คาดเข็มขัดเถอะ จะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป

ผมเคยเรียน High School ที่นิวซีแลนด์ช่วงปี 1994-1997

ประเทศนี้ซีเรียสมากเรื่องความปลอดภัย

ทุกคนที่นั่งในรถต้องใส่เข็มขัดนิรภัย ไม่ว่าจะนั่งเบาหน้าหรือเบาะหลังก็ตาม

ทุกคนที่ปั่นจักรยานต้องใส่หมวกกันน็อค แม้ว่าจะปั่นอยู่แถวๆ หน้าบ้านก็ตาม

ถึงกระนั้น นิวซีแลนด์ก็ยังมีคนตายปีละ 90 คนเพราะไม่ได้ใส่เข็มขัด ทางกรมขนส่งจึงจับมือกับเอเจนซี่ชื่อดังอย่าง BDPO เพื่อสร้างแคมเปญ “Belt Up, Live On” ขึ้นมา โดยหาอาสาสมัครชายฉกรรจ์ 10 คนที่เคยประสบอุบัติเหตุจากรถชนและรอดมาได้ จากนั้นก็เอาพวกเขาเหล่านั้นมาแต่งหน้าแต่งตาเพื่อให้สภาพกลับไปเหมือนตอนที่เพิ่งประสบอุบัติเหตุมาหมาดๆ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า เข็มขัดนิรภัยนั้นสำคัญแค่ไหน

เหตุผลที่ต้องเป็นผู้ชายวัยนี้เพราะนี่คือกลุ่มคนที่ไม่คาดเข็มขัดบ่อยที่สุด ชอบมองว่าการคาดเข็มขัดเป็นเรื่องของเด็กหรือคนแก่ ส่วนพวกเขาที่เป็นชายชาตรีนั้นไม่จำเป็นต้องคาดเข็มขัดก็ได้ แคมเปญ Belt Up, Live On จึงตั้งใจเจาะกลุ่มเป้าหมายนี้โดยเฉพาะ

คนไทยเรายังไม่ค่อยใส่ใจเรื่องใส่เข็มขัดกันเท่าไหร่ โดยเฉพาะเวลานั่งเบาะหลัง

อย่าลืมว่าการไม่ใส่เข็มขัดนั้นเราไม่ได้เดือดร้อนเพียงคนเดียว เพราะเวลารถชนแล้วเราอาจกระเด็นไปกระแทกคนอื่นอย่างรุนแรงได้

จะมีอะไรเลวร้ายไปกว่าการเป็นสาเหตุให้คนที่เรารักต้องเจ็บหนักหรือเสียชีวิตเพียงเพราะเพราะเราขี้เกียจใส่เข็มขัด

และจะมีอะไรแย่ไปกว่าการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะความประมาท และทำให้พ่อแม่ต้องมารดน้ำศพให้ลูกตัวเอง

แต่ละภาพที่ผมนำมามีแคปชั่นสั้นๆ ว่าแต่ละคนคือใครและเจออะไรมาบ้าง

อ่านโพสต์นี้จบแล้วลองแชร์ต่อไป เผื่อคนที่ไม่ค่อยชอบคาดเข็มขัดจะผ่านมาเห็นครับ

Dion Perry
รอดชีวิตเมื่อ 23.01.2017
ดิออนกำลังขับรถบนทางชนบทที่ถนนลื่น รถเสียการทรงตัวและพลิกคว่ำและตกลงไปในคู ห่างจากเสาไฟฟ้าเพียงนิดเดียว
ตัวรถพังเละเทะ แต่เพราะมีเข็มขัดนิรภัยเขาจึงมีรอยฟกช้ำเพียงเล็กน้อย
Rick Haira
รอดชีวิตเมื่อ 04.11.2004
ริคกำลังขับรถไปทำงานนอกเมือง ขณะข้ามทางรถไฟ รถของเขาถูกรถไฟเฉี่ยว รถพลิกคว่ำไปหลายตลบและพุ่งไปชนตู้หม้อแปลงไฟฟ้า
เข็มขัดนิรภัยช่วยให้เขาไม่กระเด็นออกจากตัวรถ
Liam Bethell
รอดชีวิตเมื่อ 08.08.2017
รถของเลียมถูกรถบรรทุกชนเข้ากลางตัวรถ เหตุเกิดเพียง 200 เมตรจากบ้านของเขา กระดูกซี่โครงหักเกือบหมด หมอนรองกระดูกหักไปสามชิ้น มีเลือดออกในสมองและอยู่ในโคม่าเป็นเวลา 10 วัน
เขาฟื้นขึ้นหนึ่งวันก่อนที่ลูกสาวของเขาจะลืมตาดูโลก
เข็มขัดนิรภัยช่วยชีวิตเขาเอาไว้ได้
James McDonald
รอดชีวิตเมื่อ: 27.09.2017
แดดเข้าตาจนทำให้เจมส์มองทางที่ขับอยู่ทุกวันได้ไม่ถนัด รถของเขาวิ่งไปขวางทางรถบรรทุก 18 ล้อ
เจมส์แขนหักและจมูกขาดเป็นสองท่อน พวงมาลัยก็หักไปด้วย
เข็มขัดนิรภัยช่วยชีวิตเขาเอาไว้ได้
Kahutia Foster
รอดชีวิตเมื่อ 28.01.2011
คาฮูเดียกำลังขับรถกลับจากบ้านเพื่อน รถแหกโค้งจนพลิกคว่ำและพุ่งไปชนกับต้นไม้
แขนขวากระดูกแหลกเพราะโดนรถทับ
เข็มขัดนิรภัยช่วยชีวิตเขาเอาไว้ได้
Dan Mason
รอดชีวิตเมื่อ 02.05.2008
แดนเพิ่งจะอายุครบ 21 ปี เขากำลังขับรถกลับบ้านหลังทำงานกะดึกเสร็จ รถของเขาถูกชนโดยคนเมาแล้วขับ
กระดูกกรามหัก ซี่โครงหัก กระดูกแตก 6 จุดและสมองถูกกระทบกระเทือน ทีมแพทย์พยาบาลต้องทำการผ่าตัดฉุกเฉินให้เขา ณ จุดเกิดเหตุ
เข็มขัดนิรภัยช่วยชีวิตเขาเอาไว้ได้

นิทานโต้ปัญหา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในประเทศญี่ปุ่นสมัยก่อน มีประเพณีอย่างหนึ่งของพระภิกษุนิกายเซ็น คือพระภิกษุอาคันตุกะ ที่เดินทางมาถึงที่วัดใด จะต้องตอบปัญหาธรรมชนะพระภิกษุที่อยู่ก่อนจึงจะมีสิทธิ์เข้าพักได้ ถ้าแพ้ก็ต้องเดินทางหาวัดใหม่ต่อไปวันหนึ่ง

มีพระอาคันตุกะองค์หนึ่งจาริกมาจากที่ไกลถึงที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ทางเหนือของประเทศญี่ปุ่น มีพระภิกษุพี่น้อง 2 องค์อาศัยอยู่ องค์พี่เป็นผู้คงแก่เรียนรอบรู้แตกฉานมาก องค์น้องนอกจากจะตาบอดข้างหนึ่งแล้ว ยังมีสติปัญญาค่อนข้างทึบอีกด้วย

เมื่อทราบระเบียบว่าจะต้องมีการโต้ธรรมะกันก่อนเข้าพักอาศัย พระอาคันตุกะก็ยินดีปฏิบัติตาม แต่เนื่องจากพระองค์พี่เหน็ดเหนื่อยจากการปฏิบัติงานมาทั้งวัน จึงได้มอบให้พระองค์น้องทำหน้าที่โต้ปัญหาธรรมแทน และได้แนะให้พระองค์น้องใช้วิธีโต้ปัญหาแบบ “เงียบ”

พระทั้งสององค์จึงไปยังที่บูชา จุดธูปบูชาพระรัตนตรัย เสร็จแล้วการโต้ปัญหาธรรมะก็เริ่มขึ้น ชั่วครู่เดียวพระอาคันตุกะก็เดินออกไปหาพระองค์พี่ แล้วกล่าวว่า

“น้องชายท่านเก่งเหลือเกิน ผมยอมแพ้แล้ว “

“ท่านโต้ปัญหากันว่าอย่างไรล่ะ” พระองค์พี่ถาม

พระอาคันตุกะจึงชี้แจงว่า

“ทีแรกผมชูนิ้วขึ้นมาก่อนหนึ่งนิ้ว ซึ่งหมายถึงพระพุทธ น้องชายของท่านชูสองนิ้วตอบ ซึ่งหมายความว่าเมื่อมีพระพุทธก็ต้องมีพระธรรมด้วย ผมจึงชูสามนิ้วตอบซึ่งหมายถึงว่าถ้าจะให้ครบ ก็ต้องมีทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วย คราวนี้น้องชายท่านกลับชูกำปั้นมาที่หน้าผม ซึ่งหมายความว่า จะเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็ตาม ก็ต้องมารวมเป็นหนึ่งเดียว คือสัจธรรม ผมจึงว่าน้องท่านเป็นผู้ชนะ ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่ที่นี่”

พระภิกษุอาคันตุกะกล่าวแล้ว ก็ลาพระภิกษุองค์พี่เดินทางต่อไป

สักครู่ พระองค์น้องก็เข้ามาหาพระพี่ชายอย่างเร่งรีบ แล้วถามหาพระอาคันตุกะว่า

“เจ้าหมอนั่นมันไปไหนแล้วล่ะ?”

“เธอชนะเขาแล้วไม่ใช่หรือ?” พระผู้พี่ถามด้วยความสงสัย

“ชนะกะผีอะไรล่ะ” พระองค์น้องโกรธ

“เธอโต้ปัญหากับเขาว่าอย่างไรล่ะ?” พระองค์พี่ถามต่อ

“โต้อย่างไรนะหรือ” พระองค์น้องตะโกน

“พอเห็นหน้าผมเท่านั้น มันก็ชูนิ้วเดียวมาที่หน้าผม ซึ่งมันดูหมิ่นว่าผมมีตาข้างเดียว ผมสู้อดทนเพราะเห็นว่าเป็นแขก จึงชูตอบไปสองนิ้ว แสดงความยินดีที่เขามีตาครบบริบูรณ์ แทนที่มันจะรู้ตัว มันกลับชูนิ้วกลับมาอีกสามนิ้ว ซึ่งหมายความว่า ทั้งผมและมันมีตารวมกันอยู่สามตา อย่างนี้ไม่ใช่เยาะเย้ยแล้วจะเรียกว่าอะไร ผมเหลืออดจริงๆ จึงชูกำปั้นขึ้นมาจะต่อยหน้ามันสักหน่อย แต่มันกลับวิ่งออกมาเสียก่อน”


ขอบคุณนิทานจากเว็บประตูสู่ธรรม: ใครชนะ

วันหนึ่งเราก็จะเป็นแบบเขาเช่นกัน

“What you are, they once were. What they are, you will be.”
-The Crypt of the Capuchin Monks

นี่คงเป็นประโยคเตือนสติสำหรับคนหนุ่มสาว เวลามองไปที่คนรุ่นปู่ย่าตายาย แล้วรู้สึกว่าทำไมคนเหล่านี้ช่างตกยุค ชักช้า ดื้อดึง ยึดติดกับโลกใบเก่า

โดยเรามักจะลืมไปว่า วันหนึ่งเราก็จะแก่แบบเขา วันหนึ่งเราจะกลายเป็นคนตกยุค ชักช้า ดื้อดึง และยึดติดกับโลกใบเก่าเช่นกัน

และในทางกลับกัน คุณปู่คุณย่าเหล่านี้ก็เคยเป็นคนหนุ่มสาวมาก่อน และอาจมองคนรุ่นทวดด้วยสายตาเดียวกันกับที่เรามองพวกเขาตอนนี้

และถ้าคิดไปให้ไกลกว่านั้น วันหนึ่งเราก็จะเป็นเพียงร่างกายไร้วิญญาณหรือเถ้าถ่านไม่ต่างจากคนนับแสนล้านคนที่เคยผ่านชีวิตบนโลกใบนี้

ดังนั้น เราจึงควรมองคนที่มาก่อนเราด้วยสายตาที่เข้าใจและมีเมตตา

เพราะในวันที่เราแก่เฒ่า เราก็น่าจะต้องการสายตาแบบนั้นบ้างเช่นกันครับ

ชีวิตนับถอยหลัง

“เวลาที่มีชีวิตอยู่มันกำลังนับถอยหลังนะ ไม่ได้นับไปข้างหน้า”
-อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

หากมนุษย์เรามีอายุคาดเฉลี่ย 80 ปี ก็แสดงว่าเรามีเวลาบนโลกนี้ประมาณ 4,000 สัปดาห์

ใครที่อยู่ในวัยกลางคนแล้ว ก็จะเหลือประมาณ 2,000 สัปดาห์เท่านั้น

และยิ่งถ้านับว่าสุขภาพเราจะร่วงโรยหลังวัย 60 เราก็จะเหลือเวลาที่ยังมีกำลังวังชาทำอะไรได้ดั่งใจอีกแค่ 1,000 สัปดาห์

เวลาจึงไม่ได้มีเวลามากมายอย่างที่เราคิด

James Clear บอกไว้ว่า ถ้าเราคิดถึงสิ่งที่เราอยากได้วันนี้ เราจะใช้เวลา แต่ถ้าเราคิดถึงสิ่งที่อยากได้ในอีกห้าปีข้างหน้า เราจะลงทุนเวลา

“Think about what you want today and you’ll spend your time.

Think about what you want in 5 years and you’ll invest your time.”

อีกไม่กี่พันสัปดาห์ที่เหลือ เราจะลงทุนไปกับอะไรบ้าง?

ปัจจุบันเป็นตัวกำหนดอดีต

เรารู้กันมานานแล้วว่า “ประวัติศาสตร์” เป็นสิ่งที่เราควรฟังหูไว้หู เพราะมันมักจะถูกแต่งขึ้นโดยผู้ชนะ

แต่นอกจากผู้มีอำนาจทางการเมืองแล้ว เราแต่ละคนก็ชอบแต่งเรื่องเช่นกัน

โดยเราจะตกแต่งเรื่องเล่าที่ชื่อว่า “ฉัน” และคอยดัดแปลงเรื่องราวในอดีตเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ “ฉัน” ในปัจจุบันตลอดเวลา

เพราะในอดีตมีสิ่งที่เกิดขึ้นมากมาย แต่ความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ของเรานั้นกลับมีอยู่น้อยนิด ความทรงจำใดก็ตามที่ขัดกับเป้าหมายในปัจจุบันนั้นมักจะโดนกำจัดทิ้งไปหรือโดนฝังกลบเอาไว้

ชายคนหนึ่งเคยถูกแม่สอนเมื่อตอนเด็กๆ ว่าเวลาเจอสุนัขจรจัดให้ยืนอยู่นิ่งๆ ถ้าวิ่งจะโดนมันไล่กัดเอา วันหนึ่งเขาไปเจอสุนัขจรจัด เพื่อนๆ วิ่งหนี ส่วนเขายืนนิ่ง สุดท้ายก็โดนสุนัขกัดขา

ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาจำฝังใจว่าโลกนี้เต็มไปด้วยอันตราย ทุกคนล้วนเป็นศัตรู

แต่หลังจากผ่านการปรึกษากับนักจิตแพทย์อยู่หลายครั้ง เขาก็เริ่มนึกขึ้นได้ว่า หลังจากโดนสุนัขกัด มีผู้ชายแปลกหน้าปั่นจักรยานผ่านมาและช่วยพาเขาไปโรงพยาบาล

เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีเหตุการณ์นี้ด้วย ทัศนคติของเขาจึงเริ่มเปลี่ยนไปว่าโลกนี้ไม่ได้อันตรายอย่างที่เคยคิด

แม้จะเป็นเหตุการณ์เดียวกัน แต่ชายคนนั้นเลือกได้ว่าจะให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ไหน จะเน้นเรื่องโดนสุนัขกัดก็ได้ หรือจะเน้นเรื่องการได้รับความช่วยเหลือก็ได้

อดีตจึงไม่ได้กำหนดปัจจุบัน ปัจจุบันต่างหากที่กำหนดอดีต

เพราะอดีตนั้นไม่ได้มีตัวตนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

มีเพียงปัจจุบันเท่านั้นที่ถูกแต่งแต้มตามแต่ที่เราจะเลือกครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ กล้าที่จะถูกเกลียด 2 โดย คิชิมิ อิชิโร และ โคะกะ ฟุมิทะเกะ