บทความนี้เป็นตอนที่สองของการมาเยือนพุทธคยาเป็นครั้งแรกของผมในวันที่ 8-12 มกราคม 2569 ครับ
ในตอนที่แล้วผมเล่าเรื่องการเตรียมตัวและประสบการณ์วันที่ 1 และวันที่ 2 ส่วนในตอนนี้จะมาเล่าเรื่องของวันที่เหลือครับ
วันที่ 3 – เขาคิชฌกูฏ – เวฬุวัน – หลวงพ่อองค์ดำ – มหาวิทยาลัยนาลันทา
เช้าวันที่ 3 เราไม่ได้ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปนั่งสมาธิที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพราะวันนี้เรามีเดินทางกันไกลพอสมควร
วันนี้คือวันที่ตัวละครสำคัญในสมัยพุทธกาลกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าอชาตศัตรู พระอานนท์ พระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร
เราจะได้ไปเยือนเขาคิชฌกูฏที่ไม่ได้อยู่ที่จันทบุรี วัดเวฬุวัน วัดแห่งแรกในพุทธศาสนา และมหาวิทยาลัยนาลันทาที่เคยมีพระสงฆ์มาอยู่รวมกันนับหมื่นรูป
เมื่อผมนั่งลงเขียนบทความวันนี้ ก็ได้พบว่าข้อเสียอย่างหนึ่งของการมากับบริษัททัวร์และกับพี่ก็ (ดร.วิรไท สันติประภพ) ที่ช่วยจัดแจงทุกอย่างให้ ก็คือผมไม่รู้เลยว่าแต่ละที่อยู่ตรงไหนบน Google Maps ต้องขับรถขึ้นเหนือหรือล่องใต้ แต่ละที่มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่าอย่างไร ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรในการย้อนกลับไปศึกษาเส้นทางของเราในวันที่ 3 ของทริป จึงขอนำลิงค์มาวางไว้ตรงนี้ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครที่อยากจะตามรอยนะครับ

(ถ้าอ่านบทความนี้ในโซเชียล ผมจะแปะลิงค์ Google Maps Route ไว้ในคอมเมนต์นะครับ)
แค่นั่งรถอย่างเดียวก็ 5 ชั่วโมงแล้ว จึงไม่แปลกใจที่วันนั้นเราออกจากโรงแรม 8 โมงเช้า และกลับถึงโรงแรมเกือบสองทุ่ม
จากโรงแรมไปวัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร ต้องใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง ระหว่างทางพี่ก็จึงช่วยบรรยายให้คนทั้งรถฟังถึงความสำคัญของ “เมืองราชคฤห์” (Rajgir) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของพุทธคยา
ราชคฤห์ (ราด ชะ ครึ) เป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธสมัยพุทธกาล มีภูเขาล้อมรอบ 5 ลูก จึงมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “เบญจคีรีนคร”
พี่ก็เล่าว่า เมื่อสมณโคดมออกบวชใหม่ๆ ท่านเลือกมาที่กรุงราชคฤห์ก่อน เพราะว่าเมืองนี้เป็นเมืองวิชาการ มีสำนักให้เลือกเรียนหลากหลาย และไม่ได้เป็นเมืองที่วัฒนธรรมฮินดูฝังรากลึกเหมือนในเมืองพาราณสี (Varanasi)
พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระราชาของกรุงราชคฤห์ เมื่อได้พบกับสมณโคดมและรับทราบว่าท่านเป็นลูกกษัตริย์จากกรุงกบิลพัสดุ์ จึงชวนสมณโคดมว่าอย่าบวชต่อไปเลย มาช่วยท่านปกครองบ้านเมืองดีกว่า ท่านจะแบ่งเมืองให้ แต่สมณโคดมปฏิเสธ
พระเจ้าพิมพิสารจึงขอว่า หากวันหนึ่งสมณโคดมบรรลุธรรม ให้กลับมาโปรดท่านเป็นคนแรกๆ
(ระหว่างที่เขียนบล็อกนี้ ผมลองพล็อตเส้นทางการเดินทางของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ครั้งออกจากรุงกบิลพัสดุ์จนได้ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ก็ได้เส้นทางตามนี้ครับ
รวมระยะทางเดินเท้า 545 กิโลเมตร ซึ่งก็นับว่าไม่ไกลเมื่อคำนึงว่าเจ้าชายสิทธัตถะใช้เวลา 6 ปีกว่าจะบรรลุเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านตั้งใจจะกลับไปสอนครูของท่านคืออาฬารดาบสและอุทกดาบส แต่ปรากฎว่าทั้งสองท่านไม่อยู่เสียแล้ว จึงไปโปรดปัญจวัคคีย์ที่สารนาถ (ซึ่งอยู่ในพาราณสี) และแสดงปฐมเทศนาจนพระอัญญาโกณฑัญญะบรรลุโสดาบัน ในวันเพ็ญเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชา (2 เดือนหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน 6)
พี่ก็เล่าให้ฟังว่า การเดินทางของพระพุทธเจ้าในพุทธประวัตินั้นทำให้เรายิ่งเชื่อได้ว่าท่านเคยมีตัวตนอยู่จริงๆ เพราะเราสามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์สำคัญ + timeline + ระยะทางได้อย่างลงตัว
ยกตัวอย่างเช่น หลังจากตรัสรู้ ท่านใช้เวลา 7 สัปดาห์แรกในการเสวยวิมุตติสุข และอีกประมาณ 10 วันในการเดินเท้าจากพุทธคยาไปสารนาถ (ใน Google Maps บอกว่าห่างกัน 105 กิโลเมตร แต่ Gemini บอกว่าห่างออกไป 200 กว่ากิโลเมตร แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร การเดินเท้าวันละ 10-20 กิโลเมตรก็เป็นวิสัยปกติที่จะทำได้) ก่อนจะได้แสดงปฐมเทศนาให้ปัญจวัคคีย์ที่สารนาถ
จากนั้น พระพุทธเจ้าจึงเดินทางกลับมาที่ตำบลอุรุเวลาแถวๆ พุทธคยาอีกครั้ง แล้วไปแสดงธรรมให้กับชฎิล 3 พี่น้อง (อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และ คยากัสสปะ) จนชฎิลทั้งสามเลิกบูชาไฟและขอบวชกับพระพุทธเจ้าพร้อมลูกศิษย์อีก 1,000 คน
เมื่อพระพุทธเจ้ามีและชฎิล 3 พี่น้องและคณะสงฆ์พันกว่ารูปเป็นผู้ติดตาม จึงออกเดินทางไปที่กรุงราชคฤห์ และได้แสดงธรรมให้พระเจ้าพิมพิสารและประชาชนที่สวนตาลหนุ่ม (ลัฏฐิวัน)
พระเจ้าพิมพิสารและราษฎรในราชคฤห์นั้นนับถือชฎิล 3 พี่น้องเป็นอาจารย์อยู่แล้ว พอได้เห็นอาจารย์ของตัวเองกราบไหว้พระพุทธเจ้า ก็เลยยิ่งมั่นใจว่าพระพุทธเจ้าน่าจะบรรลุธรรมแล้วจริงๆ
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจนพระเจ้าพิมพิสารได้บรรลุโสดาบัน รวมถึงประชาชน 120,000 ชีวิตที่มาเข้าเฝ้าในวันนั้นก็หันมานับถือศาสนาพุทธด้วย
พระเจ้าพิมพิสารตัดสินใจถวาย เวฬุวัน ที่แปลว่า “ป่าไม้ไผ่” (Venu Van) ให้เป็นที่พำนักของพระพุทธเจ้า นี่จึงเป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา
แต่ไม่ไกลจากเวฬุวันก็มีอีกสถานที่สำคัญหนึ่งคือ “เขาคิชฌกูฏ” ที่ชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า Vulture’s Peak ผมถึงเพิ่งรู้ว่า คิชฌ แปลว่าแร้ง กูฏ แปลว่ายอดเขา โดยสันนิษฐานว่าเพราะหุบเขานี้มีลักษณะเหมือนแร้ง
ถ้าเวฬุวันคือ public space ที่ประชาชนและสาวกมาฟังเทศน์และทำบุญตักบาตรได้ เขาคิชฌกูฏก็เป็น private space ที่พระพุทธเจ้าใช้สำหรับปลีกวิเวก
เรื่องราวที่เราเคยได้ยินว่าพระเทวทัตกลิ้งหินลงมาหวังทำร้ายพระพุทธเจ้า แต่หินเกิดแตกออกเสียก่อน เศษหินโดนพระพุทธเจ้าจนพระบาทห้อพระโลหิต ก็เกิดขึ้นที่เขาคิชฌกูฏนี่เอง
และก็เป็นพระเทวทัตอีกเช่นกันที่ยุยงพระเจ้าอชาตศัตรู ให้ลอบทำร้ายพระเจ้าพิมพิสารซึ่งเป็นบิดาของตัวเอง เพื่อจะได้ขึ้นครองราชคฤห์เสียเอง แต่การทำร้ายไม่สำเร็จ เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทราบเรื่อง ก็เลยปรามลูกว่าจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร อย่างไรเสียท่านก็จะยกเมืองนี้ให้พระเจ้าอชาตศัตรูอยู่แล้ว จากนั้นท่านก็เลยสละราชสมบัติให้พระเจ้าอชาตศัตรูขึ้นครองราชย์แทน
แต่พระเจ้าอชาตศัตรูก็ยังไม่วางใจ เพราะพระเทวทัตยังคอยเตือนว่า ตราบใดที่พระบิดายังอยู่ ก็อาจจะกลับขึ้นมามีอำนาจได้อยู่ดี พระเจ้าอชาตศัตรูจึงจับพระเจ้าพิมพิสารเข้าคุก แต่ถึงกระนั้นพระเจ้าพิมพิสารก็ยังมีกำลังใจที่ดี ยังเดินจงกรมอยู่ในคุก และเมื่อมองลอดหน้าต่างคุกออกไปก็สามารถมองเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้น-ลงเขาคิชฌกูฏอยู่ทุกวัน
เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทราบเรื่อง จึงทรมานพระเจ้าพิมพิสารด้วยการเฉือนพระบาท และทาเกลือย่างไฟ เพื่อไม่ให้เดินจงกรมได้ จนในที่สุดท่านก็สวรรคตในคุกนั้น
หลังจากคณะของเราออกเดินทางมาได้ชั่วโมงครึ่ง จุดแวะแรกของเราคือวัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร วัดนี้ตั้งอยู่ตรง “ลัฏฐิวัน” ซึ่งก็คือสวนตาลหนุ่มที่พระเจ้าพิมพิสารได้พาประชาชนมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและชฎิล 3 พี่น้องนั่นเอง
วัดยังอยู่ในช่วงก่อสร้าง ไม่มีอาคารอะไรมากมายนัก แต่ที่น่าประทับใจคือมีห้องน้ำที่สร้างเรียงรายติดกันนับสิบห้องและสะอาดสะอ้านสุดๆ (จากประสบการณ์ที่ได้เข้าห้องน้ำที่วัดไทยที่นี่ ทุกห้องดูแลความสะอาดได้อย่างหมดจดจริงๆ)
เข้าห้องน้ำเสร็จ พวกเราก็ได้รับประทานโรตีโรยนมข้นหวานและเครื่องดื่มร้อนๆ ที่ทางวัดจัดเตรียมเอาไว้ให้ผู้มาเยือน มีพระรูปหนึ่งซึ่งผมมารู้ภายหลังว่าเป็นท่านเจ้าอาวาส ดร.พระมหาบุญสนอง สิริธโร กล่าวต้อนรับผ่านไมโครโฟนและเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้พวกเราฟัง ประทับใจมากในวาทศิลป์ที่คล่องแคล่วสำบัดสำนวน เปี่ยมไปด้วยคำคล้องจองและไม่มี dead air แม้แต่น้อย ผมกับผึ้งได้ทำบุญเพื่อร่วมซื้อที่ดินให้กับวัดในอนาคต
ในวันก่อนหน้านี้ พี่ก็เล่าให้ฟังว่าการที่นานาประเทศมาสร้างวัดของตัวเองที่พุทธคยา ก็เพื่อเป็นการนำพุทธศาสนาให้กลับมามีชีวิตในบ้านเกิดอีกครั้ง เพราะหลังจากยุคเสื่อมของพุทธศาสนาในอินเดีย (ช่วงศตวรรษที่ 17-19) พุทธคยาเคยถูกทิ้งร้างและบางส่วนถูกดูแลโดยนักบวชฮินดู
ประเด็นหนึ่งที่ผมสงสัย ก็คือพระพุทธเจ้าเทศน์ให้พระเจ้าพิมพิสารและประชาชน 120,000 คนได้อย่างไรในสมัยที่ยังไม่มีลำโพง
ท่านเจ้าอาวาสเหมือนจะอ่านใจผมออก และพูดผ่านไมโครโฟนว่าสมัยนั้นอาจจะเป็นการพูดต่อไปแบบปากต่อปากก็ได้ (คนข้างหน้าได้ยิน แล้วเล่าให้คนข้างหลังฟังต่อ) ผมกลับมาที่ไทยก็ลองไปเสิร์ชข้อมูลดูก็มีสมมติฐานหลายอย่าง เช่นตัวเลขอาจไม่ถึงแสนสอง พื้นที่ในหุบเขาทำให้เสียงก้องกังวาน และพระสุรเสียงของพระพุทธเจ้าที่บำเพ็ญมาอย่างดี อันนี้ก็สุดแท้แต่ว่าเราจะเลือกเชื่อทฤษฎีไหน
ออกจากวัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหารแล้ว เราตรงไปที่เขาคิชฌกูฏ ซึ่งพี่ก็เล่าว่า ทางเดินขึ้นเขานั้นเชื่อกันว่าเป็นทางที่พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านเป็นประจำ และพระอรหันต์ก็เคยมาพำนักอยู่ที่นี่เยอะมาก ดังนั้นครูบาอาจารย์หลายองค์จากเมืองไทยที่ได้มาสักการะสถานที่แห่งนี้ จะถอดรองเท้าแล้วเดินเท้าเปล่าขึ้นไปตลอดเส้นทาง เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อพระพุทธองค์
ส่วนใครที่สุขภาพไม่เอื้ออำนวย ข้างๆ มีกระเช้าที่ขึ้นไปวัดญี่ปุ่น และมีทางเดินลัดเลาะไปที่ด้านบนของเขาคิชฌกูฏได้เช่นกัน แต่วิธีที่อาจจะสะดวกกว่า คือจ่ายเงินค่าเสลี่ยงให้คนแบกเราขึ้นไปเลย
ทางขึ้นเขานั้นเต็มไปด้วยเด็ก สตรี คนชรา คนพิการ ที่มานั่งขอทานและขายของเต็มสองข้างทางเหมือนตอนที่เราเดินขึ้นดงคสิริ แต่มีจำนวนเยอะกว่า เราจึงต้องใช้มาตรการเดิมคือใส่แว่นตาดำและไม่พูดคุยด้วย
ทางขึ้นเขาคิชฌกูฏนั้นเราจะขึ้นไปเจอถ้ำพระโมคคัลลานะก่อน พี่ก็เล่าว่าจุดนี้เป็นเหมือน waiting room เวลาที่ใครต้องการจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าก็จะต้องมารอกันตรงนี้ หากพระเจ้าพิมพิสารเสด็จขึ้นมา ก็ต้องเปลื้องอาวุธที่นี่ และทหารที่ติดตามก็ต้องรออยู่ตรงนี้ ให้พระเจ้าพิมพิสารเสด็จขึ้นไปเฝ้าพระพุทธเจ้าได้คนเดียว
ผ่านถ้ำพระโมคคัลลานะมาแล้วก็จะเป็นถ้ำสุกรขาตา (สุ กะ ระ ขา ตา) หรือถ้ำพระสารีบุตร
เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในถ้ำแห่งนี้ 15 วันหลังจากอุปติสสะออกบวช (แม่ของอุปติสสะชื่อนางสารี ท่านจึงได้นามว่าสารีบุตร)
พระสารีบุตรกำลังถวายงานพัดในถ้ำแห่งนี้ ระหว่างที่พระพุทธเจ้ากำลังสนทนาธรรมกับทีฆนขพราหมณ์ หลานชายของพระสารีบุตร
(ทีฆนขะ แปลว่า ผู้มีเล็บยาว ทีฆ แปลว่ายาว นขะ แปลว่าเล็บ เหมือนที่เราเคยได้ยินที่พระอุปัชฌาย์สอนนาคก่อนบวชว่า “เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ – ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง”)
ผมขอคัดข้อความจากหนังสือ “Buddhist Holy Day หนีตามพระพุทธเจ้า” ที่เขียนโดยคุณโจ้ บองโก้ และ รศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ เพราะเห็นว่าเล่าเรื่องได้ร่วมสมัยและเห็นภาพดี
“ทีฆนขะเนี่ยเป็นคนอีโก้มาก มองว่าไม่มีอะไรในโลกนี้เหมาะกับตนทั้งนั้น (เราก็อาจเคยรู้จักคนแบบนี้อยู่บ้าง ไอ้นั่นก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ไม่มีอะไรเข้าท่า กูเก่งที่สุด) พุทธะฟังแล้วก็ตอบกลับไปเพียงว่า แม้แต่ความเห็นของท่านที่บอกว่าสิ่งทั้งปวงไม่เหมาะควรแก่ท่านนั้น ก็ไม่ควรแก่ท่านเช่นกัน
กรรมการอึ้ง ทีฆนขะอึ้ง เออว่ะ ถ้าไม่มีอะไรคู่ควรกับเรา ความเห็นเราเองก็ไม่ควรกับเราด้วยเหมือนกันสิ
ทีฆนขะคิดว่าพุทธะคนนี้พูดจาเข้าท่า ด้านพุทธะเห็นอีโก้ของทีฆนขะเบาลงแล้วเลยเทศน์ไปหนึ่งยก มีอีโก้นักใช่ไหม รับนี่ไปซะ เวทนาปริคคหสูตร ว่าด้วยเรื่องเวทนาขันธ์ ความสุข ความทุกข์ ความไม่สุขไม่ทุกข์ ทั้งสามอย่างนี้ล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดา ควรเบื่อหน่าย ไม่ยึดติดทั้งในความสุข ความทุกข์ และความเฉยๆ ทีฆนขะฟังก็เกิดดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระโสดาบัน และประกาศตัวเป็นอุบาสกทันที
ส่วนพระสารีบุตรที่คอยพัดให้พระพุทธเจ้าอยู่ด้านหลัง ก็ได้พิจารณาธรรมเวทนาขันธ์ไปด้วย จนบรรลุพระอรหันต์จากธรรมเทศนาที่พุทธะแสดงแก่ผู้อื่น เหมือนคนที่เห็นผู้อื่นได้บริโภคอาหาร ก็บรรเทาความหิวของตนลงไปได้ฉันนั้น
ถ้ำหัวหมูจึงเป็นสถานที่บรรลุอรหันต์ของพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวา ผู้เป็นเลิศด้านมีปัญญามาก หลังจากท่านออกบวชได้กึ่งเดือน”
หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมสมัยพุทธกาลคนถึงบรรลุธรรมกันง่ายจัง ฟังคำสอนเพียงไม่กี่คำก็บรรลุกันแล้ว ส่วนเราได้ฟังได้อ่านไม่รู้กี่รอบก็ยังไปไม่ถึงไหน
พี่ก็อธิบายว่าคนในสมัยพุทธกาลนั้นต่างบำเพ็ญเพียรกันอย่างจริงจังอยู่แล้ว ซึ่งการทำสมาธิและทรมานร่างกายก็เป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แม้จะยังไม่ใช่ทางที่ถูกต้องแต่คนเหล่านี้ก็มีอินทรีย์แก่กล้า ดังนั้นพอพระพุทธเจ้ามาสะกิดนิดเดียวก็เข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องจนบรรลุธรรมได้โดยไม่ยากเย็น
อีกเกร็ดหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ วันที่พระสารีบุตรบรรลุธรรมนั้นเป็นกลางวันของวันเพ็ญเดือน 3
พอตกค่ำ พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเขาคิชฌกูฏมายังเวฬุวัน และเกิดจาตุรงคสันนิบาต พระอรหันต์ 1,250 รูปมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย และพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนา อันได้แก่การทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธิ์
พระสารีบุตรได้บรรลุธรรมในวันมาฆบูชา ทันเวลาที่จะได้เป็นหนึ่งในพระอรหันต์ 1,250 รูปในวันนั้นอย่างฉิวเฉียด
จุดหมายสุดท้ายของเราคือยอดเขาคิชฌกูฏอันเป็นที่ตั้งของ “คันธกุฎี” (คัน ทะ กุ ดี) ที่แปลว่า กุฎีที่มีกลิ่นหอม เพราะมีของหอมนานาชนิดมาบูชาพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ
ตรงบันไดทางขึ้นชุดสุดท้ายประมาณ 20 ขั้นก่อนถึงคันธกุฎี ก็มีฝูงลิงมานั่งเล่นหาเห็บให้แก่กัน ดูน่ารักน่าเอ็นดู
เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขาก็พบว่าวิวสวยมาก มองเห็นภูเขาโดยรอบและตัวเมืองราชคฤห์แบบพาโนราม่า ชวนให้นึกถึงภาพที่พระพุทธเจ้าใช้ญาณสำรวจยามเช้ามืดเพื่อพิจารณาสัตว์โลกที่ควรเสด็จไปโปรด
ตรงกลางของพื้นที่ คือ “คันธกุฎี” ที่ไม่ได้มีกุฏิใดๆ มีเพียงกำแพงที่ก่อขึ้นมาสูงประมาณหัวเข่า พื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสประมาณ 3 x 3 เมตรเท่านั้น
หนึ่งในศาสดาเอกของโลกเคยพำนักอยู่ในพื้นที่เพียงเท่านี้ หน้าหนาวจะหนาวแค่ไหน หน้าร้อนแดดจะแผดเผาปานใด
ตรงริมบันไดทางลง มีกำแพงก่ออยู่เช่นกัน พื้นที่เล็กกว่าคันธกุฎีประมาณเท่าตัว จนตอนแรกผมไม่ทันสังเกตเห็นด้วยซ้ำ นี่คือกุฏิของพระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก (ถ้าใช้ภาษาของคุณโจ้ บองโก้ พระอานนท์คือบัตเลอร์ของพระพุทธเจ้า)
คณะของเราแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนั่งสมาธิอยู่ตรงหน้าคันธกุฎีซึ่งแดดจ้าจนต้องใส่หมวก ส่วนอีกกลุ่มออกไปนั่งสมาธิตรงชะง่อนผา ซึ่งอยู่ใต้ร่มเงาพอดี

ผมนั่งได้สักพัก ก็มาขอเดินจงกรมรอบๆ คันธกุฎี ในขณะที่บางคน (ที่ไม่ได้อยู่ในคณะของเรา) เข้าไปนั่งสมาธิในตัวคันธกุฎีเลย
เราใช้เวลาตรงนั้นอยู่ราว 45 นาทีก่อนที่จะลงมา แต่ก่อนจะลงก็มีเหตุการณ์ตื่นเต้น นั่นคือมีคู่สามี-ภรรยาอายุห้าสิบกว่าๆ ทะเลาะกับฝูงลิง ซึ่งน่าจะเป็นฝูงเดียวกับที่ผมเห็นว่าน่ารักตอนก่อนเดินขึ้นบันได เพราะลิงจะเอาถุงที่สองคนนั้นถืออยู่ไปดูว่าในนั้นมีของกินอะไรบ้าง ฝ่ายมนุษย์ก็ไม่ยอม ยื้อแย่งกับลิงกันไปมา จนลิงตัวนึงฉุนจัด กระโดดไปที่ผู้หญิงและกัดตรงหัวไหล่ เดชะบุญที่มีเจ้าหน้าที่อยู่ตรงนั้นพอดีเลยใช้ไม้ก้านยาวๆ ช่วยขับไล่ คุณผู้หญิงคนนั้นยืนจับหัวไหล่ และบอกเจ้าหน้าที่ว่าไม่เป็นอะไรมาก เลือดไม่ไหล เขี้ยวลิงไม่ได้ทะลุเสื้อเข้าไป
ที่เล่าให้ฟัง เพื่อจะบอกว่าหากถืออาหารหรือขวดน้ำขึ้นไป ก็ต้องเก็บใส่กระเป๋าให้มิดชิด ไม่อย่างนั้นเรามีสิทธิ์ที่จะได้ต่อสู้กับลิงจนสูญเสียความตั้งใจที่ขึ้นมา
ก่อนจะลง พี่ก็ชี้ให้ดูทางที่พระพุทธเจ้าลงจากคันธกุฎี ซึ่งเป็นคนละทางกับทางเดินที่เราขึ้นมา และมีความชันกว่ามาก มีสองคนในคณะของเราลองลงไปตามทางนั้นดู และพบว่ามันเป็นทางลัดตรงไปที่ถ้ำพระโมคคัลลานะเลย ทำให้นึกภาพได้ว่า ตอนที่พระเจ้าพิมพิสารมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็น่าจะต้องขึ้นทางที่ชันเอามากๆ เช่นกัน
ตอนขาขึ้นเราไม่ได้แวะถ้ำเพราะอยากจะตรงมาที่คันธกุฎีก่อน ขาลงเราจึงได้แวะถ้ำสุกรขาตาและถ้ำพระโมคคัลลานะ ผมได้เข้าไปนั่งสงบนิ่งอยู่ในถ้ำพระโมคคัลลนะอยู่ประมาณ 1-2 นาที เป็นเวลาสั้นๆ แต่ความรู้สึกในตอนนั้นยังติดตัวผมมาถึงตอนนี้
คนอาจจะมีจินตนาการว่าถ้ำของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะน่าจะต้องมีขนาดใหญ่ เพราะเป็นถึงอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้าย แต่ที่จริงแล้วถ้ำค่อนข้างเล็ก เข้าไปนั่งสัก 5 คนก็น่าจะเกือบเต็มพื้นที่แล้ว

เดินลงมาที่ตีนเขาคิชฌกูฏ ก็เจอขอทานเรียงรายอยู่มากมายเช่นเดิม ผมคิดในใจว่าหญิงชราบางคนอาจจะเป็นขอทานมาตั้งแต่ตอนเด็ก และเด็กน้อยบางคนที่กำลังแบมือขอเงินผมในวันนี้ ก็อาจจะเป็นขอทานไปถึงวัยชราในอีก 70 ปีข้างหน้าเลยก็ได้
เพราะรัฐพิหารอันเป็นที่ตั้งของราชคฤห์และพุทธคยานั้นคือรัฐที่ยากจนที่สุดในอินเดีย หลายคนที่เกิดในรัฐนี้จึงอาจจะต้องทนทุกข์และติดกับวังวนของความยากจนไปทั้งชีวิต (“พี่ณัฐ” หนึ่งในคณะที่ไปด้วยกัน ได้กลับมาเล่าในเพจ “ณัฐมาคุย” ว่า ไม่ใช่พวกเขาเหล่านี้ไม่อยากปีนบันไดทางสังคมขึ้นไป แต่เพราะบันไดมันขาดสะบั้นและไม่มีให้ปีนเลยต่างหาก)
แล้วผมก็คิดได้อีกอย่างว่า ถ้าวังวนของความยากจนชั่วชีวิตมันน่าหดหู่ขนาดนี้ แล้ววังวนของสังสารวัฏที่พวกเรายังหาทางออกไม่เจอมันจะน่าหดหู่ขนาดไหน
ตอนแรกตั้งใจว่าจะเขียนบทความนี้เป็นตอนสุดท้ายของพุทธคยาจาริก แต่ปรากฏว่าเขียนมาหลายพันคำก็ยังเพิ่งได้ลงจากเขาคิชฌกูฏ
จึงขอเก็บการเดินทางที่เหลือไว้เล่าในโอกาสหน้านะครับ
(บทความถัดไปจะขอเบรกจากพุทธคยาจาริกสักหนึ่งตอนนะครับ)
ป.ล. ในวันที่ตีพิมพ์บทความนี้ (25 มกราคม 2569) ก็ได้ข่าวจากกรุ๊ปไลน์ของชาวคณะที่ไปเยือนพุทธคยาด้วยกัน ว่าสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา ได้ออกประกาศเตือนดังนี้:
“ประกาศเตือนการระบาดของไวรัสนิปาห์
ตามที่ได้เกิดการระบาดของไวรัสนิปาห์ (NIPAH) ในรัฐเบงกอลตะวันตก ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (12 ม.ค. 69) ส่งผลให้มีชาวอินเดียในเมืองกัลกัตตาติดเชื้อ 5 ราย นั้น
สกญ. ณ เมืองกัลกัตตา ขอประกาศเตือนคนไทยในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้แสวงบุญชาวไทยที่จะเดินทางมาแสวงบุญที่พุทธคยาและพื้นที่ใกล้เคียง เขตรัฐพิหาร ให้ระมัดระวังและติดตามข่าวการแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด
และหากจะเดินทางมายังรัฐเบงกอลตะวันตกขอให้รักษาสุขอนามัย หลีกเลี่ยงการบริโภคผลไม้ อาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และอาหารดิบประเภทต่าง ๆ โดยในชั้นนี้ ยังไม่พบการระบาดในหมู่คนไทย
ทั้งนี้ หน่วยงานสาธารณสุขของรัฐเบงกอลตะวันตกได้เตือนให้ประชาชนรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด อาทิ การใช้หน้ากาก น้ำยาล้างมือ เนื่องจาก มีโอกาสระบาดจากสัตว์สู่คนได้”
วันที่พบเคสแรก 12 ม.ค. คือวันที่พวกเราเดินทางกลับพอดี และทางสมาชิกกลุ่มก็ได้มีการเช็คไปยังวัดไทยพุทธคยา ยังไม่มีใครเจ็บป่วยเป็นอะไรครับ











