พุทธคยาจาริก (ตอนที่ 2)

บทความนี้เป็นตอนที่สองของการมาเยือนพุทธคยาเป็นครั้งแรกของผมในวันที่ 8-12 มกราคม 2569 ครับ

ในตอนที่แล้วผมเล่าเรื่องการเตรียมตัวและประสบการณ์วันที่ 1 และวันที่ 2 ส่วนในตอนนี้จะมาเล่าเรื่องของวันที่เหลือครับ


วันที่ 3 – เขาคิชฌกูฏ – เวฬุวัน – หลวงพ่อองค์ดำ – มหาวิทยาลัยนาลันทา

เช้าวันที่ 3 เราไม่ได้ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปนั่งสมาธิที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพราะวันนี้เรามีเดินทางกันไกลพอสมควร

วันนี้คือวันที่ตัวละครสำคัญในสมัยพุทธกาลกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าอชาตศัตรู พระอานนท์ พระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร

เราจะได้ไปเยือนเขาคิชฌกูฏที่ไม่ได้อยู่ที่จันทบุรี วัดเวฬุวัน วัดแห่งแรกในพุทธศาสนา และมหาวิทยาลัยนาลันทาที่เคยมีพระสงฆ์มาอยู่รวมกันนับหมื่นรูป

เมื่อผมนั่งลงเขียนบทความวันนี้ ก็ได้พบว่าข้อเสียอย่างหนึ่งของการมากับบริษัททัวร์และกับพี่ก็ (ดร.วิรไท สันติประภพ) ที่ช่วยจัดแจงทุกอย่างให้ ก็คือผมไม่รู้เลยว่าแต่ละที่อยู่ตรงไหนบน Google Maps ต้องขับรถขึ้นเหนือหรือล่องใต้ แต่ละที่มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่าอย่างไร ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรในการย้อนกลับไปศึกษาเส้นทางของเราในวันที่ 3 ของทริป จึงขอนำลิงค์มาวางไว้ตรงนี้ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครที่อยากจะตามรอยนะครับ

Hyatt Place Bodh Gaya -> วัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร -> เขาคิชฌกูฏ (Vulture’s Peak) -> วัดเวฬุวัน (Venu Van) -> Indo Hokke Hotel (ข้าวเที่ยง) -> หลวงพ่อองค์ดำ (Black Buddha Nalanda) -> นาลันทา (Ruins of Nalanda Mahavihara) -> วัดนวมินทรธัมมิกราช -> Hyatt Place Bodh Gaya

(ถ้าอ่านบทความนี้ในโซเชียล ผมจะแปะลิงค์ Google Maps Route ไว้ในคอมเมนต์นะครับ)

แค่นั่งรถอย่างเดียวก็ 5 ชั่วโมงแล้ว จึงไม่แปลกใจที่วันนั้นเราออกจากโรงแรม 8 โมงเช้า และกลับถึงโรงแรมเกือบสองทุ่ม


จากโรงแรมไปวัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร ต้องใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง ระหว่างทางพี่ก็จึงช่วยบรรยายให้คนทั้งรถฟังถึงความสำคัญของ “เมืองราชคฤห์” (Rajgir) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของพุทธคยา

ราชคฤห์ (ราด ชะ ครึ) เป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธสมัยพุทธกาล มีภูเขาล้อมรอบ 5 ลูก จึงมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “เบญจคีรีนคร”

พี่ก็เล่าว่า เมื่อสมณโคดมออกบวชใหม่ๆ ท่านเลือกมาที่กรุงราชคฤห์ก่อน เพราะว่าเมืองนี้เป็นเมืองวิชาการ มีสำนักให้เลือกเรียนหลากหลาย และไม่ได้เป็นเมืองที่วัฒนธรรมฮินดูฝังรากลึกเหมือนในเมืองพาราณสี (Varanasi)

พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระราชาของกรุงราชคฤห์ เมื่อได้พบกับสมณโคดมและรับทราบว่าท่านเป็นลูกกษัตริย์จากกรุงกบิลพัสดุ์ จึงชวนสมณโคดมว่าอย่าบวชต่อไปเลย มาช่วยท่านปกครองบ้านเมืองดีกว่า ท่านจะแบ่งเมืองให้ แต่สมณโคดมปฏิเสธ

พระเจ้าพิมพิสารจึงขอว่า หากวันหนึ่งสมณโคดมบรรลุธรรม ให้กลับมาโปรดท่านเป็นคนแรกๆ

(ระหว่างที่เขียนบล็อกนี้ ผมลองพล็อตเส้นทางการเดินทางของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ครั้งออกจากรุงกบิลพัสดุ์จนได้ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ก็ได้เส้นทางตามนี้ครับ

ขี่ม้าออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ (Kapilavastu) (ในเนปาล)->
บวชริมฝั่งแม่น้ำอโนมา (Aami River, Uttar Pradesh) ->
ได้สมาบัติ 7 กับอาฬารดาบสที่กรุงเวสาลี (Archaeological Buddhist Remains of Vaishali) ->
ได้สมาบัติ 8 กับอุทกดาบสที่กรุงราชคฤห์ (Rajgir, Bihar) ->
บำเพ็ญทุกรกิริยาที่ดงคสิริ (Pragbodhi Cave Dhungeshwari) ->
ทรงรับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดา (Sujata Stupa) ->
ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ (Bodhgaya Bodhi Tree)

รวมระยะทางเดินเท้า 545 กิโลเมตร ซึ่งก็นับว่าไม่ไกลเมื่อคำนึงว่าเจ้าชายสิทธัตถะใช้เวลา 6 ปีกว่าจะบรรลุเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านตั้งใจจะกลับไปสอนครูของท่านคืออาฬารดาบสและอุทกดาบส แต่ปรากฎว่าทั้งสองท่านไม่อยู่เสียแล้ว จึงไปโปรดปัญจวัคคีย์ที่สารนาถ (ซึ่งอยู่ในพาราณสี) และแสดงปฐมเทศนาจนพระอัญญาโกณฑัญญะบรรลุโสดาบัน ในวันเพ็ญเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชา (2 เดือนหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน 6)

พี่ก็เล่าให้ฟังว่า การเดินทางของพระพุทธเจ้าในพุทธประวัตินั้นทำให้เรายิ่งเชื่อได้ว่าท่านเคยมีตัวตนอยู่จริงๆ เพราะเราสามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์สำคัญ + timeline + ระยะทางได้อย่างลงตัว

ยกตัวอย่างเช่น หลังจากตรัสรู้ ท่านใช้เวลา 7 สัปดาห์แรกในการเสวยวิมุตติสุข และอีกประมาณ 10 วันในการเดินเท้าจากพุทธคยาไปสารนาถ (ใน Google Maps บอกว่าห่างกัน 105 กิโลเมตร แต่ Gemini บอกว่าห่างออกไป 200 กว่ากิโลเมตร แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร การเดินเท้าวันละ 10-20 กิโลเมตรก็เป็นวิสัยปกติที่จะทำได้) ก่อนจะได้แสดงปฐมเทศนาให้ปัญจวัคคีย์ที่สารนาถ

จากนั้น พระพุทธเจ้าจึงเดินทางกลับมาที่ตำบลอุรุเวลาแถวๆ พุทธคยาอีกครั้ง แล้วไปแสดงธรรมให้กับชฎิล 3 พี่น้อง (อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และ คยากัสสปะ) จนชฎิลทั้งสามเลิกบูชาไฟและขอบวชกับพระพุทธเจ้าพร้อมลูกศิษย์อีก 1,000 คน

เมื่อพระพุทธเจ้ามีและชฎิล 3 พี่น้องและคณะสงฆ์พันกว่ารูปเป็นผู้ติดตาม จึงออกเดินทางไปที่กรุงราชคฤห์ และได้แสดงธรรมให้พระเจ้าพิมพิสารและประชาชนที่สวนตาลหนุ่ม (ลัฏฐิวัน)

พระเจ้าพิมพิสารและราษฎรในราชคฤห์นั้นนับถือชฎิล 3 พี่น้องเป็นอาจารย์อยู่แล้ว พอได้เห็นอาจารย์ของตัวเองกราบไหว้พระพุทธเจ้า ก็เลยยิ่งมั่นใจว่าพระพุทธเจ้าน่าจะบรรลุธรรมแล้วจริงๆ

พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจนพระเจ้าพิมพิสารได้บรรลุโสดาบัน รวมถึงประชาชน 120,000 ชีวิตที่มาเข้าเฝ้าในวันนั้นก็หันมานับถือศาสนาพุทธด้วย

พระเจ้าพิมพิสารตัดสินใจถวาย เวฬุวัน ที่แปลว่า “ป่าไม้ไผ่” (Venu Van) ให้เป็นที่พำนักของพระพุทธเจ้า นี่จึงเป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา

แต่ไม่ไกลจากเวฬุวันก็มีอีกสถานที่สำคัญหนึ่งคือ “เขาคิชฌกูฏ” ที่ชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า Vulture’s Peak ผมถึงเพิ่งรู้ว่า คิชฌ แปลว่าแร้ง กูฏ แปลว่ายอดเขา โดยสันนิษฐานว่าเพราะหุบเขานี้มีลักษณะเหมือนแร้ง

ถ้าเวฬุวันคือ public space ที่ประชาชนและสาวกมาฟังเทศน์และทำบุญตักบาตรได้ เขาคิชฌกูฏก็เป็น private space ที่พระพุทธเจ้าใช้สำหรับปลีกวิเวก

เรื่องราวที่เราเคยได้ยินว่าพระเทวทัตกลิ้งหินลงมาหวังทำร้ายพระพุทธเจ้า แต่หินเกิดแตกออกเสียก่อน เศษหินโดนพระพุทธเจ้าจนพระบาทห้อพระโลหิต ก็เกิดขึ้นที่เขาคิชฌกูฏนี่เอง

และก็เป็นพระเทวทัตอีกเช่นกันที่ยุยงพระเจ้าอชาตศัตรู ให้ลอบทำร้ายพระเจ้าพิมพิสารซึ่งเป็นบิดาของตัวเอง เพื่อจะได้ขึ้นครองราชคฤห์เสียเอง แต่การทำร้ายไม่สำเร็จ เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทราบเรื่อง ก็เลยปรามลูกว่าจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร อย่างไรเสียท่านก็จะยกเมืองนี้ให้พระเจ้าอชาตศัตรูอยู่แล้ว จากนั้นท่านก็เลยสละราชสมบัติให้พระเจ้าอชาตศัตรูขึ้นครองราชย์แทน

แต่พระเจ้าอชาตศัตรูก็ยังไม่วางใจ เพราะพระเทวทัตยังคอยเตือนว่า ตราบใดที่พระบิดายังอยู่ ก็อาจจะกลับขึ้นมามีอำนาจได้อยู่ดี พระเจ้าอชาตศัตรูจึงจับพระเจ้าพิมพิสารเข้าคุก แต่ถึงกระนั้นพระเจ้าพิมพิสารก็ยังมีกำลังใจที่ดี ยังเดินจงกรมอยู่ในคุก และเมื่อมองลอดหน้าต่างคุกออกไปก็สามารถมองเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้น-ลงเขาคิชฌกูฏอยู่ทุกวัน

เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทราบเรื่อง จึงทรมานพระเจ้าพิมพิสารด้วยการเฉือนพระบาท และทาเกลือย่างไฟ เพื่อไม่ให้เดินจงกรมได้ จนในที่สุดท่านก็สวรรคตในคุกนั้น


หลังจากคณะของเราออกเดินทางมาได้ชั่วโมงครึ่ง จุดแวะแรกของเราคือวัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร วัดนี้ตั้งอยู่ตรง “ลัฏฐิวัน” ซึ่งก็คือสวนตาลหนุ่มที่พระเจ้าพิมพิสารได้พาประชาชนมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและชฎิล 3 พี่น้องนั่นเอง

วัดยังอยู่ในช่วงก่อสร้าง ไม่มีอาคารอะไรมากมายนัก แต่ที่น่าประทับใจคือมีห้องน้ำที่สร้างเรียงรายติดกันนับสิบห้องและสะอาดสะอ้านสุดๆ (จากประสบการณ์ที่ได้เข้าห้องน้ำที่วัดไทยที่นี่ ทุกห้องดูแลความสะอาดได้อย่างหมดจดจริงๆ)

เข้าห้องน้ำเสร็จ พวกเราก็ได้รับประทานโรตีโรยนมข้นหวานและเครื่องดื่มร้อนๆ ที่ทางวัดจัดเตรียมเอาไว้ให้ผู้มาเยือน มีพระรูปหนึ่งซึ่งผมมารู้ภายหลังว่าเป็นท่านเจ้าอาวาส ดร.พระมหาบุญสนอง สิริธโร กล่าวต้อนรับผ่านไมโครโฟนและเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้พวกเราฟัง ประทับใจมากในวาทศิลป์ที่คล่องแคล่วสำบัดสำนวน เปี่ยมไปด้วยคำคล้องจองและไม่มี dead air แม้แต่น้อย ผมกับผึ้งได้ทำบุญเพื่อร่วมซื้อที่ดินให้กับวัดในอนาคต

ในวันก่อนหน้านี้ พี่ก็เล่าให้ฟังว่าการที่นานาประเทศมาสร้างวัดของตัวเองที่พุทธคยา ก็เพื่อเป็นการนำพุทธศาสนาให้กลับมามีชีวิตในบ้านเกิดอีกครั้ง เพราะหลังจากยุคเสื่อมของพุทธศาสนาในอินเดีย (ช่วงศตวรรษที่ 17-19) พุทธคยาเคยถูกทิ้งร้างและบางส่วนถูกดูแลโดยนักบวชฮินดู

ประเด็นหนึ่งที่ผมสงสัย ก็คือพระพุทธเจ้าเทศน์ให้พระเจ้าพิมพิสารและประชาชน 120,000 คนได้อย่างไรในสมัยที่ยังไม่มีลำโพง

ท่านเจ้าอาวาสเหมือนจะอ่านใจผมออก และพูดผ่านไมโครโฟนว่าสมัยนั้นอาจจะเป็นการพูดต่อไปแบบปากต่อปากก็ได้ (คนข้างหน้าได้ยิน แล้วเล่าให้คนข้างหลังฟังต่อ) ผมกลับมาที่ไทยก็ลองไปเสิร์ชข้อมูลดูก็มีสมมติฐานหลายอย่าง เช่นตัวเลขอาจไม่ถึงแสนสอง พื้นที่ในหุบเขาทำให้เสียงก้องกังวาน และพระสุรเสียงของพระพุทธเจ้าที่บำเพ็ญมาอย่างดี อันนี้ก็สุดแท้แต่ว่าเราจะเลือกเชื่อทฤษฎีไหน


ออกจากวัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหารแล้ว เราตรงไปที่เขาคิชฌกูฏ ซึ่งพี่ก็เล่าว่า ทางเดินขึ้นเขานั้นเชื่อกันว่าเป็นทางที่พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านเป็นประจำ และพระอรหันต์ก็เคยมาพำนักอยู่ที่นี่เยอะมาก ดังนั้นครูบาอาจารย์หลายองค์จากเมืองไทยที่ได้มาสักการะสถานที่แห่งนี้ จะถอดรองเท้าแล้วเดินเท้าเปล่าขึ้นไปตลอดเส้นทาง เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อพระพุทธองค์

ส่วนใครที่สุขภาพไม่เอื้ออำนวย ข้างๆ มีกระเช้าที่ขึ้นไปวัดญี่ปุ่น และมีทางเดินลัดเลาะไปที่ด้านบนของเขาคิชฌกูฏได้เช่นกัน แต่วิธีที่อาจจะสะดวกกว่า คือจ่ายเงินค่าเสลี่ยงให้คนแบกเราขึ้นไปเลย

ทางขึ้นเขานั้นเต็มไปด้วยเด็ก สตรี คนชรา คนพิการ ที่มานั่งขอทานและขายของเต็มสองข้างทางเหมือนตอนที่เราเดินขึ้นดงคสิริ แต่มีจำนวนเยอะกว่า เราจึงต้องใช้มาตรการเดิมคือใส่แว่นตาดำและไม่พูดคุยด้วย

ทางขึ้นเขาคิชฌกูฏนั้นเราจะขึ้นไปเจอถ้ำพระโมคคัลลานะก่อน พี่ก็เล่าว่าจุดนี้เป็นเหมือน waiting room เวลาที่ใครต้องการจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าก็จะต้องมารอกันตรงนี้ หากพระเจ้าพิมพิสารเสด็จขึ้นมา ก็ต้องเปลื้องอาวุธที่นี่ และทหารที่ติดตามก็ต้องรออยู่ตรงนี้ ให้พระเจ้าพิมพิสารเสด็จขึ้นไปเฝ้าพระพุทธเจ้าได้คนเดียว

ผ่านถ้ำพระโมคคัลลานะมาแล้วก็จะเป็นถ้ำสุกรขาตา (สุ กะ ระ ขา ตา) หรือถ้ำพระสารีบุตร

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในถ้ำแห่งนี้ 15 วันหลังจากอุปติสสะออกบวช (แม่ของอุปติสสะชื่อนางสารี ท่านจึงได้นามว่าสารีบุตร)

พระสารีบุตรกำลังถวายงานพัดในถ้ำแห่งนี้ ระหว่างที่พระพุทธเจ้ากำลังสนทนาธรรมกับทีฆนขพราหมณ์ หลานชายของพระสารีบุตร

(ทีฆนขะ แปลว่า ผู้มีเล็บยาว ทีฆ แปลว่ายาว นขะ แปลว่าเล็บ เหมือนที่เราเคยได้ยินที่พระอุปัชฌาย์สอนนาคก่อนบวชว่า “เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ – ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง”)

ผมขอคัดข้อความจากหนังสือ “Buddhist Holy Day หนีตามพระพุทธเจ้า” ที่เขียนโดยคุณโจ้ บองโก้ และ รศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ เพราะเห็นว่าเล่าเรื่องได้ร่วมสมัยและเห็นภาพดี

“ทีฆนขะเนี่ยเป็นคนอีโก้มาก มองว่าไม่มีอะไรในโลกนี้เหมาะกับตนทั้งนั้น (เราก็อาจเคยรู้จักคนแบบนี้อยู่บ้าง ไอ้นั่นก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ไม่มีอะไรเข้าท่า กูเก่งที่สุด) พุทธะฟังแล้วก็ตอบกลับไปเพียงว่า แม้แต่ความเห็นของท่านที่บอกว่าสิ่งทั้งปวงไม่เหมาะควรแก่ท่านนั้น ก็ไม่ควรแก่ท่านเช่นกัน

กรรมการอึ้ง ทีฆนขะอึ้ง เออว่ะ ถ้าไม่มีอะไรคู่ควรกับเรา ความเห็นเราเองก็ไม่ควรกับเราด้วยเหมือนกันสิ

ทีฆนขะคิดว่าพุทธะคนนี้พูดจาเข้าท่า ด้านพุทธะเห็นอีโก้ของทีฆนขะเบาลงแล้วเลยเทศน์ไปหนึ่งยก มีอีโก้นักใช่ไหม รับนี่ไปซะ เวทนาปริคคหสูตร ว่าด้วยเรื่องเวทนาขันธ์ ความสุข ความทุกข์ ความไม่สุขไม่ทุกข์ ทั้งสามอย่างนี้ล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดา ควรเบื่อหน่าย ไม่ยึดติดทั้งในความสุข ความทุกข์ และความเฉยๆ ทีฆนขะฟังก็เกิดดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระโสดาบัน และประกาศตัวเป็นอุบาสกทันที

ส่วนพระสารีบุตรที่คอยพัดให้พระพุทธเจ้าอยู่ด้านหลัง ก็ได้พิจารณาธรรมเวทนาขันธ์ไปด้วย จนบรรลุพระอรหันต์จากธรรมเทศนาที่พุทธะแสดงแก่ผู้อื่น เหมือนคนที่เห็นผู้อื่นได้บริโภคอาหาร ก็บรรเทาความหิวของตนลงไปได้ฉันนั้น

ถ้ำหัวหมูจึงเป็นสถานที่บรรลุอรหันต์ของพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวา ผู้เป็นเลิศด้านมีปัญญามาก หลังจากท่านออกบวชได้กึ่งเดือน”


หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมสมัยพุทธกาลคนถึงบรรลุธรรมกันง่ายจัง ฟังคำสอนเพียงไม่กี่คำก็บรรลุกันแล้ว ส่วนเราได้ฟังได้อ่านไม่รู้กี่รอบก็ยังไปไม่ถึงไหน

พี่ก็อธิบายว่าคนในสมัยพุทธกาลนั้นต่างบำเพ็ญเพียรกันอย่างจริงจังอยู่แล้ว ซึ่งการทำสมาธิและทรมานร่างกายก็เป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แม้จะยังไม่ใช่ทางที่ถูกต้องแต่คนเหล่านี้ก็มีอินทรีย์แก่กล้า ดังนั้นพอพระพุทธเจ้ามาสะกิดนิดเดียวก็เข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องจนบรรลุธรรมได้โดยไม่ยากเย็น

อีกเกร็ดหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ วันที่พระสารีบุตรบรรลุธรรมนั้นเป็นกลางวันของวันเพ็ญเดือน 3

พอตกค่ำ พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเขาคิชฌกูฏมายังเวฬุวัน และเกิดจาตุรงคสันนิบาต พระอรหันต์ 1,250 รูปมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย และพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนา อันได้แก่การทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธิ์

พระสารีบุตรได้บรรลุธรรมในวันมาฆบูชา ทันเวลาที่จะได้เป็นหนึ่งในพระอรหันต์ 1,250 รูปในวันนั้นอย่างฉิวเฉียด


จุดหมายสุดท้ายของเราคือยอดเขาคิชฌกูฏอันเป็นที่ตั้งของ “คันธกุฎี” (คัน ทะ กุ ดี) ที่แปลว่า กุฎีที่มีกลิ่นหอม เพราะมีของหอมนานาชนิดมาบูชาพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ

ตรงบันไดทางขึ้นชุดสุดท้ายประมาณ 20 ขั้นก่อนถึงคันธกุฎี ก็มีฝูงลิงมานั่งเล่นหาเห็บให้แก่กัน ดูน่ารักน่าเอ็นดู

เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขาก็พบว่าวิวสวยมาก มองเห็นภูเขาโดยรอบและตัวเมืองราชคฤห์แบบพาโนราม่า ชวนให้นึกถึงภาพที่พระพุทธเจ้าใช้ญาณสำรวจยามเช้ามืดเพื่อพิจารณาสัตว์โลกที่ควรเสด็จไปโปรด

ตรงกลางของพื้นที่ คือ “คันธกุฎี” ที่ไม่ได้มีกุฏิใดๆ มีเพียงกำแพงที่ก่อขึ้นมาสูงประมาณหัวเข่า พื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสประมาณ 3 x 3 เมตรเท่านั้น

หนึ่งในศาสดาเอกของโลกเคยพำนักอยู่ในพื้นที่เพียงเท่านี้ หน้าหนาวจะหนาวแค่ไหน หน้าร้อนแดดจะแผดเผาปานใด

ตรงริมบันไดทางลง มีกำแพงก่ออยู่เช่นกัน พื้นที่เล็กกว่าคันธกุฎีประมาณเท่าตัว จนตอนแรกผมไม่ทันสังเกตเห็นด้วยซ้ำ นี่คือกุฏิของพระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก (ถ้าใช้ภาษาของคุณโจ้ บองโก้ พระอานนท์คือบัตเลอร์ของพระพุทธเจ้า)

คณะของเราแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนั่งสมาธิอยู่ตรงหน้าคันธกุฎีซึ่งแดดจ้าจนต้องใส่หมวก ส่วนอีกกลุ่มออกไปนั่งสมาธิตรงชะง่อนผา ซึ่งอยู่ใต้ร่มเงาพอดี

ผมนั่งได้สักพัก ก็มาขอเดินจงกรมรอบๆ คันธกุฎี ในขณะที่บางคน (ที่ไม่ได้อยู่ในคณะของเรา) เข้าไปนั่งสมาธิในตัวคันธกุฎีเลย

เราใช้เวลาตรงนั้นอยู่ราว 45 นาทีก่อนที่จะลงมา แต่ก่อนจะลงก็มีเหตุการณ์ตื่นเต้น นั่นคือมีคู่สามี-ภรรยาอายุห้าสิบกว่าๆ ทะเลาะกับฝูงลิง ซึ่งน่าจะเป็นฝูงเดียวกับที่ผมเห็นว่าน่ารักตอนก่อนเดินขึ้นบันได เพราะลิงจะเอาถุงที่สองคนนั้นถืออยู่ไปดูว่าในนั้นมีของกินอะไรบ้าง ฝ่ายมนุษย์ก็ไม่ยอม ยื้อแย่งกับลิงกันไปมา จนลิงตัวนึงฉุนจัด กระโดดไปที่ผู้หญิงและกัดตรงหัวไหล่ เดชะบุญที่มีเจ้าหน้าที่อยู่ตรงนั้นพอดีเลยใช้ไม้ก้านยาวๆ ช่วยขับไล่ คุณผู้หญิงคนนั้นยืนจับหัวไหล่ และบอกเจ้าหน้าที่ว่าไม่เป็นอะไรมาก เลือดไม่ไหล เขี้ยวลิงไม่ได้ทะลุเสื้อเข้าไป

ที่เล่าให้ฟัง เพื่อจะบอกว่าหากถืออาหารหรือขวดน้ำขึ้นไป ก็ต้องเก็บใส่กระเป๋าให้มิดชิด ไม่อย่างนั้นเรามีสิทธิ์ที่จะได้ต่อสู้กับลิงจนสูญเสียความตั้งใจที่ขึ้นมา

ก่อนจะลง พี่ก็ชี้ให้ดูทางที่พระพุทธเจ้าลงจากคันธกุฎี ซึ่งเป็นคนละทางกับทางเดินที่เราขึ้นมา และมีความชันกว่ามาก มีสองคนในคณะของเราลองลงไปตามทางนั้นดู และพบว่ามันเป็นทางลัดตรงไปที่ถ้ำพระโมคคัลลานะเลย ทำให้นึกภาพได้ว่า ตอนที่พระเจ้าพิมพิสารมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็น่าจะต้องขึ้นทางที่ชันเอามากๆ เช่นกัน

ตอนขาขึ้นเราไม่ได้แวะถ้ำเพราะอยากจะตรงมาที่คันธกุฎีก่อน ขาลงเราจึงได้แวะถ้ำสุกรขาตาและถ้ำพระโมคคัลลานะ ผมได้เข้าไปนั่งสงบนิ่งอยู่ในถ้ำพระโมคคัลลนะอยู่ประมาณ 1-2 นาที เป็นเวลาสั้นๆ แต่ความรู้สึกในตอนนั้นยังติดตัวผมมาถึงตอนนี้

คนอาจจะมีจินตนาการว่าถ้ำของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะน่าจะต้องมีขนาดใหญ่ เพราะเป็นถึงอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้าย แต่ที่จริงแล้วถ้ำค่อนข้างเล็ก เข้าไปนั่งสัก 5 คนก็น่าจะเกือบเต็มพื้นที่แล้ว

เดินลงมาที่ตีนเขาคิชฌกูฏ ก็เจอขอทานเรียงรายอยู่มากมายเช่นเดิม ผมคิดในใจว่าหญิงชราบางคนอาจจะเป็นขอทานมาตั้งแต่ตอนเด็ก และเด็กน้อยบางคนที่กำลังแบมือขอเงินผมในวันนี้ ก็อาจจะเป็นขอทานไปถึงวัยชราในอีก 70 ปีข้างหน้าเลยก็ได้

เพราะรัฐพิหารอันเป็นที่ตั้งของราชคฤห์และพุทธคยานั้นคือรัฐที่ยากจนที่สุดในอินเดีย หลายคนที่เกิดในรัฐนี้จึงอาจจะต้องทนทุกข์และติดกับวังวนของความยากจนไปทั้งชีวิต (“พี่ณัฐ” หนึ่งในคณะที่ไปด้วยกัน ได้กลับมาเล่าในเพจ “ณัฐมาคุย” ว่า ไม่ใช่พวกเขาเหล่านี้ไม่อยากปีนบันไดทางสังคมขึ้นไป แต่เพราะบันไดมันขาดสะบั้นและไม่มีให้ปีนเลยต่างหาก)

แล้วผมก็คิดได้อีกอย่างว่า ถ้าวังวนของความยากจนชั่วชีวิตมันน่าหดหู่ขนาดนี้ แล้ววังวนของสังสารวัฏที่พวกเรายังหาทางออกไม่เจอมันจะน่าหดหู่ขนาดไหน

ตอนแรกตั้งใจว่าจะเขียนบทความนี้เป็นตอนสุดท้ายของพุทธคยาจาริก แต่ปรากฏว่าเขียนมาหลายพันคำก็ยังเพิ่งได้ลงจากเขาคิชฌกูฏ

จึงขอเก็บการเดินทางที่เหลือไว้เล่าในโอกาสหน้านะครับ

(บทความถัดไปจะขอเบรกจากพุทธคยาจาริกสักหนึ่งตอนนะครับ)


ป.ล. ในวันที่ตีพิมพ์บทความนี้ (25 มกราคม 2569) ก็ได้ข่าวจากกรุ๊ปไลน์ของชาวคณะที่ไปเยือนพุทธคยาด้วยกัน ว่าสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา ได้ออกประกาศเตือนดังนี้:

“ประกาศเตือนการระบาดของไวรัสนิปาห์

ตามที่ได้เกิดการระบาดของไวรัสนิปาห์ (NIPAH) ในรัฐเบงกอลตะวันตก ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (12 ม.ค. 69) ส่งผลให้มีชาวอินเดียในเมืองกัลกัตตาติดเชื้อ 5 ราย นั้น

สกญ. ณ เมืองกัลกัตตา ขอประกาศเตือนคนไทยในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้แสวงบุญชาวไทยที่จะเดินทางมาแสวงบุญที่พุทธคยาและพื้นที่ใกล้เคียง เขตรัฐพิหาร ให้ระมัดระวังและติดตามข่าวการแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด

และหากจะเดินทางมายังรัฐเบงกอลตะวันตกขอให้รักษาสุขอนามัย หลีกเลี่ยงการบริโภคผลไม้ อาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และอาหารดิบประเภทต่าง ๆ โดยในชั้นนี้ ยังไม่พบการระบาดในหมู่คนไทย

ทั้งนี้ หน่วยงานสาธารณสุขของรัฐเบงกอลตะวันตกได้เตือนให้ประชาชนรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด อาทิ การใช้หน้ากาก น้ำยาล้างมือ เนื่องจาก มีโอกาสระบาดจากสัตว์สู่คนได้”

วันที่พบเคสแรก 12 ม.ค. คือวันที่พวกเราเดินทางกลับพอดี และทางสมาชิกกลุ่มก็ได้มีการเช็คไปยังวัดไทยพุทธคยา ยังไม่มีใครเจ็บป่วยเป็นอะไรครับ


พุทธคยาจาริก ตอนที่ 1 – ต้นพระศรีมหาโพธิ์

พุทธคยาจาริก ตอนที่ 2 – เขาคิชฌกูฏ

พุทธคยาจาริก (ตอนที่ 1)

ผมเพิ่งกลับมาจากพุทธคยาครับ

พุทธคยาเป็นสถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ใกลัเมืองคยา (Gaya) ในรัฐพิหารทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย

ช่วงเดือนตุลาคมถึงมีนาคม การบินไทยมีบินตรงจากกรุงเทพถึงคยา ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ไกลกว่าบินไปสิงคโปร์เพียง 30 นาที

จะว่าไปก็น่าแปลก ที่ผมเคยได้ไปเยือนนครวาติกันถึงสองครั้ง แต่ไม่เคยไปพุทธคยาเลย และเชื่อว่าชาวไทยจำนวนไม่น้อยก็น่าจะเป็นอย่างผม ที่ได้ไปเยือนมหาวิหารสำคัญของชาวคริสต์ก่อนจะได้ไปเยือนสังเวชนียสถานของชาวพุทธอันได้แก่ลุมพินี (สถานที่ประสูติ) พุทธคยา (ตรัสรู้) สารนาถ (ปฐมเทศนา) และ กุสินารา (ปรินิพพาน)

ผมเองเคยมีความคิดที่อยากจะมาเยือนพุทธคยาอยู่บ้าง แต่ก็เป็นความปรารถนาที่ “เอาไว้ก่อน” ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการเดินทางมาอินเดียมันดูน่าจะลำบาก ทั้งเรื่องของกิน ห้องน้ำ การเดินทาง และการรับมือกับคนอินเดีย

อีกส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเชื่อว่า ไม่ได้มีความจำเป็น เพราะถ้าเราตั้งใจจะปฏิบัติภาวนาเสียอย่าง จะทำที่ไหนก็คงเหมือนๆ กัน

“มันไม่เหมือนกันหรอกนะ” หลวงพ่อแห่งวัดเนรัญชราวาส ซึ่งคณะของเราเข้าไปเยี่ยมในวันที่สองของการเยือนพุทธคยากล่าว

“เวลากินอ้อย โคนอ้อยกับปลายอ้อยมันหวานไม่เท่ากัน” หลวงพ่ออธิบายต่อ

การมาที่พุทธคยา จึงเป็นการได้มาลิ้มรสอ้อยถึงต้นทาง ได้มานั่งอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ในจุดที่เชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ได้มากราบพระพุทธเมตตา ได้มาเห็นบรรยากาศของพระสงฆ์องค์เจ้าและสาธุชนจากหลากหลายประเทศมารวมตัวกัน

เสียงบทสวดที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นนโมตัสสะฯ อรหังสัมมาฯ หรือ อิติปิโสฯ ล้วนถูกเอื้อนเอ่ยอย่างอื้ออึง แม้ถ้อยคำจะเหมือนกัน แต่จังหวะและลีลากลับแตกต่างไปจากที่เราคุ้นหู นี่คือโรงมหรสพแห่งศรัทธาที่ต้องไปเห็นกับตา-ได้ยินกับหูดเท่านั้นจึงจะเข้าใจ

มันทำให้เราได้สัมผัสถึงความมีอยู่จริงของบุรุษผู้หนึ่งที่สอนให้เราเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ว่าสามารถพบความสุขที่แท้จริงได้


เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง

คณะของเรามีกันอยู่ 16 คน โดยมี “พี่ก็” ดร.วิรไท สันติประภพ เป็นหัวหน้าคณะ และ “เชอรี่” เข็มอัปสร สิริสุขะ เป็นรองหัวหน้า

เมื่อต้นปี 2568 ผมมีโอกาสได้ร่วมรับประทานอาหารกับพี่ก็ จึงได้สอบถามเรื่องการภาวนา และได้ฟังวรรคทองจากพี่ก็:

“เพราะโลกนี้อนิจจัง ทุกปัญหาจึงมีทางออก”

(อ่านต่อได้ในบทความ “เป็นผู้นำต้องบริหารใจคน“)

ผมเห็นว่าพี่ก็เพิ่งไปเยือนพุทธคยามาเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ผมเลยบอกพี่ก็ว่า ถ้าพี่ก็จะไปอีกครั้ง ผมขอโอกาสร่วมคณะไปด้วยนะครับ

มารอบนี้ผมกับผึ้ง (ภรรยา) จึงมีโอกาสได้ร่วมเดินทางมาด้วยในวันที่ 8-12 มกราคม 2569

เพื่อไม่ให้หลงลืม ผมขอจดชื่อของทุกคนที่ร่วมคณะนี้ไว้เสียหน่อย

พี่ก็ พี่เม่น พี่เด่น พี่แตง พี่ปุ้ย พี่ชาย พี่ณัฐ พี่ต้า พี่ปลา เชอรี่ ผึ้ง รุตม์ จอย เตย มล ภูมิ

หญิง 9 ชาย 7 รวมเป็น 16 เวลาขึ้นรถริกชอว์ (ตุ๊กตุ๊กอินเดีย) คันละ 4 คนได้พอดีไม่ต้องกลัวว่าจะตกหล่นใคร

4 คนบนริกชอว์

ก่อนออกเดินทาง พี่ก็ (ผู้มาพุทธคยาเกิน 10 ครั้ง) และเชอรี่ (ที่เคยมาเยือนแล้ว 2 ครั้ง) ช่วยบรีฟพวกเราว่าเราควรเตรียมอะไรมาบ้าง

เครื่องกันหนาว หมวกมุ้ง ยากันยุง หน้ากากกันฝุ่น เบาะรองนั่งสมาธิ ผ้าใบรองนั่ง ถุงเท้าดำ (เพราะต้องถอดรองเท้าเดินในบริเวณวัด) และแว่นตาดำ (ใส่ป้องกันการสบตาเวลาเด็กๆ มาขอเงินหรือผู้ใหญ่มาขายของ)

เมื่อปี 2013 เกิดเหตุวางระเบิด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงไม่อนุญาตให้นำมือถือหรืออุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์เข้าไป จึงต้องซื้อนาฬิกาเข็มราคาร้อยกว่าบาทไปใช้ตอนอยู่ในวัด ส่วนกล้องถ่ายรูปดิจิตัลหรือ DSLR เอาเข้าได้ แต่ต้องซื้อบัตร 100 รูปี (35 บาท)

ส่วนเรื่องโรงแรม แค่คิดว่าต้องนอนโรงแรมในอินเดียก็หวั่นๆ แต่ไม่นานมานี้มีโรงแรม Hyatt Place Bodh Gaya มาเปิด นั่งรถเพียงไม่กี่นาทีก็ถึงวัด เราจึงมาพักที่นี่กัน ราคาอาจจะสูงหน่อย แต่คุ้มค่าเพราะห้องพักสะอาด อาหารอร่อย บริการดีเยี่ยม รู้สึกปลอดภัย

เรามีไกด์นำทางชื่อ “รามจี” ของบริษัททัวร์ Magadh Travels & Tours ที่พี่ก็ใช้บริการมา 15 ปีแล้ว รามจีน่าจะอายุประมาณสี่สิบปลายๆ มีหนวดจุ๋มจิ๋ม ผิวคมเข้ม หน้าตาใจดี มีเงินรูปีให้แลก

จริงๆ ถ้าจะมาพุทธยา จะไม่แลกเงินมาเลยก็ยังได้ เพราะที่นี่เขารับเงินไทยเกือบทุกร้าน ส่วนผมเองก็แลกเงินกับรามจีแค่ครั้งเดียว 200 บาท แลกได้ 560 รูปี เอาไว้ซื้อบัตรเอากล้องเข้าวัดเป็นหลัก ส่วนการเดินทางก็เป็นรถบัสของบริษัททัวร์ตลอด จะมีขึ้นริกชอว์บ้างก็ตอนที่จะเข้าไปที่วัดหลักในพุทธคยา (main temple) เท่านั้น เพราะเขาไม่ให้รถใหญ่เข้า

พี่ก็แนะนำว่า ถ้าได้อ่าน “จาริกบุญ-จารึกธรรม” โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ก็จะเป็นการเตรียมตัวที่ดี ผมเองมีซื้อหนังสือมาสักพักใหญ่ (หลังจากที่ “ปัง” น้องที่ไปกับพี่ก็เมื่อรอบที่แล้วพูดถึงหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน) แต่ก็เล่มหนามาก จึงยังอ่านไปได้ไม่ถึงไหน โชคดีที่ผมกับแฟนมีพ็อกเก็ตบุ๊คอีกเล่มคือ “Buddhist Holy Day หนีตามพระพุทธเจ้า” ที่เขียนโดยโจ้ บองโก้ และ รศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ ที่เล่าเรื่องมาสักการะสังเวชนียสถานเช่นกัน

อีกสองอย่างที่สำคัญคือต้องทำ e-Visa ซึ่งขอบอกว่าเว็บไซต์ล่มบ่อยมาก แนะนำเป็นอย่างยิ่งว่าตอนกรอกใบสมัครให้ก๊อป application ID เอาไว้ ถ้าเกิดมันค้างจะได้ไม่ต้องกรอกใหม่ตั้งแต่เริ่ม อีกอย่างที่ช่วยได้คือใช้เว็บช่วงดึกๆ หรือตอนเช้าตรู่ก็จะเสถียรกว่า ใช้เวลาไม่กี่วันก็จะได้เมลตอบว่าวีซ่าผ่านแล้ว ต้องกดเข้าไปพิมพ์ออกมา

ก่อนวันเดินทาง ควรทำ Arrival Card อันนี้รวดเร็วไม่มีอะไร แต่ต้องพิมพ์ออกมาเช่นกัน ตอนตรวจคนเข้าเมืองเขาจะขอดูทั้งพาสปอร์ต e-Visa และ Arrival Card


วันที่ 1 – มหาโพธิเจดีย์-ต้นพระศรีมหาโพธิ์-พระพุทธเมตตา

เรามีเรื่องให้ลุ้นตั้งแต่วันออกเดินทาง ไฟลท์ 11 โมงเช้า แต่คนที่มาถึงตอน 8.30 กลับพบว่าเคาท์เตอร์ยังไม่เปิด ให้มาเช็คอีกทีตอน 9.30 เหตุเพราะว่าที่กายาหมอกลงหนา ยังไม่แน่ว่าเครื่องจะลงจอดได้หรือไม่ แต่พอถึงเวลา 9.20 เคาท์เตอร์ก็เปิด และเครื่องก็ได้ออกบินตอนเที่ยงกว่าๆ ในเครื่องมีแถวว่างเยอะมาก ผู้โดยสารน่าจะประมาณ 60% ของความจุเท่านัั้น ซึ่งก็ขอขอบคุณการบินไทยมา ณ ที่นี้ที่ยังจัดเที่ยวบินรูทนี้อยู่ เพราะคุณค่าของไฟลท์ Bangkok-Gaya นี้มากกว่าแค่กำไร-ขาดทุนทางการเงิน

ถึงสนามบิน Gaya ที่เวลาช้ากว่าเรา 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็มีรถทัวร์ 24 ที่นั่งและรามจีไกด์ผู้แสนดีมารอรับ จากสนามบินถึงโรงแรมใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที เช็คอินเรียบร้อยก็ลงมากินข้าวเย็นและเตรียมออกไปเยือนวัดเป็นครั้งแรกตอนทุ่มตรง

เมนูอาหารมื้อแรกในพุทธคยาที่เขียนด้วยลายมือของรามจี

ลงจากรถบัส รามจีก็เรียกรถริกชอว์ 4 คันมาจอด ทุกคนต้องรีบกระโดดขึ้นรถไปรอ ก่อนที่รามจีจะเดินจ่ายตังค์จนครบแล้วรถก็ออกเดินทาง

ไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงบริเวณหน้าวัดที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน มีขอทานทั้งหญิง ชายและเด็ก ผู้พิการ คนขายของที่ระลึก คณะทัวร์ คณะสงฆ์จากหลากหลายประเทศ เรียกได้ว่าวุ่นวายจอแจตั้งแต่หน้าประตู

รามจีวิ่งไปซื้อบัตรเอากล้องเข้าวัดให้ผม จากนั้นเราก็ไปต่อคิวที่แยกหญิงชาย มีเครื่องเอ็กซ์เรย์กระเป๋าและมีคนคอยตรวจร่างกายไม่ต่างอะไรจากตอนอยู่สนามบิน ถ้าจะต่างก็คือที่วัดนี้มีถึงด่านตรวจถึงสองรอบ และแถวของผู้หญิงมีผ้าม่านคล้ายๆ ห้องลองเสื้อผ้าเพื่อความเป็นส่วนตัวในการตรวจร่างกาย

เมื่อเดินไปถึงบริเวณวัด เห็นมหาโพธิเจดีย์อยู่ห่างออกไปราว 50 เมตร ผมก็ตกใจพร้อมอัศจรรย์ในความสวยสง่าของตัวเจดีย์ คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นเจดีย์ทรงนี้มาก่อน แล้วก็นึกได้ว่าหน้าตาคล้ายๆ กับวัดธรรมมงคลตรงสุขุมวิท 101 (ปุณณวิถี) มาอ่านประวัติดูทีหลังถึงได้รู้ว่าวัดธรรมมงคลได้แรงบันดาลใจมาจากที่นี่

เราถอดรองเท้าแตะและเดินเข้าไปใกล้ตัวเจดีย์ที่มีพระพุทธเมตตาประดิษฐานอยู่ เรายังไม่ได้เข้าไปในตัวเจดีย์เพราะคิวยาวเหยียด แล้วเดินตามเข็มนาฬิกาไปจนกระทั่งเจอกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ คณะของเราจึงนั่งลงปูเสื่อและนั่งลงปฏิบัติภาวนาบริเวณนั้น

ความอัศจรรย์อย่างหนึ่ง ก็คือบริเวณใต้ต้นโพธิ์นี้ไม่ได้มีที่ว่างให้นั่งเยอะมากนัก เต็มที่ไม่น่าเกิน 50 คน แต่เรามาที่นี่ 6 ครั้งในก็มีพื้นที่ว่างให้นั่งทุกครั้ง ทั้งที่มีคนมาเยือนวันละหลายพันคนเป็นอย่างน้อย

บริเวณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์

ผมไม่เคยนั่งสมาธิอยู่ในบรรยากาศเช่นนี้ ที่มีทั้งนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญ ทั้งฆราวาสและนักบวช ไหนจะมีหมาวัดอีกหลายตัวที่วิ่งไปวิ่งมารอบเจดีย์ มีขู่ฮึ่มๆ จะกัดกันอยู่ใกล้ๆ ขณะที่เรากำลังนั่งขัดสมาธิหลับตา มีชาวธิเบตไหว้พระด้วยท่าอัษฎางคประดิษฐ์ที่ต้องไหว้แล้วนอนแนบตัวลงไปกับพื้น ลุกขึ้นยืน เดินหนึ่งก้าว แล้วก็ไหว้ด้วยท่าเดิม มีเสียงพระไทย พระธิเบต พระภูฐาน พระพม่า และอีกหลายสัญชาติสวดพระพุทธมนต์ กลิ่นกำยานฟุ้งๆ ยุงเยอะๆ อากาศหนาวยะเยือกที่ 12 องศา ไม่มีความเป็นสัปปายะแม้แต่น้อย

แต่ถึงกระนั้นผม (และน่าจะเกือบทุกคนในคณะ) กลับรู้สึกว่าเรานั่งภาวนาได้ และนั่งได้นานกว่าปกติด้วย

อาจจะเพราะพลังศรัทธาที่มารวมกันตรงนี้ อาจจะเพราะมีพระบรมสารีริกธาตุประดับอยู่ อาจเป็นเพราะเราอินกับต้นพระศรีมหาโพธิ์และเรื่องราวเล่าขานที่เคยอ่านเคยฟังแต่ในตำราและในตำนาน แต่ตอนนี้เราได้มานั่งอยู่ ณ ที่ตรงนั้นจริงๆ

ถามว่าได้สัมผัสอะไรพิเศษหรือเปล่า ก็ไม่ ถามว่าชอบบรรยากาศแบบนี้มั้ย ก็มีทั้งชอบและไม่ชอบ แต่ที่แน่ๆ มันคือประสบการณ์ที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

ประมาณสองทุ่มครึ่ง ผู้คนเริ่มซาลง คณะของเราเข้าไปในตัวเจดีย์เพื่อกราบพระพุทธเมตตา นำพานพุ่มสีชมพูที่เชอรี่เตรียมจากเมืองไทยมาถวาย พี่ก็บอกว่าพระพุทธเมตตาท่านศักดิ์สิทธิ์มาก หากอยากได้อะไรให้ตั้งจิตอธิษฐานกับท่าน (การอธิษฐานไม่ใช่การขอ แต่คือการแสดงความตั้งใจว่าเราจะทำอะไร)

เราเดินรอบเจดีย์กันอีกหน่อย ก่อนจะมาถ่ายรูปร่วมกันโดยมีรามจีเป็นตากล้อง วินาทีที่รามจีกดชัตเตอร์ ผมรู้สึกขึ้นมาเองว่า “เราไม่ได้ถ่ายรูป/บันทึกภาพนี้ด้วยกันเป็นครั้งแรก” พวกเราน่าจะเจอกันที่ไหนมาก่อนถึงได้มารวมตัวกันที่มหาโพธิเจดีย์แห่งนี้

ก่อนออกจากวัด พวกเราเดินไปสระมุจลินท์ขนาดใหญ่ที่มีพระพุทธเจ้าปางนาคปรกอยู่กลางสระ มองไปด้านขวามีสิ่งประดิษฐ์คุ้นตาคือกังหันชัยพัฒนา ถ่ายรูปกันอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากวัด กระโดดขึ้นรถริกชอว์มาขึ้นรถบัสกลับเข้าโรงแรม


วันที่ 2 – ดงคสิริ-เนรัญชราวาส-วัดไทยพุทธคยา

เราออกจากโรงแรมตอนตี 4.45 เพื่อไปนั่งปฏิบัติที่วัดเช่นเดิม (วัดเปิดตีห้าถึงสามทุ่ม)

ก่อนออกจากโรงแรม เชอรี่ รองหัวหน้าทัวร์ที่จะช่วยสอดส่องดูแลทุกคนในคณะ เจอผมกับผึ้งพอดี เชอรี่เลยทักผึ้งว่าเสื้อผ้าที่ใส่มาอุ่นพอมั้ย ข้างในมีเสื้อ heattech รึเปล่า ผึ้งตอบว่าใส่เรียบร้อย

ตอนแรกนึกว่ามาตอนเช้าคนจะน้อยกว่าตอนค่ำ แต่ปรากฎว่ามีกลุ่มชาวธิเบตจำนวนมากมาต่อคิวยาวรออยู่แล้ว แถวผู้ชายสั้นกว่าเลยได้เข้าไปก่อน ส่วนกลุ่มผู้หญิงต้องต่อแถวยาวหน่อย ผมบอกแฟนไปว่าซักตีห้าครึ่ง จะออกไปรอรับหน้าเจดีย์ (เพราะเบาะรองนั่งอยู่กับผม)

ผมมาถึงต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้วก็กะว่าจะนั่งซัก 10-15 นาทีแล้วค่อยออกไปรับ แต่ปรากฏว่านั่งเลยเวลา แฟนไปรอแล้วไม่เจอจึงเดินเข้ามาตามหาผม ที่เล่าให้ฟังเพื่อจะบอกว่า ถ้าใครมาเป็นคู่แล้วต้องพลัดกันตรงทางเข้า ให้มาเจอกันที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์เลยน่าจะง่ายที่สุด เพราะทุกคนนั่งสงบเรียบร้อย หาตัวเจอง่ายแน่นอน

ตอนเช้าหนาวกว่าตอนกลางคืน อุณหภูมิประมาณ 7 องศา นั่งไปก็คิดขึ้นได้ว่าสมัยพุทธกาลไม่มี heattech พระท่านทนหนาวขนาดนี้ได้ยังไง

เราอยู่ที่วัดถึง 7 โมงเช้า ก่อนจะกลับเข้าโรงแรมมาอาบน้ำ รับประทานอาหารเช้า และออกไปยัง “ดงคสิริ” ซึ่งเป็นที่ที่เชื่อกันว่าสมณโคดมบำเพ็ญทุกรกิริยา โดยมีปัญจวัคคีย์คอยปรนนิบัติ จนกระทั่งท่านได้พบว่านี่ไม่น่าจะใช่ทางที่ถูกต้อง จึงเริ่มกลับมาเสวยอาหารอีกครั้งจนปัญจวัคคีย์เสื่อมศรัทธาและตีจากไป

จุดที่เราจะไปต้องเดินขึ้นเขา พอเราลงจากรถบัสเด็กๆ ก็กรูเข้ามาขอเงิน โชคดีที่เรามีแว่นตาดำ และนึกถึงคำที่พี่ก็หัวหน้าทัวร์ย้ำว่าห้ามให้เงินหรือให้ขนมเด็กๆ เพราะถ้าให้หนึ่งคน ที่เหลือจะกรูเข้ามารุมล้อมทันที เราจึงต้องทำตัวเหมือนคนไม่มีอัธยาศัยเดินตรงไปอย่างมีจุดหมาย แต่ก็มิวายมีเด็กคนหนึ่งเดินตามพี่ปุ้ยที่หน้าตาใจดีที่สุดในกลุ่มตลอดทางที่ขึ้นมา

จุดที่เราเข้าไปไหว้เป็นถ้ำเล็กๆ มี “พระพุทธรูป” สมณะโคดมที่ร่างกายผ่ายผอมจนหนังหุ้มกระดูกนั่งสมาธิอยู่ ก่อนจะออกมาถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก

ลงจากดงคสิริ เราไปต่อที่ Sujata Temple หรือวัดนางสุชาดา วัดเล็กๆ ที่แทบจะเรียกว่าวัดไม่ได้ด้วยซ้ำ มีหุ่นปั้นแสดงเหตุการณ์ที่นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแก่สมณโคดม ด้านหน้าตรงบันไดมีคนท้องถิ่นมาขอเงิน แต่ด้านในเงียบสงบ มองผ่านกำแพงวัดออกไปเป็นทุ่งนาข้าวกว้างใหญ่ ลมโกรกเย็นสบาย พวกเราจึงนั่งลงภาวนาอยู่ครู่ใหญ่

ที่อยากจะโน้ตไว้เสียหน่อยก็คือรูปปั้นพระพุทธเจ้าและนางสุชาดานั้นเป็นสไตล์ “บ้านๆ” ไม่ได้มีความงดงามหรือฝีมือทางวิจิตรศิลป์ แสดงให้เห็นว่าศาสนาพุทธนั้นมีที่ยืนในอินเดียน้อยมาก

ออกจากวัดนางสุชาดา เราผ่านสถูปนางสุชาดาที่มีขนาดใหญ่โต และน่าจะเป็นสถูปที่ใหญ่ที่สุดที่ผมเคยได้มาสักการะ

ระหว่างทริป พี่ก็มีเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยมาพุทธคยาช่วงวันวิสาขบูชา อากาศร้อนถึง 47 องศา อยู่ข้างนอกแทบไม่ได้ ทำได้แค่ออกมาปฏิบัติที่มหาโพธิเจดีย์ตอนเช้าตรู่ ระหว่างวันต้องเก็บตัวอยู่ในที่พัก แล้วตอนค่ำค่อยออกไปที่เจดีย์อีกครั้ง

ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ในวันที่สมณโคดมตรัสรู้เมื่อสองพันหกร้อยปีที่แล้ว อากาศจะร้อนอบอ้าวขนาดไหน

จุดหมายต่อไปของเราคือวัดเนรัญชราวาส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามให้วัดนี้ ที่มีความหมายว่า “วัดที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา”

ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 นางสุชาดานำข้าวมธุปยาสมาถวายสมณโคดม เมื่อเสวยเสร็จแล้วท่านได้ทรงนำถาดทองคำที่ใส่ข้าวมธุปายาสนั้นไปลอยน้ำในแม่น้ำเนรัญชรา และทรงอธิษฐานว่า ถ้าหากพระองค์จะได้ตรัสรู้ก็ขอให้ถาดทองคำนั้นลอยทวนน้ำขึ้นไป

เราแวะเข้าห้องน้ำที่วัดแห่งนี้ และผมก็ได้คำตอบว่าการที่พุทธคยามีวัดไทยมาสร้างอยู่หลายแห่ง ก็เพื่อช่วยให้คนไทยมีจุดแวะพักระหว่างทาง รวมถึงเป็นที่หลับที่นอนสำหรับการมาสักการะสังเวชนียสถานด้วย

เราเข้าไปกราบท่านพระครูวิเศษพุทธกิจบรรหาร เจ้าอาวาสวัดเนรัญชราวาส และได้ฟังเทศน์ที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

  • เป็นเรื่องดีที่เราได้มาเยือนพุทธคยา ถ้าเป็นไปได้ควรจะมาบ่อยๆ
  • คนอาจจะคิดว่าจะปฏิบัติหรือไหว้พระที่ไหนก็เหมือนๆ กัน แต่มันไม่เหมือนกันหรอก เวลากินอ้อย โคนอ้อยกับปลายอ้อยมันหวานไม่เท่ากัน
  • คนอินเดียยากจนมาก ถึงเราจะสอนธรรมะไป แต่ถ้าท้องเขายังหิวอยู่ เขาก็ไม่มีแรงมาสนใจเรื่องธรรมะ
  • หลวงพ่อเคยอยู่วัดไทยที่นิวยอร์ค ฝรั่งเขามีชีวิตที่สะดวกสบาย เลยไม่สนใจเรื่องธรรมะ
  • เราคนไทยโชคดี ที่ไม่ลำบากเกินไป ไม่สบายเกินไป จึงมีทั้งความสนใจและศักยภาพที่จะศึกษาธรรมะได้
  • มาอินเดียมันจะมีอะไรให้เราขัดอกขัดใจได้ตลอด ให้คิดเสียว่ามาไหว้พระ มาสวดมนต์ มาภาวนา แล้วเราจะสบายใจ
  • ถึงชาติหน้าไม่มีจริง การทำทาน รักษาศีล ภาวนา ก็ไม่เสียเปล่า เพราะมันทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้เลยในวันนี้
  • แต่ถ้าชาติหน้ามีจริง การทำทานจะทำให้เรามีกินมีใช้ การรักษาศีลจะทำให้เราเกิดมาสมประกอบ หน้าตาดี และการภาวนาจะทำให้ภพชาตินั้นสั้นลง
  • อย่าคิดว่าเวียนว่ายไปเรื่อยๆ แล้วจะหลุดพ้น มันไม่มีทางหลุดถ้าเราไม่ใส่ใจ หลวงพ่ออยู่อินเดียมาสามสิบปีแต่พูดภาษาอินเดียได้นิดเดียวเพราะไม่ได้ใส่ใจกับการเรียนภาษาอินเดีย ดังนั้นให้ใส่ใจกับการภาวนา
  • อย่าประมาทในการทำดี ถึงเล็กน้อยก็ควรทำ อย่าประมาทในการทำชั่ว ถึงเล็กน้อยก็ไม่ควรทำ
  • แต่ละคนมีบทบาทของตัวเอง บทพ่อ บทแม่ บทลูก บทผู้บริหาร บทผู้ประกอบการ เล่นบทบาทของเราให้ดี แต่อย่าไปอินมากนัก เหมือนโรงละครที่พอนักแสดงแสดงจบก็แยกย้ายกลับบ้าน
  • เวลา 10 ปีผ่านไปเร็วมาก แล้วลองคิดดูว่าเราจะมี 10 ปีได้อีกกี่ครั้ง

และประโยคที่ผมประทับใจที่สุด

  • เราทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ล้วนเคยพบพระพุทธเจ้ามาก่อนแล้ว แต่ตอนนั้นเราอาจกำลังวิ่งเล่นอยู่ ไม่ตั้งใจฟังสิ่งที่ท่านสอน ส่วนคนที่ตั้งใจเขาไปนิพพานกันหมดแล้ว พวกเราถือว่าเป็นผู้ที่มาสาย แต่ก็ยังได้อานิสงส์จากครานั้นถึงได้มีโอกาสมาเยือนดินแดนพุทธภูมิในครานี้

เมื่อออกจากวัดเนรัญชราวาส เราได้ไปกราบท่านพระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ท่านเจ้าอาวาสบอกว่า การได้มาพุทธคยาเหมือนได้มาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ นั่นคือพระพุทธเจ้า

ท่านได้เล่าให้ฟังถึงโครงการต่างๆ ที่จะช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็น “วัดสุวรรณภูมิ” ที่จำลองสังเวชนียสถานเอาไว้ และนักเดินทางสามารถมองเห็นได้จากสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงโครงการแลกเปลี่ยนพระภิกษุนานาชาติ บาลี-สันสกฤต” ที่เชิญพระจากสายบาลี (เช่น ศรีลังกา) และสายสันสกฤต (เช่น ทิเบต-อินเดีย) มาทำกิจกรรมร่วมกันที่สวนโมกข์กรุงเทพ และท่านยังเอ่ยปากชวนให้พวกเรามาทำพิธียกช่อฟ้าใบระกาในวันอาทิตย์

กลับถึงที่พัก รับประทานอาหารแล้วเราก็ไปนั่งปฏิบัติที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์จนถึงสามทุ่มเช่นเคย ก่อนจะกลับมาดื่มช็อกโกแล็ตร้อนให้อุ่นท้อง และจับกลุ่มนั่งคุยกับพี่ก็ถึงประสบการณ์ที่พี่ก็เคยบวช พุทธประวัติต่างๆ ความหมายของบางบทสวดที่เราคุ้นเคย และประสบการณ์การภาวนาของแต่ละคนในกลุ่ม ก่อนจะแยกย้ายขึ้นไปพักผ่อนตอนห้าทุ่ม

เป็นอันจบวันที่ 2 ของการมาเยือนพุทธคยา

ตอนหน้า – ซึ่งจะเป็นตอนจบ – ผมจะมาเล่าถึงวันที่ 3-4-5 ที่น่าประทับใจไม่แพ้กันครับ


พุทธคยาจาริก ตอนที่ 1 – ต้นพระศรีมหาโพธิ์

พุทธคยาจาริก ตอนที่ 2 – เขาคิชฌกูฏ

ข้าวของภายในบ้านคือร่องรอยของการพยายามมีความสุข

ช่วงหยุดปีใหม่ผมไม่ได้ไปเที่ยวไหน เลยใช้เวลาไปกับการจัดบ้านอยู่หลายวัน ชวนให้ย้อนนึกถึงตอนอ่านหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up ของ Marie Kondo แล้วลุกขึ้นมาจัดบ้านครั้งใหญ่เมื่อ 10 ปีที่แล้วด้วยเทคนิค KonMari (อ่านว่า คมมาริ)

ก่อนจะจัดบ้านได้ ขั้นตอนแรกคือการคัดของออก ซึ่งก็ได้ของที่เหมาะแก่การทิ้ง ของที่เหมาะแก่การทำลาย เช่นเอกสาร รวมถึงของที่เหมาะแก่การส่งต่อให้คนอื่นได้ใช้ประโยชน์

จัดบ้านไปก็คิดได้ว่า สิ่งที่อยู่ในบ้านมันบ่งบอกถึงความเชื่อของเราเหมือนกัน ว่าอะไรจะนำความสุขมาให้เราได้บ้าง

ตัวอย่างบ้านผม

  • หนังสือ non-fiction: ความรู้จะนำมาสู่ความสำเร็จ และความสำเร็จจะนำความสุขมาให้
  • หนังสือนิทาน: การได้อ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอนจะนำความสุขมาให้
  • ตุ๊กตาของลูกๆ: การได้กอดตุ๊กตาตัวที่น่ารักจะนำความสุขมาให้

บ้านอื่นคงจะมีข้าวของที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเกมคอนโซล แกดเจ็ท อุปกรณ์ทำขนม อุปกรณ์ออกกำลังกาย และอะไรอื่นๆ อีกมากมาย

หรือถ้ามองไปไกลกว่าสิ่งที่เห็นได้ทางกายภาพ เช่น คอร์สออนไลน์ที่สมัครเอาไว้ หรือแอปบางตัวที่อยู่ในมือถือ ก็ล้วนเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงสิ่งที่เราปรารถนา

เวลาเราซื้อของบางชิ้นหรือบริการบางอย่าง เรามักจะมีภาพฝันเล็กๆ ว่ามันจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง

ของบางอย่างก็ได้ทำหน้าที่อย่างที่เราจินตนาการไว้จริงๆ ส่วนของบางชิ้นก็ยังไม่เคยได้หยิบมาใช้ และมีของอีกมากมายที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าจะไม่สามารถ spark joy ให้กับเราได้อีกแล้ว และอาจถึงเวลาต้องปล่อยให้มันไปอยู่กับคนอื่นมากกว่า

มาริเอะ เจ้าของเทคนิค KonMari เคยเขียนไว้ว่า การจัดบ้านไม่ใช่แค่การจัดบ้าน แต่มันคือการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับข้าวของที่เรามี

สิ่งที่เคยสร้างความสุขให้ชีวิต หรือสิ่งที่เราเคยคิดว่าจะสร้างความสุขให้ชีวิต ถ้าวันนี้มันไม่ได้สอดคล้องกับตัวตนและทิศทางที่เราจะไป ก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องเสียดายหรือเก็บเอาไว้เผื่อวันข้างหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น การซื้ออะไรเข้ามาคือการบ่งบอกว่าเรายังขาดอะไรบางอย่าง การมีข้าวของเต็มบ้าน (หรือเต็มมือถือ) จึงเป็นสัญญาณว่าในใจเรายังโหยหาบางสิ่งที่ยังไม่มี ซึ่งมักจะหนีไม่พ้นความรู้สึกปลอดภัย (security) และความรู้สึกว่าอยากให้ตัวเองมีความสำคัญ (significance)

ส่วนคนที่มีเงินพอจะซื้ออะไรก็ได้ แต่เลือกที่จะไม่ซื้อ และการไม่ซื้อนั้นไม่ได้เกิดจากความตระหนี่ นั่นก็อาจเป็นสัญญาณที่ดีว่าชีวิตค่อนข้างเต็มอยู่แล้ว พออยู่แล้ว จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเสาะแสวงหาอะไรมาเติมให้มากมาย

ข้าวของภายในบ้านคือร่องรอยของการพยายามมีความสุขครับ