
น่าสนใจที่คำนี้ไม่ค่อยมีคนใช้ มีแต่ใช้คำที่ความหมายตรงกันข้าม
แต่ผมคิดว่าจะใช้คำว่าจังหวะสวรรค์ให้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่หนังสือ Fluke เริ่มมีคนพูดถึง
สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้อ่านสเตตัสของคุณ นิค Genie – วิเชียร ฤกษ์ไพศาล ที่ปลุกปั้นศิลปินชื่อดังในเครือแกรมมี่มามากมาย:
“บางครั้งพระเจ้าก็ชอบเล่นตลกแบบโหดๆ กับเรา อย่างเรื่องราวของวง Klear ที่กว่าจะมาเป็นศิลปิน genie ก็เป็นอีกกรณีที่ต้องเล่า
ผมได้ยิน demo ของน้องๆ เขาเพราะต้า Paradox นำมาเปิดให้ฟัง
เพียงเพราะวันนั้นต้าไม่มีงานของตัวเองมาส่งตามนัด จึงงัดเพลงของ Klear ที่พกติดตัวตลอดมาเปิดแทน
ซึ่งจริงๆ ก่อนหน้านั้นเกือบไม่มีชื่อ Klear ในวงการแล้ว เพราะหลังสู้มานานความหวังก็ยังริบหรี่ ทุกคนท้อใจจะไม่ไปต่อ ท้อขนาดนัดซ้อมกันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนแยกย้ายบ้านใครบ้านมัน
บังเอิญมาเจอพี่ต้าแกเลยอาสาลงทุนทำอัลบั้มให้ แถมทำเสร็จก็ยังช่วยยื่น demo ไปแทบทุกค่าย แต่…ไม่มีค่ายไหนอ้าแขนตอบรับเลย!
วันที่มาเปิดให้ผมฟัง (ซึ่งน่าจะเป็นค่ายสุดท้าย) ก็น่าจะไม่ได้จริงจังหรือคาดหวังอะไร คงกะแค่เบี่ยงประเด็น
เหมือนนักเรียนไม่ส่งการบ้านแล้วกลัวอาจารย์ดุ…เลยรีบเฉไฉ
แต่ต้าคงงงเป็ด ผมกลับโทรตามให้รีบพาวงมาเซ็นสัญญาทันทีโดยที่ต้าเองก็เพิ่งลากลับยังลงลิฟต์ไปไม่ถึงชั้นล่างด้วยซ้ำ
ผมได้ยินเรื่องราวนี้อีกครั้งจากปากน้องทั้ง 2 บนเวทีคอนเสิร์ตใหญ่ของ Paradox เมื่อเสาร์ที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ทำให้นึกย้อนกลับไปถึงอารมณ์ผมในวันนั้น
ผมยังไม่เคยเล่าให้ใครฟัง และถ้าทั้งคู่อ่านเจอ ผมอยากบอกให้รู้ถึงสิ่งที่ผมค้นพบที่ทำให้อยากร่วมงานด้วยขนาดนั้นว่ามันคืออะไร
บอกตรงๆ ผมไม่ได้ยินเพลงที่จะฮิตจะดังใน demo ของอัลบั้มแรกนั้นเลย
แต่ผมได้ยินชัดสัมผัสได้ถึงความตั้งใจ ความมุ่งมั่นและเอาตาย-ใส่สุดของพวกเขา มันจริงจังและจริงใจมากๆทั้งหมดส่งผ่านน้ำเสียงของแพทและดนตรีของพวกเขา ที่มีความออริจินัล หนึ่งเดียวและยังไม่เคยมีงานแบบนี้ในวงการ
ที่สำคัญผมเห็นอนาคตที่สดใสของพวกเขาในอัลบั้มต่อๆไป ถ้าเราได้ทำงานร่วมกัน
ผ่านไปสิบกว่าปี ผมดีใจที่มองไม่ผิดและตัดสินใจถูก
ขอบคุณต้ามากๆ ที่วันนั้นส่งการบ้านไม่ทันนะครับ”
วง Klear ได้รับจังหวะสวรรค์สองครั้ง คือตอนที่ต้า Paradox เห็นแวว กับตอนที่ต้าตัดสินใจยื่นซีดีของวงให้พี่นิคฟัง
เรื่องราวของคนดังๆ ที่เราเกือบจะไม่ได้รู้จักนี้มีมากมายเลยนะครับ อย่างวงบอดี้สแลมก็เกือบจะไม่ได้ออกเทปแล้ว แม้ว่ากบ บิ๊กแอสและทีมงานเขียนเพลงผลักดันเต็มที่ ยังดีที่พี่ตูนตัดสินใจเข้าไปคุยกับพี่เอก ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ที่ตอนนั้นดูแลค่าย Music Bugs ที่บอดี้สแลมสังกัดอยู่ และสุดท้ายพี่เอกก็ยอมให้ออกเทปอัลบั้มแรก (ฟังปากคำจากคุณกบ บิ๊กแอสได้ที่รายการคุยคุ้ยเพลงของป๋าเต็ด นาทีที่ 35)
Morgan Housel เคยเล่าว่าตอนที่เขามีความคิดจะทำหนังสือ The Psychology of Money ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนในอเมริกาสนใจจะตีพิมพ์ให้เลย จนเกือบจะท้อใจไปแล้ว แต่โชคดีที่สำนักพิมพ์เล็กๆ ในอังกฤษอย่าง Harriman House สนใจและตีพิมพ์ให้ และปรากฏการณ์ของหนังสือเล่มนี้ก็เปลี่ยนชะตาชีวิตของทั้ง Morgan Housel และ Harriman House ไปแบบไม่หวนกลับ
คุณต้นสน สันติธาร เสถียรไทย เคยเล่าไว้ในหนังสือ ‘Twists and Turns คิดเปลี่ยนในโลกหักมุม‘ ว่า
“บุคคลที่นั่งอยู่หน้าผมคือ ศาสตราจารย์โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล เขียนหนังสือขายดีของเดอะนิวยอร์กไทมส์ (The New York Times) และอดีตประธานทีมเศรษฐกิจของธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งเขากำลังอ่านงานที่ผมนำเสนอ
หากอาจารย์พอใจ และเขียนจดหมายแนะนำให้ผม โอกาสในการเข้าเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ของผมก็จะสูงขึ้นมาก แต่ถ้าอาจารย์เห็นว่าไม่ดี ก็แทบจะเลิกหวังได้เลยกับการสมัครรอบนี้ซึ่งจะเป็นรอบสุดท้ายหลังจากที่ถูกปฏิเสธมาแล้วหลายปีติดกัน
สิ่งที่อาจารย์อ่านอยู่คืองานที่ท่านมอบหมายให้เมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน แต่เนื่องจากท่านเดินทางตลอด จึงไม่ได้มีโอกาสคุยกันตั้งแต่ตอนนั้น และนี่คือการพบกันครั้งสุดท้าย เพราะสัญญาจ้างผมกำลังจะหมดลง
“เสียดายที่มันไม่ได้ออกมาอย่างที่ผมคาดไว้” อาจารย์พูดขึ้นมาหลังอ่านจบ ซึ่งผมก็เข้าใจว่าท่านหมายถึงอะไร เพราะงานที่ท่านให้ไว้ดันมาเจอทางตัน และผมเองก็ไม่รู้จะแก้อย่างไร
ท่านพูดอย่างสุภาพว่า “ขอบคุณที่พยายามทำเต็มที่ และขอโทษที่ไม่ค่อยได้มีเวลาให้เท่าที่ควร” ก่อนจะลุกจากโต๊ะอาหารเช้าในร้านคาเฟ่เล็กๆ ในนิวยอร์ก วันนั้นอาจารย์หันมาถามเหมือนตามมารยาทว่า
“แล้วคุณมีอะไรที่ทำไว้และอยากนำเสนออีกไหม?”
ในเสี้ยววินาทีนั้นผมบอกตัวเองว่า เราไม่มีอะไรต้องเสียแล้วและตัดสินใจตอบว่า “มีครับ แต่ไม่แน่ใจมันเกี่ยวกับโจทย์ที่อาจารย์พยายามตอบอยู่หรือไม่”
อาจารย์ให้ผมเปิดให้ดู งานที่ผมทุ่มเทใช้เวลาที่เหลือช่วงที่ติดต่ออาจารย์ไม่ได้ ทำไปโดยพลการโดยคาดเดาว่า นี่น่าจะเป็นโจทย์ที่อาจารย์อยากจะตอบ และวิธีแบบนี้น่าจะตอบคำถามได้ แม้จะต่างกับที่ท่านให้มา เมื่อดูงานดังกล่าวเสร็จ ท่านยิ้มแล้วถาม
“คุณคิดเองเหรอ?”
ท่านบอกว่าแนวทางนี้น่าสนใจมาก และดีกว่าวิธีเดิมเสียอีก จึงชวนให้มาพัฒนาต่อเป็นงานวิจัยปริญญาเอก เสี้ยววินาทีที่ผมตอบอาจารย์ครั้งนั้นเป็นทางแยกสำคัญของชีวิต งานชิ้นนั้นทำให้ผมสมัครเข้าเรียนปริญญาเอกที่ฮาร์วาร์ดสำเร็จ พร้อมช่วยให้ผมได้ทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยถึง 2 ทุน และงานนั้นยังกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่ทำให้ผมเรียนจบอีกด้วย”
นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของจังหวะสวรรค์ ถ้าอาจารย์สติกลิตซ์ไม่ได้เอ่ยคำถาม “แล้วคุณมีอะไรที่ทำไว้และอยากนำเสนออีกไหม?” อนาคตของคุณต้นสนน่าจะหักมุมไปอีกทางแยกหนึ่ง
พูดถึงทางแยกในการงานและวิชาชีพ ผมเลยขอเล่าให้ฟังทางแยกที่ผมเจอเองบ้าง
มีหลายคนถามผมว่า จบวิศวกรรมไฟฟ้าแล้วมาดูทีม HR ได้ยังไง
และผมจะตอบติดตลก (แต่เป็นเรื่องจริง) ทุกครั้งว่า เพราะรู้จักกับเจ้าของ
ถอยกลับไปเมื่อปี 2005 ผมทำงานอยู่บริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่ง ในตำแหน่ง developer
งานสาย software development ที่บริษัทจะแบ่งเป็นสามทีมใหญ่ๆ คือ Dev/QA/Support
Dev = developer พัฒนาซอฟต์แวร์
QA = quality assurance เทสต์ซอฟต์แวร์ว่าได้คุณภาพตามมาตรฐาน
Support = ดูแลปัญหาที่ลูกค้าส่งเข้ามา โดย support ก็มีหลายเลเวล เราอยู่เลเวลสุดท้าย ถ้าเราแก้ไม่ได้ก็ไม่มีใครแก้ได้แล้ว
ขณะนั้นผมทำงาน dev มาได้สองปีกว่า แต่รู้ตัวว่าน่าจะเป็น dev ได้แค่ระดับกลางๆ เพราะพื้นฐานน้อย พอ “ซุปปี้” เพื่อนที่เป็น support manager มาชวนไปทำงานสาย support ผมก็เลยตกปากรับคำ สัมภาษณ์เสร็จสรรพ และเตรียมจะย้ายไปดูโปรดักต์ที่เป็นส่วนของ API
API = Application Programming Interface เป็น “ภาษา” ที่ทำให้โปรแกรมอื่นๆ คุยกันรู้เรื่อง
สมัยนั้นผมเดินทางกลับบ้านด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีลุมพินี มีวันหนึ่งผมเดินลงไปเจอกับ “เล็ก” ซึ่งเป็นหัวหน้าทีม dev พอเล็กรู้ข่าวว่าผมเตรียมจะไปอยู่ทีม API ที่มี “เบิร์ด” เพิ่งขึ้นมาดูแลทีม เล็กเลยบอกกับผมว่า
“ทีมนี้งานยากมากเลยนะ ต้องรู้โค้ดเยอะๆ เลย ขนาดเบิร์ดซึ่งเทพขนาดนั้น ไปอยู่ทีมนี้แล้วยังผอมเลยนะ”
แล้วเล็กก็ชวนผมว่า ให้มาเป็นซัพพอร์ตทีม VAS (Value Added Services) ดีกว่า เพราะเล็กเพิ่งย้ายมาดูโปรดักต์ใหม่ของทีมนี้ กำลังต้องการทีม support พอดี ซึ่งโปรดักท์นี้งานมันจะไม่ได้เทคนิคคัลเท่างานซัพพอร์ต API
ผมกลับไปนอนคิดอยู่ 1 คืน วันรุ่งขึ้นก็เลยแจ้งซุปปี้ไป ซุปปี้เลยนัดให้ผมคุยกับ “ยอด” ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมซัพพอร์ตของ VAS แล้วยอดก็รับผมเข้าทีม
ปี 2008 ยอดเดินทางไปเรียน MBA ที่อเมริกา กลับมาปี 2010 ยอดก็ชวนเพื่อนๆ มาทำสตาร์ตอัปด้วยกัน ผมเองก็ได้ช่วยอยู่บ้างแต่ไม่ได้ลาออกมาทำเต็มตัว เพราะมองไม่เห็นว่าตัวเองจะช่วยอะไรได้มากนัก
จนกระทั่งปลายปี 2016 ผมออกจากที่ทำงานเดิม และงานที่ใหม่ก็ไม่เป็นไปตามแผน ยอดเลยชวนให้มาดูแลทีม People ซึ่งตอนนั้นมีแค่ 2 คน ดูแลพนักงานร้อยกว่าคน
จากนั้นเป็นต้นมาบริษัทก็เติบโตมาเป็นอย่างดี และผมก็คิดว่าผมได้เจองานที่เหมาะกับตัวเองที่สุดแล้ว
เมื่อมองย้อนกลับไป จังหวะที่ได้เจอเล็กที่สถานีลุมพินีย่อมเป็น “จังหวะสวรรค์” ของผม เพราะถ้าผมไปช้าหรือเร็วกว่านี้แค่ 3 นาที ผมก็จะไม่ได้เจอเล็ก จะได้ไม่ย้ายทีม และไม่ได้รู้จักกับยอดนั่นเอง
แน่นอนว่าแค่จังหวะสวรรค์อย่างเดียวไม่ได้ทำให้สำเร็จ ที่วง Klear มาได้ถึงทุกวันนี้ก็เพราะว่าซ้อมกันมาอย่างหนัก ที่คุณต้นสนได้รับโอกาส ก็เพราะว่าได้ทดลองทำโจทย์โดยที่อาจารย์ไม่ได้ร้องขอ และตัวผมเองก็ต้องเรียนรู้และปรับตัวหลายอย่างมากกว่าจะผ่านช่วงเวลาตรงนั้นมาได้
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องการโชคช่วยด้วยเช่นกัน มีหลายคนที่ทั้งฉลาด ขยัน ตั้งใจเป็นอย่างมาก แต่กลับไม่ได้รับจังหวะสวรรค์ที่หวังเอาไว้ เหมือนคำกล่าวของชาวจีนที่ว่า “ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน”
หน้าที่มนุษย์อย่างเรา จึงเป็นการพยายามต่อไป เหมือนเป็นการเก็บกระเป๋าของเราให้พร้อม รถไฟมาถึงเมื่อไหร่จะได้กระโดดขึ้นรถแล้วออกเดินทาง
เข้าใจว่าหลายคนอาจกำลังเหน็ดเหนื่อยกับชีวิต แต่ขอให้เชื่อเถอะว่า “จังหวะสวรรค์” นั้นมีอยู่ และจะวนเวียนมาหาเราอยู่เรื่อยๆ
ถ้าจังหวะสวรรค์ปรากฏตัวขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้เราคว้ามันไว้ให้อยู่มือเลยนะครับ