ไม่ต้องเป็นคนเก่งตลอดเวลาก็ได้

บางทีเราก็ยึดมั่นกับภาพลักษณ์ของตัวเองมากเกินไป

ว่าเราคือคนเข้มแข็ง เราคือคนที่ไม่แสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น เราจะผ่านมันไปได้ด้วยตัวเอง

แต่ถ้าเราเข็มแข็งมานานเกินไปมันก็มีเหนื่อยมีล้าได้เหมือนกัน

ไม่ได้ผิดอะไรที่จะยอมรับว่าวันนี้เราเหนื่อย ว่าวันนี้เราอ่อนแอ ว่าวันนี้เราต้องการใครบางคนที่จะกอดเราแน่นๆ และบอกเราว่าไม่เป็นไรนะ

“Don’t make it so difficult for others to help you.”
-Gal Shapira.

บอกกับตัวเอง ว่าไม่ต้องเป็นคนเก่งตลอดเวลาก็ได้ครับ

เราใช้เวลามากมายกับการลงมือทำ

และใช้เวลาน้อยนิดกับการคิดว่าควรจะทำอะไร

อะไรที่เราทำเป็นประจำมันก็จะกลายมาเป็น routine

ข้อดีคือมันช่วยเราประหยัดเวลาและพลังงานสมอง

แต่ถ้าอยากจะพบความเป็นไปได้ใหม่ๆ ก็อาจต้องทำให้น้อยลง และอยู่นิ่งๆ เพื่อคิดให้มากขึ้น

ถ้าทำสิ่งเดิม ผลลัพธ์ก็ย่อมเหมือนเดิม

คิดดีๆ ว่าเราต้องการอะไร อีกสิบปีเราอยากไปอยู่ตรงไหน ปีนี้ต้องทำอะไรให้สำเร็จ อีกสามเดือนต่อจากนี้อะไรคือผลลัพธ์ที่เราอยากเห็น และวันนี้เราควรทำอะไรเพื่อจะได้อยู่บนเส้นทางนี้

เราไม่ได้รู้สึกติดแหง็กเพราะเราขี้เกียจเกินไป

เรารู้สึกติดแหง็กเพราะเราทำมากเกินไปโดดอาจจะยังคิดไม่พอเท่านั้นเอง

สร้างความประทับใจให้คนแปลกหน้า

แต่ไหนแต่ไรมาเราชอบที่จะเป็นคนสำคัญ ชอบที่จะให้ผู้คนพูดถึงเราในแง่ดี แต่อภิสิทธิ์นี้มักจะเกิดกับคนที่มีชื่อเสียงเป็นหลัก

พอมีเฟซบุ๊คและไอจี เราก็เริ่มมีตัวตนขึ้นมา ความป๊อปปูลาร์สามารถวัดได้เป็นตัวเลข ทั้งยอดไลค์และยอดคอมเมนท์ จะเพื่อนรักหรือคนแปลกหน้ากดไลค์ก็นับเป็นหนึ่งไลค์เท่ากัน

เราเลยค่อนข้างใช้เวลาไปกับการหามุมถ่ายรูป ใส่ฟิลเตอร์และคิดแคปชั่นเก๋ๆ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับคนที่ถูกนับเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ค แต่เกินกว่าครึ่งเรากลับนึกชื่อเล่นของเขาไม่ออกด้วยซ้ำ

ผิดกับคนใกล้ตัว ที่เราไม่ค่อยได้ลงแรงในการสร้างความประทับใจเท่าไหร่

อาจจะเพราะว่าเคยชิน อาจจะเพราะเขาอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน เราเลยไม่ค่อยขวนขวายที่จะทำอะไรเพื่อสร้างความประทับใจให้กับคนสำคัญเหล่านี้

แน่นอนว่าเขาคงไม่ได้คาดหวังอะไรจากเราหรอก แต่ถ้าเราออกแรงขึ้นอีกนิด ใช้ความคิดขึ้นอีกหน่อย ว่าเราจะทำให้พ่อแม่ประทับใจได้อย่างไร ทำให้สามีหรือภรรยาประทับใจได้อย่างไร ทำให้ลูกประทับใจได้อย่างไร ก็น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

เพราะความประทับใจบางอย่าง อาจจะติดตัวเขาไปนานนับสิบปีหรือตลอดชีวิตของเขาเลยก็ได้นะครับ

ความร่ำรวยที่แท้จริงคือสิ่งที่เรามองไม่เห็น

คนเรานั้นมักจะตัดสินกันด้วยสิ่งที่มองเห็นเสมอ

เวลาเราเห็นคนขับรถแพงๆ ใส่นาฬิกาหรู หรือถือกระเป๋าใบละหลายหมื่น เราจะคิดไปเองก่อนเลยว่าเขาเป็นคนมีตังค์

แต่จริงๆ แล้วเวลาเราเห็นเขาขับรถราคา 3 ล้าน เราคงไม่อาจแน่ใจได้ว่าเขารวยจริงหรือเปล่า

สิ่งที่เราพอจะแน่ใจได้มากกว่า คือเงินเก็บเขาจะน้อยลงไป 3 ล้านในกรณีซื้อสด หรือไม่เขาก็เป็นหนี้มากขึ้น 3 ล้านในกรณีที่ไฟแนนซ์รถ

ถ้าเขาไม่ได้ซื้อรถคันนี้ เขาจะมีเงินเก็บมากขึ้น หรือมีเงินเอาไปลงทุนมากขึ้น

ความร่ำรวยจึงเกิดจากรถหรูที่ไม่ได้ซื้อ เกิดจากนาฬิกาแพงที่เราตัดใจไม่ควักเงิน เกิดจากกระเป๋าแบรนด์ดังที่เราห้ามใจไว้ทัน

เงินที่เราไม่ได้นำไปจับจ่าย จะกลายเป็นรากฐานที่เพิ่มมูลค่าในอนาคต

ผิดกับข้าวของเครื่องใช้ ที่ส่วนใหญ่จะลดมูลค่าลงตามกาลเวลา

ไม่ได้จะบอกว่าเราไม่ควรซื้อของดีๆ แค่จะบอกว่าความร่ำรวยนั้นไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา

ความร่ำรวยที่แท้จริงไม่มีใครมองเห็น นอกจากตัวเราเองและคนใกล้ชิดเท่านั้นครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ The Psychology of Money by Morgan Housel

นิทานผีเสื้อ Metaverse

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ครั้งหนึ่งจวงจื่อฝันไปว่าตนเป็นผีเสื้อ

ขยับกระพือปีกบินไปรอบ ๆ อย่างสุขสำราญใจ

เริงเล่นไปตามใจปรารถนา มันหารู้ไม่ว่ามันคือจวงจื่อ

พลันเมื่อตื่นขึ้นและพบว่าตัวเองเป็นจวงจื่ออย่างแน่แท้

แต่เขากลับไม่แน่ใจว่าเป็นจวงจื่อที่ฝันไปว่าตัวเองเป็นผีเสื้อ

หรือว่าเป็นผีเสื้อที่ฝันเป็นจวงจื่อกันแน่


2300 ปีหลังจากจวงจื่อฝันว่าเป็นผีเสื้อ สำนักข่าว BBC รายงานว่า อีลอน มัสก์ ผู้บริหารคนดังของบริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำอย่างเทสลาและสเปซเอ็กซ์ ตกเป็นข่าวอื้อฉาวอีกครั้งหลังสูบกัญชากลางรายการสัมภาษณ์สดที่ออกอากาศทางอินเทอร์เน็ต โดยขณะนั้นเขาพูดถึงความเป็นไปได้ที่มนุษย์อาจกำลังอยู่ในโลกจำลองสถานการณ์ (Simulation) เหมือนเป็นตัวละครในเกมคอมพิวเตอร์ของอารยธรรมที่มีความเจริญสูงกว่า

มัสก์กล่าวในรายการพ็อดคาสต์ “ประสบการณ์แบบโจ โรแกน” (The Joe Rogan Experience) ว่าจักรวาลนั้นมีอายุเก่าแก่ถึงเกือบ 1.4 หมื่นล้านปี ซึ่งในช่วงเวลาที่ยาวนานนั้นมีความเป็นไปได้ทางสถิติว่า น่าจะมีอารยธรรมใดอารยธรรมหนึ่งในจักรวาลที่พัฒนาจนมีความเจริญสูง ถึงขั้นสร้างโลกที่เป็นสถานการณ์จำลองหรือซิมิวเลชันที่ดูสมจริงและน่าเชื่อถืออย่างยิ่งได้

“ถ้ามีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ เกมคอมพิวเตอร์ก็จะไม่ต่างจากสภาพความเป็นจริง จนเราไม่สามารถแยกแยะสองสิ่งนี้ออกจากกันได้ หากอารยธรรมของผู้สร้างซิมิวเลชันนี้ยังคงอยู่ ก็เป็นไปได้ว่าเรากำลังอยู่ในโลกที่เป็นเพียงสถานการณ์จำลองเท่านั้น” มัสก์กล่าว


3 ปีหลังจากอีลอน มัสก์ พี้กัญชาออกสื่อ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก็ไปออกพ็อดคาสต์ของ The Verge พร้อมประกาศว่าจะเปลี่ยน Facebook ให้กลายเป็น “Metaverse Company”

Metaverse คือโลกและสภาพแวดล้อมเสมือน ที่ให้ผู้คนเข้ามาใช้ชีวิต รวมถึงร่วมเล่นเกม ทำงาน และสื่อสารกัน โดยมีคอนเซ็ปต์เหมือนกับภาพยนตร์เรื่อง Ready Player One

มาร์กกล่าวว่า Metaverse เป็นโลกของอินเทอร์เน็ตที่สร้างและรวมความเป็นตัวตนของคน ๆ นั้น ซึ่งเราจะอยู่ในโลกนั้น ไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

หน้าจอสมาร์ตโฟนไม่ใช่วิธีที่ดีในการทำให้ผู้คนปฏิสัมพันธ์กัน มีหลายประสบการณ์ เช่นการเต้น หรือการออกกำลังกาย ที่เราไม่สามารถทำได้บนแอปหรือเว็บ 2 มิติได้

แต่สำหรับโลกอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ อย่าง Metaverse จะสามารถสร้างประสบการณ์แห่งโลกความเป็นจริงได้ เช่นทำให้เราไปนั่งประชุม หรือพูดคุยกับเพื่อนที่โซฟาต่อหน้ากันได้โดยตรง ผ่านการสร้างภาพโฮโลแกรม ซึ่งจะให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังอยู่ในห้องเดียวกัน แม้ตัวจริงจะอยู่ห่างกันหลายร้อยไมล์

หรือการเข้าชมคอนเสิร์ตในรูปแบบ 3 มิติ เพื่อกระโดดโลดเต้น

หรือตอนเราเข้าไปนั่งดื่มกาแฟในร้าน Starbucks เราก็สามารถเรียกใช้งาน Workstation ผ่านแว่น VR หรือ AR ขึ้นมาได้ทันที เพียงใช้แค่ปลายนิ้ว และโบกมือไปมาบนอากาศ ภาพหน้าจอทุกอย่างก็จะปรากฎขึ้นผ่านตาของเรา

ซึ่งน่าตื่นเต้นว่า โลก Metaverse ในอนาคต ที่จะสร้างโลกขึ้นมากี่ใบก็ได้ จะช่วยสร้างงาน และสร้างรูปแบบเศรษฐกิจใหม่ ๆ ขึ้นมาได้มากขนาดไหน


ขอบคุณนิทานจาก

Mgronline: จวงจื่อฝันเป็นผีเสื้อ

BBC: อีลอน มัสก์ เผยขณะพี้กัญชาออกไลฟ์สด “เราอาจจะอยู่ในโลกจำลองสถานการณ์”

MarketThink: มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ต้องการให้ Facebook กลายเป็น “Metaverse Company” ภายใน 5 ปี