วันเดียวที่ง่ายคือเมื่อวานนี้

เพราะมันผ่านไปแล้ว และจะไม่กลับมาอีกแล้ว

วันนี้จะไม่ง่าย แผนที่เราวางไว้อย่างดีอาจพังทลายจากโทรศัพท์แค่สายเดียว หรือข้อความไลน์แค่ข้อความเดียว

สำคัญคือเมื่อเจอเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือแผนการ เราทำตัวอย่างไร และสำคัญกว่านั้นคือเราทำใจอย่างไร

ทำใจในที่นี้ไม่ได้แปลว่าจำยอม แต่หมายถึงว่าเรามีมุมมองอย่างไรต่อเรื่องที่ไม่คาดคิด

ถ้าเราเผื่อใจไว้แล้วว่าแต่ละวันจะมี surprises เต็มไปหมด เราก็จะไม่หงุดหงิด และรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้ด้วยใจเป็นกลาง

แต่ถ้าเราหงุดหงิด แสดงว่าเราไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน แต่เรากำลังติดอยู่ในกับดักความคิดของตัวเองที่คาดหวังว่าสิ่งต่างๆ มันไม่ควรจะยากแบบนี้

“The only easy day was yesterday.”
-Anonymous

วันที่ง่ายนั้นผ่านไปแล้ว วันนี้จะมีแต่ความท้าทาย

เพราะท้าทายจึงสนุก เพราะสนุกจึงคุ้มค่าครับ

กฎ 23.5 ชั่วโมง

เมื่อ 10 ปีที่แล้วมีวีดีโอตัวหนึ่งออกมาที่ได้รับความสนใจพอสมควร ผมเคยดูครั้งเดียวแล้วยังจำได้จนถึงทุกวันนี้เลยกลับไปหามาดูใหม่

วีดีโอนี้จัดทำโดยคุณหมอ Mike Evans ซึ่งเขาตั้งคำถามเอาไว้ว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้เพื่อสุขภาพของเรา? (What is the single best thing we can do for our health?)

ดื่มเหล้าให้น้อยลง สูบบุหรี่ให้น้อยลง มีสังคมที่ดี ควบคุมคอเลสเตอรอล ควบคุมน้ำหนัก ฯลฯ

แต่อะไรล่ะคือสิ่งเดียวที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้เพื่อรักษาสุขภาพของเรา?

แล้วคุณหมอก็ได้คำตอบ เพราะการทำสิ่งนี้ให้ผลลัพธ์ค่อนข้างครอบคลุม

คนไข้ข้อเข่าเสื่อม อาการเจ็บปวดและพิการลดลงไป 47%

คนชรา ลดโอกาสเกิดโรคความจำเสื่อมถึง 50%

ลดโอกาสคนเป็นโรคซึมเศร้าลง 47%

และจากการติดตามศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดนับหมื่นคนเป็นเวลา 12 ปี การทำสิ่งนี้ช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตถึง 23%

ยาวิเศษที่ว่านี้ก็คือการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการเดินครับ

ตัวเลขจากญี่ปุ่นบอกว่า ถ้าพนักงานเดินไปทำงานวันละ 10 นาทีจะไม่ส่งผลอะไรต่อความดันโลหิต ถ้าเดินวันละ 11-20 ความดันจะลดลง 12% และถ้าเดินเกินวันละ 20 นาที ความดันจะลดลงถึง 29%

อีกตัวอย่างหนึ่งมาจากเยอรมันนี คนที่มีปัญหาโรคหัวใจคุณหมอมักจะแก้ปัญหาด้วยการสอดขดลวด (stent) เข้าไปในเส้นเลือดเพื่อให้เลือดหมุนเวียนได้สะดวกขึ้น

นายแพทย์ลองแบ่งคนไข้โรคหัวใจเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้เดินวันละ 20 นาที และเต้นแอโรบิคสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ครั้งละหนึ่งชั่วโมง

กลุ่มที่สองได้รับการสอดขดลวด และใช้ชีวิตตามปกติ

ปรากฎว่า ในกลุ่มที่ออกกำลังกายนั้น มีถึง 88% ที่ไม่มีอาการกำเริบใดๆ ขณะที่กลุ่มที่สอดขดลวดนั้น มี 70% ที่ไม่มีอาการกำเริบ การทำอะไรโลว์เทคอย่างการเดินจึงให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งกว่าการทำสิ่งไฮเทคอย่างการสอดขดลวดเสียอีก

ตัวอย่างสุดท้ายมาจากออสเตรเลีย ซึ่งพบว่าคนที่ดูทีวีวันละ 6 ชั่วโมงนั้น มีอายุคาดเฉลี่ยน้อยกว่าคนไม่ดูทีวีถึง 5 ปี (คนอเมริกันนั้นดูทีวีเฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง)

ชีวิตคนเราอยู่กับการนอนและการนั่งเยอะมาก เรานอนดูทีวีก่อนจะนอนหลับ ตื่นมาก็นอนเล่นมือถือ อาบน้ำแต่งตัวแล้วก็นั่งรถไปทำงาน ถึงออฟฟิศก็นั่งที่โต๊ะเกือบทั้งวัน ตอนเที่ยงก็นั่งกินข้าว ก่อนจะกลับมานั่งโต๊ะถึงตอนเย็น กลับถึงบ้านก็นั่งดูทีวีอีก นั่งและนอน นอนและนั่งวนเวียนกันเรื่อยไป

คุณหมออีแวนส์เลยให้เราตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าเราสามารถจำกัดการนั่งและนอนรวมกันแล้วไม่เกินวันละ 23.5 ชั่วโมงได้รึเปล่า (Can you limit your sitting and sleeping to just 23 1/2 hours a day?)

กฎ 23.5 ชั่วโมง ก็คือ จงนั่ง+นอนให้ไม่เกินวันละ 23.5 ชั่วโมง นั่นเอง

และหาเวลาวันละ 30 นาทีเพื่อทำอะไรที่ active บ้าง ง่ายสุดก็คือการเดิน โดยจะแบ่งเป็นคราวละ 10 นาทีสามรอบก็ได้

เป็นอะไรที่ใครๆ ทำได้ ไม่ต้องใช้เงินสักบาท แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่ายิ่งนัก

ลองนำกฎ 23.5 ชั่วโมงไปปรับใช้กันดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Youtube: 23 and 1/2 hours: What is the single best thing we can do for our health?

อย่าหักหลังตัวเราในอนาคต

เอาจริงๆ เรารู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่เรากำลังทำวันนี้มันจะนำไปสู่อะไร

การใช้เงินแบบไม่เหลือเก็บจะนำไปสู่อะไร

การสูบบุหรี่จะนำไปสู่อะไร

การเอาชนะคะคานจะนำไปสู่อะไร

การเอาเปรียบคนอื่นจะนำไปสู่อะไร

การทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่ดูแลสุขภาพจะนำไปสู่อะไร

แต่ถึงจะรู้ก็ยังทำ ต้องรอให้เห็นโลงศพถึงจะหลั่งน้ำตา

อาจเป็นเพราะเรามองตัวเราในอนาคตกับตัวเราในวันนี้เป็นคนละคน

เรานึกถึงตัวเราในอดีตได้ไม่ยาก แต่เรานึกถึงตัวเราในอนาคตได้ลำบาก จนบางสำนักบอกว่าจะช่วยได้ถ้าเราใช้แอปแต่งรูปที่ทำให้เราแก่ขึ้นซัก 30 ปีแล้วปริ๊นท์รูปนี้มาติดไว้หน้าตู้เย็นหรือที่ที่เราเดินผ่านบ่อยๆ เราจะได้ทำความคุ้นเคยกับตัวเราในอนาคตเอาไว้

เมื่อเราตระหนักว่าสิ่งที่เราทำในวันนี้จะทำให้ตัวเราในอีก 30 ปีต้องพบเจออะไรบ้าง เราอาจจะมีความยับยั้งชั่งใจขึ้นมาก่อนจะทำอะไรไม่ฉลาดลงไป

อย่ายึดตัวเราในปัจจุบันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

ไม่อย่างนั้นเราอาจกำลังหักหลังตัวเราในอนาคตครับ

นิสัยที่แก้ไม่หายของทหารผ่านศึก

วันนี้อ่านเจอกระทู้น่าสนใจใน Quora ที่ถามว่า นิสัยอะไรที่คุณได้เรียนรู้สมัยอยู่ในกองทัพที่คุณไม่คิดจะเลิกแม้จะกลับมาใช้ชีวิตพลเรือนแล้ว (What habits did you learn in the military that you simply cannot and do not wish to drop in your civilian life?)

นี่คือคำตอบของ Roland Bartetzko อดีตหทารชาวเยอรมันวัย 51 ปีครับ

“สิ่งเดียวที่ผมเรียนรู้ตอนอยู่ในกองทัพและยังยึดมั่นอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็คือนิสัยช่างแ_่ง

มันคือความไม่แยแสโดยสิ้นเชิงกับเรื่องชวนงุดหงิดที่เกิดขึันเป็นปกติ

รถคันหลังบีบแตรไล่เพราะไฟเขียวแล้วแต่ผมยังไม่ขยับรถอย่างนั้นเหรอ

โดนเพื่อนร่วมงานโกรธเพราะผมสั่งกาแฟมาให้ผิดอย่างนั้นเหรอ

ข่างซ่อมห้องน้ำมาสายหนึ่งชั่วโมงอย่างนั้นเหรอ

ไม่เห็นจะเป็นอะไร กองทัพได้สอนให้ผมไม่ยี่หระกับเรื่องแบบนี้

ผมไม่แคร์ ไม่แม้แต่นิดเดียว ผมเคยร่วมรบในสงครามมาแล้วสองครั้ง สิ่งที่ผมมองว่า “เป็นปัญหา” นั้นหน้าตาต่างออกไป ยกตัวอย่างเช่น

คุณอยู่ท่ามกลางห่ากระสุนของทั้งสองฝ่าย กำลังโดนศัตรูตีวงล้อมเข้ามา และเพื่อนของคุณก็โดนสไนเปอร์ซุ่มยิง (บอสเนีย)

หรือไม่คุณก็โดนสะเก็ดระเบิดชิ้นใหญ่ฝังอยู่ในขา แถมแถวนั้นก็ไม่มีโรงพยาบาลเลยด้วย (สงครามโคโซโว)

หรือสหายร่วมรบเลือดไหลไม่หยุดเพราะเส้นเลือดใหญ่ขาด ขณะที่คุณพยายามหาทางช่วยชีวิตเขา (โคโซโว)

เหล่านี้ต่างหากคือปัญหาที่กองทัพสอนให้ผมแคร์

ในขณะที่วิถีชีวิตแบบพลเรือนนั้น ต่อให้เลวร้ายขั้นสุดผมก็ยังรู้สึกว่าง่ายเหมือนปอกกล้วย ผมเลยสนุกกับมันทุกนาที

บางทีคนรอบตัวก็หงุดหงิดกับท่าทีแบบนี้ของผม แต่ก็อย่างที่ผมบอกไปครับว่าผมก็ช่างแ_่งเหมือนกัน”

นิทานลูกโป่ง

ในคลาสเรียนวิชาหนึ่ง เมื่อนักศึกษาเดินเข้ามาในห้องเล็คเชอร์ พวกเขาเห็นว่าทุกที่นั่งมีลูกโป่งกับปากกาเมจิกวางอยู่

อาจารย์บอกให้นักศึกษาเป่าลูกโป่ง เขียนชื่อตัวเองบนลูกโป่ง แล้วนำมารวมไว้ที่หน้าชั้นเรียนก่อนกลับไปนั่งที่

เมื่อทุกคนทำเสร็จเรียบร้อย อาจารย์ก็กล่าวว่า

“ผมให้เวลา 5 นาที ลองมาหาลูกโป่งของตัวเองให้เจอ”

นักศึกษาร่วมร้อยคนกรูกันมาที่หน้าชั้นเรียนอีกครั้ง ตามหาลูกโป่งกันเป็นพัลวัน วิ่งชนกันวุ่นวาย แต่ผ่านไป 5 นาทีก็ยังไม่มีใครหาลูกโป่งของตัวเองเจอ

อาจารย์เคาะโต๊ะส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุด

“เอาล่ะ มาลองกันใหม่ คราวนี้ถ้าคุณเจอลูกโป่งที่มีชื่อของใครก็ตาม คุณเดินเอาลูกโป่งไปให้เจ้าของคนนั้น”

ภายในเวลา 5 นาที ทุกคนก็ได้ถือลูกโป่งของตัวเอง

อาจารย์ยิ้มแล้วกล่าวว่า

“ความสุขก็เป็นแบบนั้น ถ้าทุกคนต่างวิ่งหาความสุขของตัวเอง เราจะหามันไม่เจอ แต่ถ้าเราใส่ใจในความสุขของคนอื่น เราจะหาความสุขของตัวเองเจอเช่นกัน”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Triple OGs corner’s answer to Is there an image that made your day a little better?