เราควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างวันไม่ได้ แต่เราควบคุมสิ่งแรกและสิ่งสุดท้ายของวันได้

พรุ่งนี้วันจันทร์ เป็นวันแรกของการทำงานอีกครั้ง

ใครที่ Work from Home ย่อมรู้ดีว่าทำงานที่บ้านนี่เหนื่อยกว่าทำงานที่ออฟฟิศเสียอีก เพราะต้องอยู่หน้าคอมตลอดเวลาจนแทบไม่มีเวลากินข้าว

ต่อให้วางแผนมาอย่างดีว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง ก็มักจะเจองานด่วนงานแทรกจนหมดโอกาสที่จะทำสิ่งที่ตอนแรกตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำ

แต่ถึงแม้เราจะไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เกิดระหว่างวันได้ ขอให้จำไว้ว่าเราสามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นหลังตื่นนอนและก่อนเข้านอนได้เสมอ

สองชั่วโมงแรกของวันเราทำอะไร สองชั่วโมงสุดท้ายของวันเราทำอะไร นี่คือสี่ชั่วโมงที่สำคัญอย่างมาก เพราะมันเป็นเพียงช่วงเวลาเดียวที่เราเป็นนายของตัวเองอย่างแท้จริง

คัดสรรให้ดีว่าจะใช้มันไปกับอะไร เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะมีกำลังกายและกำลังใจเพียงพอในการกรำศึกตลอดทั้งสัปดาห์ครับ

การตัดสินใจคือการสบตากับอนาคต

อนาคตคือความไม่แน่นอน มันมีศักยภาพที่จะเกิดอะไรก็ได้ จะเป็นอะไรก็ได้

หากเราเลือกทำ A อนาคตก็จะเป็นแบบหนึ่ง หากเราเลือกทำ B อนาคตก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง

คนเราบางคนไม่กล้าตัดสินใจ เพราะกลัวว่าอนาคตจะไม่ออกมาอย่างที่หวัง หรือไม่อย่างนั้นก็อยากเก็บ “ความเป็นไปได้” ต่างๆ นานาเอาไว้

เพราะการตัดสินใจ คือการ “ตัด” ความเป็นไปได้อื่นๆ ออก และเหลือเพียงทางเลือกเดียว เราจึงอยากเก็บช้อยส์เอาไว้ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แต่จริงๆ แล้วในบางครั้ง การไม่ยอมตัดสินใจนี่แหละคือทางเลือกที่แย่ที่สุด

ดังนั้น อย่าไปกลัวการตัดสินใจ อย่าไปหวังผลเลิศและรีรอจนเราได้ผลลัพธ์ที่ย่ำแย่

สบตากับอนาคต เลือกสักหนึ่งทาง และมีศรัทธาต่อตนเองว่าเรายังทำอะไรได้อีกหลายอย่างเพื่อให้การตัดสินใจนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องครับ

นิทานตีกลอง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งมีเด็กชายที่ชอบตีกลองมาก เขาตีกลองตลอดทั้งวัน ไม่ว่าใครจะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่ยอมหยุด

ชาวบ้านต่างมาเตือนว่าตีกลองดังเกินไปจะทำให้หูหนวก หรือกลองนี้มีเอาไว้ใช้แค่ในพิธีศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น พวกเขาเอาหนังสือมาให้เด็กชายอ่านและสอนวิธีทำสมาธิภาวนา พวกเขาทำแม้กระทั่งหาซื้อที่อุดหูมาให้คนในละแวกนั้นใส่ แต่ไม่มีวิธีไหนที่เวิร์คเลย

สุดท้าย มีนักปราชญ์ซูฟีปรากฎตัวขึ้น ยื่นค้อนให้เด็กชาย แล้วพูดว่า

“ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ว่าข้างในกลองนั้นมีอะไร”

—–

ขอบคุณนิทาน Sufi จาก Chris Highland | Citizen Times

ทำไมประเทศใหญ่อย่างจีนถึงมีแค่ Time Zone เดียว

รัสเซียมี 11 time zones

อเมริกามี 4 time zones

แต่ประเทศที่พื้นที่กว้างใหญ่พอๆ กับอเมริกาอย่างจีนกลับมีแค่ time zone เดียว (GMT+8 เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง)

ในปี 1912 หลังการล่มสลายของราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty) สาธารณรัฐประชาชนจีนเคยมีถึง 5 time zones ที่ครอบคลุมเวลา GMT+5.5 ถึง GMT+8.5

แต่ในปี 1949 ท่านประธานเหมาก็ประกาศให้ประเทศจีนมีแค่หนึ่ง time zone โดยยึดนครปักกิ่งเป็นหลัก ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวของจีนที่เพิ่งรวมประเทศได้อย่างเสร็จสมบูรณ์ได้ไม่นาน

การปรับเหลือ time zone เดียวนั้นก็ฟังดูสมเหตุสมผล เพราะประชากรถึง 94% อาศัยอยู่ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของจีนตามรูปประกอบ

แต่ถึงกระนั้นประชากรส่วนน้อยอีก 6% ก็ยังประสบปัญหา เพราะคนที่ทำงานราชการยังต้องถูกบังคับให้มาทำงานตามเวลาเดียวกับปักกิ่ง

สำหรับคนที่อยู่ฝั่งตะวันตกของจีน ในฤดูหนาวนั้นพระอาทิตย์ขึ้นตอน 10 โมงเช้า ส่วนฤดูร้อนพระอาทิตย์ก็ตกตอนเที่ยงคืน

ต่อมาในภายหลังรัฐบาลจีนจึงยอมปรับเวลาการเข้างานของข้าราชการในเมืองที่อยู่ฝั่งตะวันตกเพื่อให้สอดคล้องกับเวลาพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกมากขึ้นครับ

มองกลับมาที่ประเทศไทย ที่มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แถมยังอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร เราจึงไม่เคยมีปัญหาเรื่องพวกนี้เลย


ขอบคุณข้อมูลจาก

Quora: Bora Taş’s answer to How does China manage with just one time zone?

The Atlantic: China Only Has One Time Zone—and That’s a Problem