายเดือนละ 5,000 บาทในการซื้อของเพื่อรักษาสถานภาพการเป็นสมาชิกนั้น และผมมีโอกาสได้ส่วนแบ่ง 5% จากยอดขายของทุกคนใน “พีระมิด” ของผมถึง 5 ชั้น

ชั้นแรกมี 5 คน
ชั้นสองมี 5^2 = 25 คน
ชั้นสามมี 5^3 = 125 คน
ชั้นสี่มี 5^4 = 625 คน
ชั้นห้ามี 5^5 = 3125 คน

ถ้าผมสร้างพีระมิดของผมครบจริงๆ ผมจะมีคนอยู่ในทีมถึง 5+25+125+625+3125 = 3,905 คน

สมมติว่าทุกคนซื้อของขั้นต่ำเดือนละ 5000 บาท ผมก็จะได้ส่วนแบ่ง 5% = 250 บาทต่อคนต่อเดือน

250 บาท * 3905 คน = 976,250 บาท

ถ้ามี passive income เดือนละเกือบล้าน ก็คงไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว!

แต่เราอาจจะมักน้อย ไม่ต้องสร้างพีระมิด 5 ชั้นก็ได้ สร้างแค่ 4 ชั้นก็พอ ก็จะมีทีมงาน 5+25+125+625 = 780 คน เมื่อคูณค่าส่วนแบ่งคนละ 250 บาทก็ได้จะได้เงิน 195,000 ซึ่งเป็นเลขที่ทำให้เราฝันหวานได้อยู่เหมือนกัน

แต่ถ้าสร้างพีระมิดแค่ 3 ชั้น จะได้เงินส่วนแบ่ง 38,750 ไม่ขี้เหร่ แต่ก็ไม่น่าจะเรียกว่ามีอิสรภาพทางการเงินได้

คำถามก็คือ ในประเทศไทย คนที่มีรายได้พอที่จะจ่ายตังค์เดือนละ 5000 บาทเพื่อรักษายอดนั้นมีกี่คน?

ประเทศไทยมีประชากร 72 ล้านคน อยู่ในวัยทำงาน (23-60 ปี) ไม่เกิน 35 ล้านคน และมีคนจ่ายภาษีเพียง 4 ล้านคนเท่านั้น แถมประมาณครึ่งนึงของ 4 ล้านคนนี้ มีเงินเดือนไม่ถึง 25,000 บาท ซึ่งน่าจะไม่ได้มีรายได้เพียงพอที่จะลงทุนซื้อของมาสต็อค หรือซื้อของทุกเดือนเพื่อรักษาความเป็นสมาชิก

คนที่มีเงินเดือน 25,000 บาทขึ้นไป จึงมีเพียงประมาณ 2 ล้านคน และคงมีไม่เกิน 1 ใน 10 ที่สนใจทำ MLM ดังนั้นจึงมีคน 200,000 คนที่พร้อมเข้ามาในธุรกิจนี้และมีกำลังทรัพย์เพียงพอ

MLM ในตลาดเมืองไทย เอาเฉพาะแค่เจ้าใหญ่ๆ ที่เรารู้จักชื่อก็มีไม่น้อยกว่า 10 เจ้าแล้ว 200,000 คนก็ต้องแบ่งคนกันไปทำ

สมมติว่า MLM เจ้าที่มีคนมาชวนผมมีคนลงมาทำประมาณ 10% หรือ 20,000 คน

แต่ละพีระมิดจะมี 6 ชั้น 1-5-25-125-625-3125 = 3906 คน

ใน 20,000 จะสามารถสร้าง “พีระมิดสมบูรณ์” ได้ไม่เกิน 20,000/3,906 หรือประมาณ 5 พีระมิด (ซึ่งแน่นอนว่าในความจริงแล้วจะมีพีระมิดเกิดขึ้นมากกว่านั้นทับซ้อนกันหลายอัน บางอันอาจจะมีแค่ 2 ชั้น และบางอันอาจจะมีเกิน 5 ชั้นก็ได้)

ยอดพีระมิด ได้เงินเดือนละ 976,250 จะมี 5 คน (1 คน * 5 พีระมิด)

ชั้นที่ห้า ได้เงินเดือนละ 195,000 จะมี 25 คน (5 คน * 5 พีระมิด)

ชั้นที่สี่ ได้เงินเดือนละ 38,750 จะมี 125 คน

ชั้นที่สาม ได้เงินเดือนละ 7,500 บาท มี 625 คน

ชั้นที่สอง ได้เงินเดือนละ 1,250 บาท มี 3125 คน

ฐานพีระมิด ไม่ได้เงินเลย มี 15,625 คน

คนที่ลงเล่นเกมนี้มี 5+25+125+625+3125+15625 = 19,530 คน

คนที่ “สมหวัง” มีอิสรภาพทางการเงินหรือรายได้เกินเดือนละ 200,000 คือยอดพีระมิด 5 คน และชั้นที่ห้าอีก 25 คน รวมแล้ว 30 คน

30/19530 คิดเป็น 0.15% หรือ 15 คนใน 10,000 คน นี่คือโอกาสที่ผมจะมีอิสรภาพทางการเงินกับ MLM เจ้านี้

ส่วนอีก 19,500 คน คิดเป็น 99.85% คือคนที่ต้องผิดหวังต่อไป โดยจะมีประมาณร้อยกว่าคนที่ได้เงินเดือนละเกือบสี่หมื่น ส่วนที่เหลือได้เงินแค่หลักพัน

ถ้าอยากให้ทุกคนที่ฐานพีระมิดซึ่งมีทั้งหมด 15,625 คนสมหวัง แสดงว่าฐานพีระมิดแต่ละคนต้องสร้างทีมใต้เขาให้ได้ 780 คน หรือต้องใช้คนทั้งหมด 15,625*780 = 12,187,500 คน!

ต่อให้ MLM เจ้านี้กินตลาดส่วนแบ่งเพิ่มจาก 10% เป็น 30% แต่โอกาสของคนที่จะมี financial freedom ก็ยังเท่าเดิมอยู่ดี เพราะการคิดค่า commission ก็ยัง 5% ใน 5 ชั้นเหมือนเดิม เพียงแต่เราอาจมีโอกาสได้ไปอยู่บนชั้นบนๆ ของพีระมิดมากขึ้น

คำถามเดียวที่จะทำให้เกมนี้เปลี่ยนได้ ก็คือ “นอกจากลูกข่ายแล้ว ยังมีใครเป็นลูกค้าของ MLM เจ้านี้อีกบ้าง?”

เพราะถ้ามีแต่คนข้างในซื้อกันเอง แต่ไม่มีการใช้สินค้านั้นจริง สิ่งที่จะเกิดก็คือฐานพีระมิดจะอยู่ไม่ได้ และผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งก็จะไม่มีใครพร้อมเข้ามาเป็นฐานพีระมิดอีกต่อไป

แต่ถ้า MLM เจ้านั้นมีฐานลูกค้าอยู่จริงๆ (organic customers) ซื้อสินค้าเพราะจะใช้สอย ไม่ได้ซื้อเพื่อรักษายอดหรือหวังสร้างความร่ำรวย ก็แปลว่าตัวแทนขายน่าจะยังยึดเป็นสัมมาชีพโดยไม่จำเป็นต้องมุ่งสร้างพีระมิดแต่เพียงอย่างเดียว เพราะรายได้สามารถเติบโตจากการขยายฐานลูกค้าที่มีอยู่จริง ไม่ใช่ด้วยการไปหาดาวน์ไลน์มาเติมอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น ถ้าใครมาชวนเราทำ MLM ก็ลองดูให้ดีว่าสินค้านั้นมีคนใช้งานจริงหรือไม่ มีใครรู้จักหรือเปล่า ลองเอาชื่อสินค้าไปเสิร์ชในแอปที่เราใช้ซื้อของเป็นประจำก็น่าจะพอได้เค้าลาง

หากเจอ MLM เจ้าไหนที่เน้นแต่การสร้างดาวน์ไลน์และสร้างความหวังว่าวันหนึ่งเราจะรวย ก็จงตั้งสติให้มั่น

ไม่อย่างนั้นเราจะตกเป็นเหยื่อของกิเลสเราเองครับ

เตือนตัวเองว่าไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้

ผมเคยเขียนถึงหนังสือ Four Thousand Weeks ของ Oliver Burkeman ว่าเป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2022

หนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดในหนังสือเล่มนี้ คือให้เรายอมรับใน “ความจำกัด” ของตัวเอง (finitude)

โลกทุนนิยมชอบสอนว่าเราไม่มีขีดจำกัด เราสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ จะเป็นอะไรก็ได้ เพียงเรายอมจ่ายเพิ่มอีกหน่อยเพื่อให้ได้ของชิ้นนี้มา หรือได้ความรู้ชุดนี้มา แล้ว productivity เราจะสูงขึ้น ชีวิตเราจะดีขึ้น และเราจะ “เอาอยู่” ทุกอย่าง

แต่ไม่ว่าเราจะอ่านหนังสือมากี่เล่ม ลองแอปมาแล้วกี่ตัว ฟังพ็อดแคสต์มาแล้วกี่ตอน ก็ยังไม่เห็นว่าจะจัดการชีวิตได้อยู่หมัดสักที

เพราะพอเราคิดว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวย ชีวิตก็มักจะส่งอะไรที่เราคิดไม่ถึงมาให้เสมอ ดั่งคติพจน์ของชาวยิวที่ว่า

“Mann Tracht, Un Gott Lacht”

“Man plans and God laughs.”

Four Thousand Weeks เลยบอกให้เรายอมรับความจริงที่ว่า วันที่เราจะเป็นคนที่เพอร์เฟ็กต์ ทำทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบนั้นจะไม่มีวันมาถึง เราจะมีงานค้างอยู่เสมอ และเราไม่สามารถทำตามความต้องการของทุกคนได้อย่างไร้ที่ติ

เมื่อยอมรับความจริงข้อนี้ เราจะพบความโล่งใจอย่างประหลาด เพราะเราจะเปลี่ยนบทบาทจากคนที่ทำอะไรเพราะ “ต้องทำ” และ “ควรทำ” เป็นคนที่ทำอะไรเพราะ “อยากทำ” มากขึ้น โดยไม่ต้องมีเหตุผล และไม่มัวกังวลว่าการกระทำนั้นจะทำให้เราเป็นคนดีขึ้นหรือเก่งขึ้นหรือไม่

การตระหนักถึงจุดนี้เป็นเครื่องเตือนสติที่สำคัญสำหรับคนรักการพัฒนาตัวเอง และคนที่เป็น “เดอะแบก” ทั้งในที่ทำงาน ที่บ้าน หรือแม้กระทั่งในที่สาธารณะ

เมื่อเรารู้สึกว่าเราต้องเก่งขึ้นทุกวัน และต้องเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน เราก็อาจรู้สึกว่าเราไม่มีเวลาสำหรับเรื่อง “ไร้สาระ” และไม่อาจแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น

นานวันเข้าเราก็เลยกลายเป็นคนไม่กล้าอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข


ผมนึกถึงฉากหนึ่งที่ผมชอบที่สุดในซีรี่ส์ “รักฉุดใจนายฉุกเฉิน My Ambulance” (2019) ที่นำแสดงโดย ซันนี่ (เป้ง) ใหม่ ดาวิกา (ทานตะวัน) สกาย วงศ์ระวี (ฉลาม) และ ต้าเหนิง กัญญาวีร์ (บะหมี่)

เป้งคบกับทานตะวันมาตั้งแต่สมัยเรียน โดยเป้งมีพลังวิเศษที่หากทานตะวันเรียกหาเป้งเมื่อไหร่ เป้งก็สามารถทะลุมิติไปเจอทานตะวันได้ทันที

แต่ด้วยภาระหน้าที่ของความเป็นแพทย์ ทำให้หมอเป้งไม่ได้ดูแลทานตะวันเท่าที่ควร จนทานตะวันเริ่มมีใจให้ “ฉลาม” แพทย์ฝึกหัด ส่วน “บะหมี่” ที่เป็นคนขับรถพยาบาลก็แอบชอบหมอเป้งมานานแล้ว

ใน EP7 หมอเป้งขอให้บะหมี่ไปช่วยลองแหวน เพราะไซส์นิ้วนางของบะหมี่และทานตะวันใกล้เคียงกัน หมอเป้งตั้งใจจะขอทานตะวันแต่งงาน แต่พอคืนนั้นได้คุยกับทานตะวันและรู้สึกได้ว่าทานตะวันเริ่มมีใจให้ฉลาม ก็เลยทะเลาะกันจนหมอเป้งท้าให้ทานตะวันเลิก และทานตะวันก็ดันตอบตกลง

หมอเป้งที่ยังช็อคๆ งงๆ เดินกลับมาเจอบะหมี่พอดี

บะหมี่: หนูบังเอิญมาเดินเล่นแถวนี้พอดีอ่ะพี่…บังเอิญดีเนอะ…(เห็นหน้าหมอเป้งจ๋อยๆ) พี่ไม่เป็นไรแน่นะ?

หมอเป้ง: เลิกกันแล้วอ่ะ…

บะหมี่: ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้องออกมาเลยนะพี่

หมอเป้ง: (ยิ้มเศร้าๆ คูลๆ) ร้องทำไม…ร้องแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร

บะหมี่: อย่างน้อยก็ได้ร้องไงพี่

หมอเป้งพยายามกลั้นน้ำตา ไฟตึกโดยรอบค่อยๆ ดับลง หมอเป้งบอกบะหมี่ว่าไปกันเถอะ บะหมี่เดินเข้ามาหา เอามือวางบนไหล่หมอเป้ง

บะหมี่: ก็ถ้าพี่รู้สึกอ่ะ พี่ก็แค่ร้องออกมาดิ พี่กลัวอะไรอ่ะ มันไม่มีใครเห็นอยู่แล้วหนิ ไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้พี่

(หมอเป้งยิ้มส่ายหน้า แล้วบอกว่าไปกันได้แล้ว)

บะหมี่เลยเดินเข้าไปโอบกอดหมอเป้ง แล้วหมอเป้งก็ปล่อยโฮออกมา


ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีอะไรที่เรา “ต้องเป็น” หรือ “ต้องทำ” ทั้งนั้น

เราเลือกได้ว่าเราอยากเป็นแบบไหน อยากทำอะไร เพียงแต่ที่ผ่านมาเราอาจใช้ชีวิตแบบมุ่งไปข้างหน้ามากเกินไป จนเราหลงลืมไปว่าทำไมเราถึงมุ่งไปข้างหน้าตั้งแต่แรก

วง Aerosmith เคยกล่าวไว้ว่า Life’s a journey, not a destination.

การมีจุดมุ่งหมายเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็อย่าลืมสนุกกับการเดินทางด้วย

เราไม่ต้องเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคนในทุกที่และทุกเวลา

ทำตัวไร้สาระบ้างถ้าหากมันทำให้เรามีความสุข และหากมีความทุกข์ก็แค่ระบายมันออกมา

“ก็ถ้าพี่รู้สึกอ่ะ พี่ก็แค่ร้องออกมาดิ พี่กลัวอะไรอ่ะ มันไม่มีใครเห็นอยู่แล้วหนิ ไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้พี่”

ทิ้งความกังวลที่จะไม่ได้บรรลุตัวตนอันสมบูรณ์แบบ อยู่กับปัจจุบันให้ไม่น้อยกว่ามุ่งมั่นสร้างอนาคต

เตือนตัวเองว่าไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้ครับ

ความล้มเหลวในวันนั้นคือเหตุผลสำคัญที่เรามีวันนี้

วันก่อนเผอิญผมเห็นภรรยาเล่นมือถือแล้วไถไปเจอน้องผู้หญิงคนหนึ่งถ่ายเซลฟี่ในชุดออกกำลังกาย

ภรรยาเล่าให้ผมฟังว่า น้องคนนี้รู้จักกันที่ทำงานเก่า แต่ก่อนเป็นเด็กเจ้าเนื้อ แต่พอเลิกกับแฟนที่คบกันมานาน ก็เลยลุกขึ้นมาออกกำลังกาย ฟิตหุ่น ตั้งใจทำงาน จนกระทั่งเก็บเงินซื้อรถ ซื้อบ้าน ได้เจอคู่ชีวิต ได้แต่งงาน และดูแลร่างกายเป็นอย่างดีมาจนถึงทุกวันนี้

ผมฟังแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าไม่ได้เลิกกับแฟนคนนั้น เส้นทางชีวิตของน้องเขาจะเปลี่ยนไปจากนี้หรือไม่

แล้วผมก็นึกถึงเรื่องของตัวเองที่ไม่เคยเล่าในบล็อกนี้

ผมเคยทำงานอยู่ในบริษัทข้ามชาติอยู่เกือบ 14 ปี เป็นช่วงเวลาที่ดีเพราะได้ทำงานหลายตำแหน่ง ได้เรียนรู้เกือบทุกวัน และได้เพื่อนดีๆ มากมาย

แต่พอถึงปี 2016 อายุ 36 ปีแล้ว ก็รู้สึกว่าอยากออกมาเจอโลกกว้างบ้าง (ถ้าใช้ศัพท์พี่ตูนคือ “จะออกไปแตะขอบฟ้า”) ผมเลยสมัครงานที่บริษัทเอเจนซี่สัญชาติไทยแห่งหนึ่ง ได้ทำงานในส่วนของ planner หน้าที่คือไปรับบรีฟลูกค้าแล้วทำแผนไปนำเสนอว่าควรจะมี communication plan อย่างไรที่จะตอบโจทย์ของลูกค้า

แต่ปรากฏว่าเมื่อได้เข้าไปทำงานแล้วผมกลับทำงานได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะตัวเองไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารหรือเทรนด์ใหม่ๆ กับเพื่อนร่วมทีมหรือลูกทีมก็ไม่ค่อยสนิทกันเพราะวิธีคิดและมุมมองคนละสไตล์ แต่ผมก็พยายามเต็มที่เพราะอยากพิสูจน์ตัวเอง ทำงานอดหลับอดนอนจนช่วงนั้นแทบไม่เคยมีคืนไหนได้นอนถึง 5 ชั่วโมง (ซึ่งมองย้อนกลับไปแล้วเป็นวิธีการที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย)

หลังจากทำงานมาได้เกือบ 4 เดือน และอีกไม่กี่วันก่อนสิ้นปี HR ของบริษัทก็เรียกผมไปแจ้งว่าผมไม่ผ่านช่วงทดลองงาน

ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้ผมเฟลอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อตั้งสติได้ ก็ได้ข้อสรุปว่า ไม่ใช่ว่าเราไม่ดี และไม่ใช่ว่าเขาไม่ดี แค่เราไม่เหมาะกันเท่านั้นเอง

เหตุเกิดเมื่อปลายเดือนธันวาคมปี 2016 ซึ่งตอนนั้นผมเขียนบล็อก Anontawong’s Musings มาได้เกือบ 2 ปีแล้ว เพจมีคนติดตามประมาณหมื่นกว่าคน ก็เลยปรึกษากับภรรยาว่าจะยังไม่หางานใหม่ แต่จะลองจัดอบรมหัวข้อประมาณ Time Management หรือ Writing Workshop แล้วประกาศลงเพจ คิดว่าน่าจะมีคนสนใจบ้าง

อีกคนหนึ่งที่ผมนึกถึง คือคุณยอด ชินสุภัคกุล ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Wongnai ที่เคยเป็นหัวหน้าของผมตอนทำงานในบริษัทข้ามชาติ

ตอนที่จะเริ่มก่อตั้ง Wongnai คุณยอดชวนเพื่อนๆ รวมถึงผมให้ไปทำ Wongnai ด้วยกัน แต่เนื่องจากผมเองไม่ได้มีพื้นฐานการเขียนโค้ดที่ดีเท่ากับคนอื่น เลยมองไม่เห็นว่าตัวเองจะช่วยอะไรได้มากนัก เลยยังทำงานประจำอยู่ที่บริษัทข้ามชาติเหมือนเดิม และได้แต่คอยช่วย Wongnai อยู่ห่างๆ เป็นครั้งคราว

เมื่อตอนนี้ไม่ต้องทำงานประจำแล้ว ผมก็เลยทักไปหาคุณยอดว่า ตอนนี้ผมจะทำเทรนนิ่งของตัวเอง ดังนั้นถ้าอยากให้ไปช่วยอะไรที่ Wongnai เยอะขึ้นก็ยินดี

คุณยอดก็เลยนัดเจอกับผมในวันขึ้นปีใหม่ปี 2017 ที่เอ็มควอเทียร์ เล่าให้ผมฟังว่าตอนนี้ Wongnai มีพนักงานร้อยกว่าคน ปีที่แล้วรายได้เกือบร้อยล้าน ปีนี้ตั้งใจจะโตขึ้นอีกเยอะ และมีแผนจะรับพนักงานเพิ่มอีกหลายสิบคน

แล้วยอดก็ถามผมว่า

“แทนที่พี่รุตม์จะไปสอนให้คนอื่นเก่ง พี่รุตม์มาช่วยสอนให้คนวงในเก่งดีกว่ามั้ย?”

ตอนนั้นทีม People มีกันแค่สองคน คนหนึ่งดู payroll อีกคนดู recruitment ยังไม่มีใครดู learning คุณยอดเลยอยากให้ผมมาช่วยดูส่วนนี้ และช่วยดูทีม People ไปด้วยเลย

เราคุยกันวันอาทิตย์ กลับมาที่บ้านผมปรึกษาภรรยา ภรรยาก็บอกว่าเอาเลย

วันจันทร์เป็นวันหยุดชดเชยวันปีใหม่ แล้ววันอังคารที่ 3 มกราคม 2017 ผมก็มาเริ่มงานที่ Wongnai ในตำแหน่ง Head of People

ผ่านมาเกือบ 7 ปี Wongnai กลายเป็น LINE MAN Wongnai พนักงานเพิ่มขึ้นสิบเท่าและธุรกิจโตขึ้นเกินร้อยเท่า ส่วนทีม People ก็เติบโตขึ้นทั้งในแง่จำนวนคนและขีดความสามารถ และผมกำลังสนุกกับการได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่มุ่งหวังจะเป็น บริษัทเทคชั้นนำของประเทศ

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขอบคุณเอเจนซี่ที่รับผมเข้าทำงานและให้ผมไม่ผ่านโปร

เพราะถ้าเอเจนซี่ไม่ได้รับผมเข้าทำงาน ผมก็คงยังอยู่บริษัทข้ามชาติ และผมก็คงไม่ได้ทักไปหาคุณยอด

และถ้าเอเจนซี่ให้ผมผ่านโปร ผมก็น่าจะเป็น planner ที่ไม่เก่งและไม่มีความสุข สุดท้ายผมน่าจะลาออกเองอยู่ดี ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้น Wongnai อาจจะมี Head of People คนอื่นไปแล้ว

ทุกสิ่งที่เรามีวันนี้ คือ “ผลรวมทั้งหมด” ของทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ไม่ว่าอดีตจะดีหรือร้ายอย่างไร มันก็มีส่วนหล่อหลอมตัวตน และหักเหเส้นทางชีวิตให้เราเดินทางมาถึงจุดที่เรายืนอยู่ในปัจจุบัน

“That which seems like a false step is just the next step.”
-Agnes Martin

เมื่อเราเห็นว่าการ “ก้าวพลาด” แท้จริงแล้วเป็นเพียง “ก้าวถัดไป” เราก็จะไม่ฟูมฟายกับเรื่องร้ายๆ ที่ต้องประสบพบพาน

เพราะความล้มเหลวในวันนั้นคือเหตุผลสำคัญที่เรามีวันนี้ครับ