เรื่องไหนควรตัดสินใจให้เร็ว-เรื่องไหนควรใช้เวลา

James Clear ผู้เขียนหนังสือ Atomic Habits แนะนำไว้ว่า ถ้าการตัดสินใจนั้นมันสามารถกลับมาแก้ไขทีหลังได้ เราก็ควรตัดสินใจไปเถอะ อย่าคิดนานเสียจนโอกาสที่ผ่านมานั้นล่วงเลยไป

แต่หากการตัดสินใจไหนมันย้อนกลับมาแก้ไขทีหลังไม่ได้ ก็ควรใช้เวลากับมันให้มาก เพราะหากตัดสินใจพลาดมันจะไม่คุ้มกันเลย

“If a decision is reversible, the biggest risk is moving too slow. If a decision is irreversible, the biggest risk is moving too fast.”

ชีวิตไม่มีอะไรมากไปกว่าอนุกรมของการตัดสินใจ (a series of decisions)

ชีวิตเราในวันนี้เป็นผลลัพธ์รวบยอดของการตัดสินใจทั้งหมดที่ผ่านมาของเรา

คนที่มีชีวิตที่ดี คือคนที่ตัดสินใจได้ถูกต้องมากกว่าตัดสินใจผิด (แน่นอนว่ามีโชคช่วยด้วย)

ดังนั้นอย่าไปกลัวการตัดสินใจ

หนึ่ง เพราะว่ามันเป็นธรรมชาติของชีวิต

สอง เพราะการไม่ตัดสินใจคือการตัดสินใจอย่างหนึ่ง

และสาม เพราะหลังจากตัดสินใจไปแล้ว เรายังทำอะไรได้อีกมากมายเพื่อให้การตัดสินใจนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องในที่สุดครับ

นิทานคนเขลา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พระภิกษุกำลังเล่าเรื่อง “ฌาน” ว่าสามารถช่วยตัดขาดจากความเขลา ความรำคาญใจได้

มีคนถามว่า “ฉันไม่ทราบตัวเองมีความรำคาญใจอะไร ขอถามอาจารย์ อะไรคือเขลา เขลาเกิดได้อย่างไร”

พระภิกษุว่า “คนโง่ คำถามง่ายๆ ขนาดนี้ ยังต้องถามอีกเหรอ”

คนผู้นั้นโกรธมาก “อาจารย์ไม่ยอมตอบก็ตามใจ แต่ทำไมสบประมาทฉัน”

พระภิกษุหัวเราะ “นี่ก็คือเขลา เขลาก็เกิดอย่างนี้นี่เอง”


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานเซน

ปรานีต่อตัวเองบ้าง

สมัยเด็กๆ ผมดูวีดีโอคอนเสิร์ต “แบบเบิร์ดเบิร์ด” จบไปหลายรอบมาก

ตอนจบคอนเสิร์ตพี่เบิร์ดมักจะพูดว่า

“เบิร์ดจะดูแลธงไชย แมคอินไตย์ของทุกคนให้ดีที่สุด”

แม้จะฟังดู cheesy อยู่บ้าง แต่ก็เป็นประโยคที่เวิร์คมาก ผมถึงยังจำได้จนถึงทุกวันนี้

เพราะพี่เบิร์ดรู้ตัวว่ามีคนรักเขาอยู่เยอะแยะ และสิ่งที่เขาทำนั้นสร้างความสุขให้กับผู้คนได้มากแค่ไหน หนึ่งในหน้าที่สำคัญนอกจากการร้องเพลงก็คือการดูแลสุขภาพและประคับประคองตัวเพื่อที่จะได้อยู่ในวงการบันเทิงที่แสนจะไม่แน่นอนนี้ไปได้นานๆ

ผ่านมาจะสี่สิบปีแล้ว พี่เบิร์ดก็ยังรักษาคำพูดนั้น
แล้วเราล่ะ ดูแลตัวเองดีแค่ไหน

เรานอนหลับเพียงพอรึเปล่า มีเวลาทานข้าวบ้างมั้ย ได้ปฏิสัมพันธ์กับใครนอกจาก 3จ. – จอคอม จอมือถือ จอโทรทัศน์บ้างรึเปล่า

ด้วยโซเชียลมีเดีย ด้วยชุดความคิดที่แพร่หลาย มันทำให้เรากลายเป็นคนแบบไหน ใช่คนที่เราอยากอยู่ด้วยรึเปล่า

ถ้าวิ่งแล้วเหนื่อยก็เดินบ้าง ถ้าทำงานไม่ได้ตามเป้าก็อย่าไปตีอกชกตัว เราไม่ใช่มนุษย์ที่เพอร์เฟ็กต์ เราก็เหมือนกับทุกคนที่ยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ

เรายังมีคนรักอยู่เยอะแยะ เรายังต้องทำให้คนรอบข้างมีความสุข แต่ก่อนจะทำอย่างนั้นได้เราต้องโอเคกับตัวเองก่อน

ปรานีต่อตัวเองบ้าง มีเมตตาต่อตัวเองบ้าง ใส่ใจตัวเองบ้าง

เพราะถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง แล้วเราจะไปดูแลใครไหว

เพราะถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง แล้วใครจะอยากดูแลเรา จริงมั้ยครับ?

แนวทางสำหรับคนไม่ชอบเอาชนะ

เพจหรือเว็บไซต์ที่สร้างแรงบันดาลใจ มักจะบอกให้เราตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย ปรับทัศนคติให้เข้มแข็ง ไม่มีอะไรที่เราตั้งใจแล้วจะทำไม่ได้

ซึ่งผมก็พบว่าแนวทางแบบนี้อาจจะเหมาะกับคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

สำหรับคนที่ไม่ได้หิวกระหายชัยชนะ ไม่ได้อยากรวยอยากมี ไม่ได้มีความมุ่งมั่นระดับที่ถ้าไม่ได้ก็จะไม่เลิก มันน่าจะมีแนวทางอื่นที่จะมีชีวิตที่โอเคโดยไม่ต้องฝืนตัวเองเกินไป

เหล่านี้คือแนวทางที่ผมลองผิดลองถูกแล้วพบว่าเวิร์คกับตัวเอง เลยอยากเอามาแชร์เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ครับ

ตั้งเป้าหมายให้ง่ายที่สุด

  • ไม่ต้องวิดพื้นให้ได้ 60 ทีหรอก แค่วันนี้วิดได้ 5 ทีก็พอ
  • ไม่ต้องวิ่งให้ครบ 5 กิโลหรอก แค่วิ่งๆ เดินๆ ซัก 500 เมตรก็พอ
  • ไม่ต้องเปิดเพจให้มีคนตามเป็นหมื่นคนหรอก แค่เขียนให้ได้สัปดาห์ละตอนก็พอ

ทำเล่นๆ

  • ลองทำดูเล่นๆ อย่าคิดเยอะ อย่าไปจริงจังมากไป ถ้าลองแล้วเวิร์คก็ทำต่อ ไม่เวิร์คก็แค่เลิกทำ
  • ไม่ต้องประกาศออกสื่อว่าจะทำอะไร ถ้าพลาดก็จะได้ไม่เขิน ถ้าทำสำเร็จแล้วอยากจะอวดก็ยังไม่สาย

แก้ที่ทางเข้า

  • ถ้าการตื่นแต่เช้ามันยากนัก ลองนอนให้เร็วขึ้น แล้วการตื่นเช้ามันจะง่ายเอง
  • ถ้าใช้เงินเดือนให้มีเหลือเก็บมันยากนัก ก็ให้บริษัทหักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปก่อน เราก็จะมีเงินเก็บโดยไม่ต้องพยายาม
  • ขึ้นไฟล์ใหม่ให้เซฟไฟล์ก่อน ไฟล์จะได้ไม่หาย, เขียนเมลใหม่ให้ใส่ attachment ก่อน จะได้ไม่ลืม

ไม่ต้องทำอะไรฉลาดๆ ก็ได้ แค่อย่าทำอะไรโง่ๆ ก็พอ

  • Charlie Munger คู่หูของ Warren Buffett กล่าวว่า “It is remarkable how much long-term advantage people like us have gotten by trying to be consistently not stupid, instead of trying to be very intelligent.”
  • ไม่อดนอน ไม่กินอาหารขยะเยอะเกินไป ไม่อั้นเวลาปวดห้องน้ำ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้าเยอะเกินไป
  • ไม่ต้องพยายามเป็นหัวหน้าที่ดี แค่อย่าเป็นหัวหน้าที่แย่ก็ช่วยได้มากแล้ว
  • เวลาจะลงทุนอะไร อย่าให้ความโลภบังตา ไม่ว่าผลตอบแทนจะเยอะแค่ไหนก็ไม่คุ้ม ถ้ามันต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่เงินเก็บส่วนใหญ่ของเราจะสูญทั้งหมด

บางคนเป็นม้าตีนต้น-บางคนเป็นม้าตีนปลาย

  • ไม่ต้องเอาชีวิตไปเทียบกับใคร เพราะคนเราเกิดมาไม่เท่ากันอยู่แล้ว
  • บางคนการงานอาจจะรุ่งโรจน์ แต่เรื่องครอบครัวอาจจะมีปัญหา บางคนอาจมีเงินทองมากมาย แต่สุขภาพย่ำแย่
  • แต่ละคนมีบุญเก่าของตัวเอง และแต่ละคนก็มีวิบากของตัวเอง
  • หน้าที่ของเราคือการวิ่งไปตามความเร็วที่เหมาะสม ไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่ต้องแข่งกับตัวเองด้วย ไม่งั้นมันจะเค้นและเครียดเกินไป เพราะเราไม่ใช่หุ่นยนต์ บางวันก็ท็อปฟอร์ม บางวันก็ฟอร์มตก ทำได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น ถ้าทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง

เป็นคนที่รอได้

  • เรื่องดีๆ นั้นใช้เวลาเสมอ มีแต่เรื่องแย่ๆ เท่านั้นที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน
  • ธรรมชาติมีจังหวะจะโคนของมัน มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ชอบทำอะไรฝืนธรรมชาติ
  • ไอน์สไตน์บอกว่าสิ่งที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาลคือ compound interest และปัจจัยที่สำคัญที่สุดของดอกเบี้ยทบต้นก็คือเวลา
  • 99% ของทรัพย์สินของ Warren Buffet เกิดขึ้นหลังเขาอายุครบ 60 ปี นี่คือพลังของ compound interest
  • สร้างนิสัยที่เหมาะสมที่ปูทางให้ชีวิตเราดีขึ้นวันละ 1% แล้วรอดู compound interest ทำงานครับ

หวังว่าบางส่วนของแนวทางเหล่านี้จะเหมาะกับผู้อ่านสายชิลล์นะครับ

ทำงานหนักแค่ไหนไม่สำคัญเท่าทำงานอะไร

“Work as hard as you can. Even though who you work with and what you work on are more important than how hard you work.”

-Naval Ravikant

เรามีคนทำงานหนักมากมายที่ชีวิตยังใช้เงินเดือนชนเดือน

ในขณะเดียวกัน ก็ไม่เคยมีใครมานั่งถามว่าคนอย่าง Warren Buffett ทำงานหนักแค่ไหน

การทำงานหนักหรือ work hard จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการ แต่ยังมีอีกหลายตัวแปรที่ส่งผลต่อผลลัพธ์

งานที่เราทำคืออะไร มันส่งผลแค่ไหน เจ้านายเห็นคุณค่า ลูกค้า appreciate รึเปล่า

แน่นอนว่าหลายครั้งเราก็ไม่มีสิทธิ์เลือกงาน งานที่คุณค่าต่ำ ถ้าไม่มีใครทำ เราก็ยังจำเป็นต้องทำอยู่ดี

ขอเพียงแต่ให้เรามีความเข้มแข็งพอ ที่จะไม่ปล่อยให้งานที่คุณค่าต่ำมาเบียดบังเวลาของเราจนไม่มีเวลาทำงานคุณค่าสูง

งานคุณค่าต่ำมันมีข้อดีตรงที่มันง่าย ไม่ต้องออกแรงสมองอะไรมาก ใช้แต่แรงกายอย่างเดียว

งานคุณค่าสูง อาจจะใช้แรงกายพอๆ กับหรือน้อยกว่างานคุณค่าต่ำด้วยซ้ำ แต่มันต้องใช้แรงใจมหาศาล

แต่ถ้าเราระลึกได้ว่า สุดท้ายก็เหนื่อยเท่ากันและใช้เวลาเท่ากัน เราก็อาจจะพอกัดฟันทำงานที่คุณค่าสูง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มเหนื่อยมากกว่าที่เคยครับ