12 คำถามที่ควรใช้ใน Employee Engagement Survey

หลายองค์กรมีการทำ Employee Engagement Survey เพื่อดูว่าพนักงานมีความผูกพันและมีแนวโน้มที่จะอยู่กับองค์กรนานแค่ไหน

แต่หลาย survey ก็อาจจะมีคำถามเยอะแยะมากมาย และบางคำตอบที่ได้มาก็อาจจะเอาไปใช้แอคชั่นอะไรไม่ค่อยได้

Gallup สถาบันที่เคยออกหนังสือชื่อดังอย่าง StrengthsFinder ได้แนะนำว่า หลังจากศึกษาองค์กรนับพันเป็นเวลาหลายทศวรรษ คำถาม 12 ข้อนี้คือชุดคำถามที่ลัดสั้นและตรงประเด็นที่สุดในการตรวจสอบว่าพนักงานมี Engagement กับองค์กรมากแค่ไหนครับ

ท้ายประโยคแต่ละข้อจะมีตัวเลขอยู่ในวงเล็บซึ่งแสดงถึงจำนวนพนักงานที่ “เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง” สำหรับคำถามข้อนั้น ซึ่งนี่เป็นค่าเฉลี่ยจากองค์กรทั่วโลกที่ Gallup ได้ไปสำรวจมาครับ

Q01. I know what is expected of me at work – ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันต้องทำมีอะไรบ้าง (50%)

Q02. I have the materials and equipment I need to do my work right. – ฉันมีข้อมูลและเครื่องมือที่เอื้อให้ฉันทำงานออกมาได้อย่างถูกต้อง (33%)

Q03. At work, I have the opportunity to do what I do best every day. – ทุกๆ วันฉันมีโอกาสได้ทำเรื่องที่ฉันถนัด (33%)

Q04. In the last seven days, I have received recognition or praise for doing good work. – ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีคนชมว่าฉันทำงานดี (25%)

Q05. My supervisor, or someone at work, seems to care about me as a person. – หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานเป็นห่วงฉันในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง (40%)

Q06. There is someone at work who encourages my development. – มีคนที่สนับสนุนให้ฉันได้พัฒนาตัวเอง (30%)

Q07. At work, my opinions seem to count. – ความคิดเห็นของฉันนั้นมีความหมาย (25%)

Q08. The mission or purpose of my company makes me feel my job is important. – จุดมุ่งหมายขององค์กรทำให้ฉันรู้สึกว่างานที่ฉันทำนั้นมีความสำคัญ (33%)

Q09. My associates or fellow employees are committed to doing quality work. เพื่อนร่วมงานมีความตั้งใจที่จะทำงานให้ออกมาดี (33%)

Q10. I have a best friend at work. ฉันมีเพื่อนสนิทที่ทำงาน (30%)

Q11. In the last six months, someone at work has talked to me about my progress. ใน 6 เดือนที่ผ่านมามีคนมาคุยกับฉันเรื่องความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน (33%)

Q12. This last year, I have had opportunities at work to learn and grow. ในปีที่ผ่านมาฉันได้เรียนรู้และเติบโตจากงานที่ฉันทำ (33%)

ในความคิดเห็นส่วนตัว ผมว่าข้อ 6 กับ 11 อาจจะมีความซ้ำซ้อนกันอยู่นิดหน่อย แต่ที่เหลือก็เป็นคำถามที่ผมน่าจะอยากตอบและอยากบอกให้องค์กรรู้

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ It’s the Manager by Jim Clifton & Jim Harter

ความจำสามประเภท

ในภาษาอังกฤษ คำว่า “ความจำ” หรือ “ความทรงจำ” นั้นใช้คำว่า “memory” เหมือนกัน

แต่ในหนังสือ The Art of Making Memories ของ Meik Wiking ได้แบ่งความจำเอาไว้สามประเภทด้วยกันคือ episodic memory, semantic memory, และ procedural memory

Episodic memory คือความทรงจำที่เราเห็นเป็นฉากๆ เช่นความทรงจำจากทริปญี่ปุ่นก่อนจะมีโควิด

Semantic memory คือความจำที่เกี่ยวกับเรื่องราวหรือคอนเซ็ปต์ต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนตัวเลย เช่นเมืองหลวงของญี่ปุ่นมีชื่อว่าอะไร

Procedural memory คือความจำเกี่ยวกับกระบวนการที่เราทำสิ่งต่างๆ โดยที่เราไม่ต้องออกแรงคิด เช่นตอนขับรถญี่ปุ่น เราจะรู้ว่าต้องเหรียบเบรคก่อนเอามือซ้ายไปขยับเกียร์ D แล้วค่อยๆ เหยียบคันเร่ง

แม้จะเรียกว่า “memory” เหมือนกัน แต่วิธีการดึงความจำแต่ละแบบนั้นใช้คนละล่วนของสมอง

การใช้ episodic memory นั้น มันทำให้เราเหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนกลับไปยังที่ที่เราจากมา มีทั้งภาพ เสียง กลิ่น รส หรือแม้กระทั่งสัมผัส

ในขณะที่ความจำแบบ semantic memory นั้นมันจะแห้งๆ ไร้ประสบการณ์ เราจำไม่ได้หรอกว่าเรารู้มาจากไหนว่าเมืองหลวงของญี่ปุ่นมีชื่อว่าโตเกียว

Semantic memory และ procedural memory นั้นเกิดจากการอ่านและฝึกฝนจนเราทำงานและกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตได้

แต่สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือ Episodic memory ที่เป็นความทรงจำที่มาจากประสบการณ์ตรงของเราเอง เพราะมันจะเป็นสมบัติล้ำค่าเมื่อชีวิตเราผ่านไปและมองย้อนกลับมา

ในยุคโควิดที่เราไปไหนไม่ได้ วันทำงานอยู่แต่หน้าจอคอม วันหยุดอยู่แต่หน้าจอทีวี เราจึงไม่ค่อยได้สร้าง episodic memory ใหม่ๆ ขึ้นมา

ลองมองย้อนกลับไปก็ได้ว่าเราจำเรื่องอะไรปีที่แล้วได้บ้าง ถ้าเราไม่ค่อยได้ทำอะไรและไม่ค่อยได้ไปไหนเพราะโควิด ปีหน้าเมื่อเรามองย้อนกลับมายังปีนี้ก็จะไม่ค่อยมีอะไรให้จดจำเช่นกันเพราะโควิดต่อเนื่องและยาวนานกว่าเสียอีก

ส่วนคำถามที่ว่าเราจะสร้าง episodic memory ให้มากขึ้นได้อย่างไรในห้วงเวลาเหล่านี้ ผมขอเก็บไว้เล่าหลังจากอ่านหนังสือ The Art of Making Memories จบแล้วนะครับ

ที่คนขี้อิจฉาชีวิตไม่ค่อยเจริญ

ไม่ใช่เพราะเรื่องเวรกรรมอะไรหรอก

แต่เพราะถ้าเราอิจฉาใคร อีกฝ่ายจะดูออก

มนุษย์นั้นถูกวิวัฒนาการมาให้มีกลไกที่จับได้ว่า คนไหนเชื่อใจได้ คนไหนเชื่อใจไม่ได้ ซึ่งไม่ได้ดูแค่คำพูดหรือการกระทำ แต่ดูสีหน้า แววตา อากัปกิริยา ทุกอย่างเป็น signal ได้หมด

ดังนั้น ถ้าเราอิจฉาใคร คนคนนั้นก็จะรู้สึกได้ แม้ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูด แต่เขาก็จะหลีกเลี่ยงไม่อยากร่วมสังฆกรรมด้วย

อย่าอิจฉาใครเลย เพราะมันไม่ได้ทำให้ชีวิตใครดีขึ้นแม้แต่คนเดียว


ขอบคุณประกายความคิดจาก The Almanack of Naval Ravikant