เป็นครูนานๆ ก็ลืมการเป็นนักเรียน

เป็นหมอนานๆ ก็ลืมการเป็นคนไข้

เป็นโค้ชนานๆ ก็ลืมการเป็นผู้เล่นในสนาม

ลองเปลี่ยนหมวกที่สวมใส่ เมื่อได้มองจากมุมใหม่ ชีวิตย่อมไปได้ไกลกว่าเดิม

“The longer you’re a teacher, the less you remember what it is like to be a student.

The longer you’re a doctor, the less you remember what it is like to be a patient.

The longer you’re a coach, the less you remember what it is like to be a player.

Change positions. A new perspective can improve your old methods.”

James Clear

คุณท้อฟฟี่ แบรดชอว์ เคยมาบรรยายกิจกรรม WeShare ที่ LINE MAN Wongnai และได้เล่าให้ฟังว่า

“ในหนึ่งปีเราควรมีหนึ่งโปรเจคที่เราไม่เคยทำมาก่อนเลย ผมเคยไปเรียนมวยไทย ซึ่งไม่เข้ากันเลยกับตัวเอง ทั้งเจ็บ ทั้งร้อน แล้วก็ได้พบว่าแค่เปลี่ยนสนามเราก็ไม่ใช่ที่หนึ่งแล้ว มันทำให้เรารู้ว่ายังมีคนเก่งกว่าเราอีกเยอะ มันทำให้เราไม่กร่าง มันทำให้เรารู้จักชื่นชมคนอื่น”

ความเคยชินที่เนิ่นนานทำให้ชีวิตขาดสีสันและความลุ่มลึก เราจะเติบโตได้อย่างไรหากเราทำแต่เรื่องที่เราถนัดและคุ้นเคยอยู่แล้ว

นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมชื่นชอบการเดินทางไปต่างประเทศ (เมื่อครั้งที่โลกยังไม่มีโควิด) เพราะมันคือการพาตัวเองกลับไปสู่การไม่รู้อะไรเลย ภาษาก็อ่านไม่ออก พูดก็ไม่ได้ จะไปไหนต่อไหนก็หลงทาง หลายครั้งที่พลาดจนตกรถไฟหรือเสียตังค์อย่างน่าเจ็บใจ

แต่เหตุการณ์เหล่านี้นี่แหละคือสิ่งที่จะเด่นชัดในความทรงจำของเราที่สุด และมันคือสิ่งที่เราจะมองย้อนกลับมาด้วยความคิดถึงและเสียงหัวเราะ แถมยังให้บทเรียนที่หาไม่ได้จากหนังสือเล่มไหน

แม้ช่วงนี้เราไม่อาจเดินทางไกลทางกายภาพ แต่มันก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะออกเดินทางทางอารมณ์และทักษะ

เป็นครูกันมานาน อย่าลืมการเป็นนักเรียนด้วยนะครับ

นิทานยาพิษ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เด็กสาวคนหนึ่งนามว่าลี่ลี่ เมื่อเธอแต่งงานจึงได้ย้ายมาอยู่กับสามีและแม่สามี ภายในเวลาอันสั้นลี่ลี่ก็พบว่าเธอไม่สามารถเข้ากับแม่สามีได้เลย เพราะบุคลิกของทั้งคู่ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ลี่ลี่ทนนิสัยหลายอย่างของแม่สามีไม่ได้ ฝ่ายแม่สามีก็ได้แต่วิพากษ์วิจารณ์ลี่ลี่เสมอมา วันเวลาผ่านไปจากวันเป็นเดือน ลี่ลี่และแม่สามีทะเลาะกันไม่หยุดหย่อน แต่สิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ ตามธรรมเนียมจีน สะใภ้จะต้องก้มหัว และเชื่อฟังแม่สามีในทุกเรื่องราว ทั้งหลายทั้งปวงนี้นำมาซึ่งความทุกข์โศกแก่ผู้เป็นสามีเป็นอย่างยิ่ง

ในที่สุดวันที่ลี่ลี่หมดสิ้นความอดทนได้มาถึง จึงตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง เธอตรงไปหาคุณหวางเพื่อนรักของพ่อที่ขายสมุนไพร

หลังจากเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง เธอจึงถามว่า พอจะหายาพิษอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลในคราเดียวได้ไหม

คุณหวางคิดอยู่ชั่วขณะ ในที่สุดจึงกล่าวกับลี่ลี่ว่า

“ลุงจะช่วยหนูเอง…แต่หนูต้องฟังคำของลุงและเชื่อฟังสิ่งที่ลุงบอกนะ”

ลี่ลี่ตอบรับทันทีว่า “ค่ะ หนูจะทำตามที่คุณลุงแนะนำทุกอย่าง”

คุณหวางหายไปหลังร้าน และกลับมาภายในเวลาชั่วครู่พร้อมกับห่อสมุนไพรในมือ

เขากล่าวกับลี่ลี่ว่า

“ลุงจะจ่ายยาสมุนไพรให้หนูจำนวนหนึ่ง แต่หนูต้องไม่ใช้ยาพิษนี้ทั้งหมดในคราวเดียวกันนะ เพราะนั่นจะทำให้ทุกคนสงสัย

หนูจงเติมสมุนไพรนี้ลงไปในหมูเห็ดเป็ดไก่ที่ปรุงวันเว้นวัน สารพิษนี้จะได้ค่อยๆ สะสมอยู่ในตัวเธอ ขณะเดียวกัน หนูก็ต้องพูดจากับเธอดีๆ และเชื่อฟังเธอด้วย วันหนึ่งข้างหน้า เมื่อแม่สามีตายลง จะได้ไม่มีใครสงสัยในตัวหนูไงล่ะ

อย่าลืมนะ ห้ามเถียงเธอ แต่จงเชื่อฟังทุกอย่างที่เธอบอกและปฏิบัติต่อเธออย่างดีที่สุด”

ได้ยินดังนั้น ลี่ลี่รู้สึกสุขใจยิ่งนัก จึงกล่าวขอบคุณและร่ำลาคุณหวางเพื่อกลับไปเตรียมอุบายสังหารแม่สามี

วันและคืนผ่านไป ลี่ลี่จะต้องปรุงอาหารจานพิเศษให้แม่สามีทุกวันเว้นวัน เธอจดจำคำของคุณหวางได้เป็นอย่างดี พยายามควบคุมอารมณ์ เชื่อฟังและดูแลเธอเหมือนดั่งเป็นแม่ของตนเอง

เวลาล่วงไปได้หกเดือน ทุกสิ่งทุกอย่างภายใต้หลังคาบ้านนั้นกลับแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ลี่ลี่ได้ฝึกตนให้ควบคุมอารมณ์ได้ดีมาก ไม่เคยมีปากเสียงกันเลยตลอดหกเดือนนี้ แม่สามีดูเหมือนจะมีเมตตาต่อเธอและเข้ากันได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่ทัศนคติของแม่สามีที่มีต่อลี่ลี่ได้เปลี่ยนไปเช่นกัน เธอเริ่มรักลี่ลี่เหมือนกับลูกสาวแท้ๆ ของตัวเอง เธอพร่ำบอกเพื่อนฝูงและคณาญาติว่า ลี่ลี่เป็นลูกสะใภ้ที่ดีที่สุดและยากจะหาใครมาเสมอเหมือน

บัดนี้ ลี่ลี่ และแม่สามีรักกันดุจแม่-ลูกจริงๆ แล้ว ฝ่ายสามีลี่ลี่รู้สึกสุขใจเป็นที่สุดที่ได้เห็นภาพนั้น

วันหนึ่ง ลี่ลี่กลับไปหาคุณหวางเพื่อขอความช่วยเหลืออีกครั้ง

“คุณลุงหวางคะ กรุณาช่วยหนูด้วยค่ะ หนูไม่อยากให้แม่สามีตายแล้วค่ะ คุณลุงรู้มั้ยคะว่าตอนนี้แม่เปลี่ยนไปมาก ท่านดีกับหนูมากและหนูก็รักท่านเหมือนแม่จริงๆ ของหนู หนูไม่อยากให้ท่านตายด้วยยาพิษของหนูเลย”

คุณหวางพรายยิ้ม ผงกศีรษะและกล่าวว่า

“ลี่ลี่เอ๋ย ไม่มีอะไรต้องกังวล ลุงไม่เคยให้ยาพิษอะไรแก่หนูเลย สมุนไพรที่ให้ไปเมื่อคราวก่อนนั้นเป็นพวกวิตามินที่บำรุงร่างกาย ยาพิษอย่างเดียวนั้นอยู่ที่จิตใจและทัศนคติของหนูที่มีต่อแม่สามีต่างหาก และนั่นก็ได้รับการชำระล้างหมดแล้วด้วยความรักทั้งหมดทั้งมวลที่หนูมอบให้ท่าน”


ขอบคุณนิทานจาก Gplus Quotes: นิทานก่อนนอนเรื่องสะใภ้ แม่สามี ความรัก และยาพิษ

ทำ 10 อย่างนี้ สุขภาพดีขึ้นแน่นอน (ใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 10 นาที)

ทำตอนเช้า

1. เอาขวดน้ำ 1.5 ลิตรวางไว้บนโต๊ะทำงาน (30 วินาที)
คนทำงานที่บ้านมักจะมีปัญหาดื่มน้ำน้อยไปเสมอ การเอาน้ำหนึ่งขวดมาวางไว้ใกล้มือจะเป็น trigger ให้เราเอื้อมไปหยิบทุกครั้งที่คอแห้ง

อีกข้อดีของการดื่มน้ำก็คือเราจะเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น เป็นโอกาสให้เราได้ละสายตาจากจอคอม เพราะทุกวันนี้เราจ้องจอกันนานเกินไปแล้ว

2. ปูเสื่อโยคะไว้ข้างๆ โต๊ะทำงาน (15 วินาที)
เป็นอีกหนึ่ง trigger ที่ทำให้เราอยากทำอะไรบางอย่างกับมันหลังจากที่เดินกลับมาที่โต๊ะ ง่ายที่สุดคือทำแพลงค์หรือสควอท

ถ้ายังไม่มีเสื่อโยคะก็หาผ้าหรืออะไรนุ่มๆ มาใช้ทดแทนกันก็ได้ เพราะจุดประสงค์หลักคือให้มันเป็น trigger/reminder แต่แนะนำว่าลงทุนซื้อเสื่อโยคะจะคุ้มกว่า

ทำระหว่างวัน

3. ระหว่างที่รอคนเข้าประชุม Zoom/Google Meet ให้ยืดเส้นยืดสาย (1 นาที)
ช่วงเวลาที่รอคนเข้าประชุม แทนที่จะเช็คเมลหรือเข้าเฟซบุ๊ค ลองใช้มันเป็น trigger ให้เรายืดเส้นยืดสาย จะทำตรงเสื่อโยคะ หรือจะยืนเอาขาพาดเก้าอี้หรือโต๊ะก็ได้ ระวังอย่าให้เข้ากล้องก็แล้วกัน

ทำตอนหัวค่ำ

4. ชาร์จมือถือไว้นอกห้อง (15 วินาที)
ข้อนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อสุขภาพเรามากที่สุดใน 10 ข้อ เพราะการนอนเล่นมือถือนั้นทำให้เรานอนดึกแบบเลยเถิด ตอนจะนอนก็หลับยาก พอหลับไปแล้วก็หลับไม่สนิทอีก เปลี่ยนนิสัยนี้อย่างเดียวอาจเป็น game changer ได้เลย

5. เปิดโคมไฟหัวเตียงตอนสี่ทุ่ม (15 วินาที)
เป็น trigger ที่บอกว่าถึงเวลาหยุดกิจกรรมแล้วนะ พอเปิดไฟหัวเตียงแสง warm light เราก็จะรู้สึกอยากปิดไฟดวงอื่นๆ ในห้องโดยอัตโนมัติ

6. นอนหงาย (1 วินาที)
เพราะการนอนตะแคงจะทำให้เรานอนทับแขนข้างใดข้างหนึ่ง ถ้าเรามีอาการปวดแขนข้างไหนมานานแบบเรื้อรัง หรือซีกไหนของร่างกายมักบาดเจ็บบ่อยๆ นั่นอาจเป็นเพราะเรานอนตะแคงนี่แหละ

ทำเมื่อไหร่ก็ได้

7. Book เวลากินข้าวเที่ยงแบบ recurring เอาไว้ (30 วินาที)
Work from Home มักจะเจอประชุมรัวๆ จนไม่มีเวลาได้ทานข้าว นานๆ เข้าโรคกระเพาะก็ถามหา ดังนั้นจงกันเวลาให้ตัวเองได้กินข้าวตรงเวลา

8. ตั้งนาฬิกานอนหลับ (15 วินาที)
ถ้าเราเป็นคนนอนดึกจนเป็นนิสัย แล้วปีนี้อยากตื่นให้เช้าขึ้น วิธีแก้ไม่ใช่การตั้งนาฬิกาปลุก แต่ให้ตั้งนาฬิกาหลับ จะสี่ทุ่มหรือห้าทุ่มก็แล้วแต่ เมื่อเสียงนาฬิกาดังขึ้นก็ถึงเวลาหยุดกิจกรรมทุกอย่าง แล้วพาตัวเองไปนอนสบายๆ ใต้ warm light ที่เปิดเอาไว้ในข้อ 5 พร้อมหนังสือดีๆ ซักเล่มที่อ่านสองหน้าแล้วทำให้เราง่วงได้ยิ่งกว่ายานอนหลับ

บางคนอาจสงสัยว่า จะตั้งนาฬิกาหลับได้ยังไง มือถือชาร์จอยู่นอกห้อง คำตอบก็คือเข้าเว็บแล้วไปซื้อมา หรือไม่ก็เอามือถือที่ไม่ได้ใช้แล้วมาเป็นนาฬิกานอนหลับแทนก็ได้

9. สั่งผลไม้หรือโยเกิร์ตมาเก็บไว้ในตู้เย็น (4 นาที)
WFH แล้วน้ำหนักขึ้นกันถ้วนหน้า เพราะร่างกายได้เคลื่อนที่อยู่แค่โต๊ะ ห้องน้ำ และตู้เย็น ถ้าตู้เย็นมีแต่ขนม ยังไงก็อ้วน เราจึงควรหาของที่ดีต่อสุขภาพมาใส่ตู้เย็นเอาไว้หน่อย เวลาเปิดเจอจะได้หยิบมากินก่อน

ถามว่าจะสั่งจากไหนภายใน 4 นาที ง่ายที่สุดคือเข้าแอป Food Delivery ครับ แทบทุกเจ้ามี Mart ให้สั่งของสดของชำแล้ว

10. เข้า Youtube แล้วเสิร์ชคำว่า scientific 7-minute workout แล้ว bookmark หรือ add to home screen (1 นาที)
“เค้าว่ากันว่า” การออกกำลังกายตาม sequence นี้จะได้ผลลัพธ์ที่ optimized ที่สุด เช้าตื่นมาปูเสื่อโยคะแล้วก็ออกกำลังกายตามคลิปได้เลย


LINE MAN Wongnai Junior 2022 – บริษัทที่ผมเป็น Head of People อยู่กำลังรับสมัครนักศึกษาฝึกงาน 40 ตำแหน่ง 77 อัตรา – work from home ได้ มีเบี้ยเลี้ยงให้ทุกคน (โดยเฉพาะทีม Engineering ได้เบี้ยเลี้ยงดีมากๆ!) และมีโอกาสบรรจุเป็นพนักงานทันทีหากผลงานเข้าตา รับสมัครถึงเที่ยงวันศุกร์ที่ 7 มกราคมนี้ ดูรายละเอียดได้ที่ https://bit.ly/3HBNkbL ครับ

อุปสรรคไม่ใช่การขาดความรู้

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา CEO บริษัทของผมนัดทานข้าวกับผู้บริหารและครอบครัวประมาณยี่สิบกว่าคน

รายละเอียดเรื่องสถานที่และเวลานัดหมายอยู่ใน calendar invitation ที่เลขาส่งมาให้ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่แล้ว

ผมเสนอไปด้วยว่า ช่วงนี้ Omicron เริ่มระบาด เราควรขอให้ทุกคนตรวจ ATK ก่อนออกจากบ้านด้วย

CEO ก็เลยสร้างห้องใน Slack* และส่งรายละเอียดเรื่องดินเนอร์อีกครั้ง พร้อมกำชับให้ทุกคนตรวจ ATK และแชร์หลักฐานลงห้องนี้ ซึ่งทุกคนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

สี่โมงเย็นวันนัดหมาย ผมกับแฟนเลือกชุดให้เข้ากันคือโทนขาว/เงิน ลูกชายมีเสื้อแขนยาวคอเต่าเหมือนผมพอดีก็เลยแมทช์กันมาก ส่วนลูกสาวก็เป็นชุดกระโปรงลายยูนิคอร์นสีพาสเทล

ผมและครอบครัวมาถึงสถานที่ตามเวลา เจอน้องอีกคนที่มาเวลาไล่เลี่ยกัน หลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอ เขาก็กระซิบถามผมว่า “วันนี้เค้านัดใส่ชุดโทนสีเขียวหรือสีน้ำเงินไม่ใช่เหรอพี่?”

ผมหน้าเหวอ ไม่เห็นรู้เรื่องมาก่อน ใน invitation ไม่เห็นมีบอกเลย น้องก็เลยบอกว่า มันอยู่ใน Slack ครับพี่ พอผมเปิดอ่านดู ก็มีจริงๆ แถมเขียนเป็นบรรทัดแรกเลยด้วย

สรุปก็คือครอบครัวของผมแต่งตัวหลุดธีม โชคดีที่เป็นสีโทนอ่อนเลยไม่ได้ดูขัดหูขัดตาเท่าไหร่ วันนั้นมีอีก 2-3 คนที่ไม่ได้ใส่ชุดโทนเขียวหรือน้ำเงินมา ลองคุยดูก็เป็นสาเหตุเดียวกัน คืออ่านแต่ข้อมูลใน calendar invitation แต่ไม่ได้อ่านใน Slack ให้ละเอียด

มันก็เลยทำให้ผมคิดได้ว่า อุปสรรคไม่ใช่การขาดความรู้

อุปสรรคคือการที่เราคิดว่าเรารู้อยู่แล้ว

เมื่อเราคิดว่าเรารู้อยู่แล้ว เราจะ “ตาบอด” และ “หูหนวก” เหมือนที่ผมอ่านข้อความใน Slack แต่กลับไม่เห็นเรื่องสีธีมเสื้อผ้า

นี่คือจุดอ่อนของคนที่ศึกษามาเยอะ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ประวัติศาสตร์ และการเมือง เมื่ออ่านมาเยอะถึงระดับหนึ่ง เราจะมีความมั่นใจ เราจะมีชุดความคิดที่เรายึดมั่น พอมีชุดความคิดอื่นที่ไม่เข้าพวกผ่านเข้ามา มันก็จะโดนกรองออกโดยอัตโนมัติ

อะไรที่เรารู้ว่าตัวเองไม่รู้ เราจะระวังโดยธรรมชาติ

แต่อะไรที่เราคิดว่าเรารู้อยู่แล้ว เราจะประมาท

และมันอาจทำให้เราผิดพลาดแบบน่าเขกหัวตัวเองครับ


* Slack คือแอปสำหรับคุยกัน เหมาะกับการทำงานมากกว่าใช้ไลน์ บริษัทไหนยังไม่เคยใช้แนะนำให้ลองครับ

เติบใหญ่คือหา balance ให้เจอ

ใช้เงินอย่างระมัดระวังเพื่อวันข้างหน้า แต่ก็ใช้จ่ายเพื่อสร้างความสุขให้กับปัจจุบันด้วย เพราะเราไม่รู้วันข้างหน้ามันจะมาถึงจริงมั้ย หรือถ้ามาแล้วเราจะยังมีเรี่ยวแรงเหลือพอหรือเปล่า

เก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัวเพื่อครอบครัว แต่ไม่ลืมที่จะเผื่อแผ่ให้คนอื่นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพื่อให้ได้บุญ แต่เพื่อเป็นการฝึกฝนจิตใจไม่ให้ยึดติดกับทรัพย์สินและตัวเลขมากจนเกินไป

ใช้เวลาหลังเลิกงานและเสาร์อาทิตย์หารายได้เสริมหรือสร้าง side business แต่ก็ไม่มากเสียจนทุกชั่วโมงที่ตื่นนอนมีแต่สิ่งที่ “ต้องทำ” ตลอดเวลา

มุ่งมั่นทำงานให้สำเร็จ แต่ก็เข้าใจข้อจำกัดและสปีดของเพื่อนร่วมงานและลูกน้อง

แบ่งเวลาทำงานใหญ่เพื่อสร้าง impact แต่ก็ต้องเคลียร์งานเล็กงานน้อยเพื่อไม่ให้มันกลับมาสร้างปัญหาทีหลัง

มีปัญหาอะไรก็บอกกันตรงๆ แต่ก็ต้องเลือกวิธีพูดที่เหมาะกับคนคนนั้น

เลือกกินเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว แต่ไม่เคร่งครัดเสียจนไม่มีความสุขกับการกิน

ทำสิ่งต่างๆ ด้วยความซื่อตรง แต่ก็ไม่อ่อนต่อโลกเสียจนโดนคนอื่นเอาเปรียบอยู่ตลอด

พูดคุยกับคนข้างๆ อย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่สนุกปากเสียจนผิดใจกันโดยใช่เรื่อง

เข้าใจกระแสโลกและใช้มันให้เกิดประโยชน์ แต่ไม่เฮโลจนไม่เหลือจุดยืนใดๆ

มีความเชื่อที่ตัวเองยึดมั่น แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่นเสียจนกลายเป็นคนดื้อด้านดึงดันในวันที่บริบทได้เปลี่ยนไปแล้ว

ไม่ไปซ้ายสุด ไม่ไปขวาสุด ขณะเดียวกันก็ตระหนักว่า “ตรงกลาง” ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน

การเติบใหญ่คือการหา balance ให้เจอครับ