คนที่ “เก่งแบบเป็ด” อ่านบทความนี้แล้วจะมีกำลังใจ

โลกคนทำงานอาจแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ specialist และ generalist

Specialist คือคนที่รู้ลึกในด้านใดด้านหนึ่งเอามากๆ ตามสุภาษิตรู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล

Generalist คือคนที่ทำได้ทุกอย่าง ให้วิเคราะห์ก็ได้ ให้เขียนก็ได้ ให้พรีเซนต์ก็ได้ ให้ประสานงานก็ได้

แต่คนกลุ่มนี้มักจะมีปมลึกๆ ว่าตัวเองไม่เก่งอะไรจริงๆ เลยสักอย่าง ชอบเรียกตัวเองว่าเป็นเป็ด บินก็สู้นกไม่ได้ เดินก็สู้ไก่ไม่ได้ ว่ายน้ำก็สู้ปลาไม่ได้อีก

คนที่เก่งแบบเป็ดก็เลยขาดความมั่นใจ และพกความกังวลว่าตัวเองจะยังเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่มั้ย

ในฐานะที่ผมเองก็เป็นเป็ดตัวหนึ่งที่ไม่เคยทำงานตรงสาย ก็เลยอยากเชียร์ตัวเองและเพื่อนพ้องเป็ดให้มีความมั่นใจขึ้นสักเล็กน้อย

เพราะแม้ว่าคนที่เป็น specialist จะมีประสิทธิภาพและผลิตงานออกมาได้มาก แต่งานหลายอย่างของ specialist ก็กำลังถูก AI เข้ามาทำหน้าที่แทน

สิ่งที่ AI ทำแทนไม่ได้ อย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้นี้ คืองานที่ต้องอาศัยความเป็นมนุษย์ เพราะแม้ AI จะวิเคราะห์มะเร็งปอดจากภาพเอ็กซ์เรย์ได้เก่งกว่าคุณหมอ แต่ AI ไม่สามารถสรรหาคำพูดที่เหมาะสมเพื่อให้คนไข้ที่กำลังเสียขวัญมีกำลังใจฮึดสู้ขึ้นมาได้

พี่แท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ เคยมา WeShare ไว้ว่า คนสมัยก่อนจำเป็นต้องรู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียวแบบตัว I พอยุคถัดมาก็ควรจะรู้แบบตัว T คือรู้กว้างในหลายๆ เรื่องและรู้ลึกหนึ่งเรื่อง แต่คนยุคถัดไปน่าจะต้องเก่งแบบตัว Y เหมือน Robert Lang นักฟิสิกส์ที่โปรดปรานการพับกระดาษแบบ Origami และนำสองศาสตร์มารวมกันจนพบวิธีการพับแผงโซล่าร์เซลล์ในอวกาศให้นาซ่า

การนำศาสตร์หลายๆ อย่างมาบูรณาการกันก็เป็นสิ่งที่ AI ยังทำแทนไม่ได้เช่นกัน Alpha Go อาจจะเล่นโกะเก่งกว่ามนุษย์คนใดบนโลกใบนี้ แต่ Alpha Go ไม่สามารถวาดรูปหรือแต่งเพลงได้ ต้องใช้ AI ยี่ห้ออื่นมาทำแทน

อีกจุดอ่อนหนึ่งของ specialist ก็คือเมื่อเขาใช้เวลากับด้านใดด้านหนึ่งมาก เขาก็จะมีความ “แหลม” ในตัวเอง อาจจะทำบัญชีเก่งมากแต่ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น หรืออาจจะเรียนจบด็อกเตอร์มาแต่ขาดความสามารถในการสื่อสารเรื่องยากๆ ให้เข้าใจได้ง่ายๆ

ซึ่ง generalist จะไม่เป็นแบบนี้ เพราะมีความ well-rounded จากการได้ลองทำหลายสิ่งหลายอย่าง มีคอมมอนเซ้นส์ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และมีความยืดหยุ่นกว่าในการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เพราะไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็นสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้

ซึ่งความยืดหยุ่นหรือความ elastic เป็นคุณลักษณะที่สำคัญมากๆ สำหรับโลกหลังโควิดที่ขับเครื่องบินอยู่ดีๆ ก็อาจต้องมาเปิดร้านขายอาหารเดลิเวอรี่

กล่าวโดยสรุปก็คือการเป็นเป็ดนั้นไม่ใช่เรื่องแย่และอาจจะมีแต้มต่อกว่า specialist ด้วยซ้ำ สำคัญคือเราต้องขยันและหมั่นฝึกฝนตนเองโดยไม่ลืมว่าสุดท้ายแล้วเราต้องทำงานกับมนุษย์และทำงานเพื่อเพื่อนมนุษย์

เราต้องหัดบูรณาการความรู้จากหลายแขนงเพื่อสร้างจุดแข็งที่คนอื่นหรือ AI ไม่อาจเลียนแบบ

แล้วเป็ดอย่างเราจะยังมีที่ยืนอย่างสง่างามในยุคสมัยแห่งความไม่แน่นอนครับ

ก่อนจะพูดอะไรออกไป ถามก่อนว่าคุ้มรึเปล่า

เพราะปากมักทำให้เราตกที่นั่งลำบากโดยไม่จำเป็น

ทำให้บรรยากาศในห้องประชุมเสีย เพราะพูดสิ่งที่เราไม่ต้องพูดก็ได้

ทำให้น้องในทีมหมดกำลังใจ เพราะพูดสิ่งที่เราไม่ต้องพูดก็ได้

ทำให้คนรักผิดใจกัน เพราะพูดสิ่งที่เราไม่ต้องพูดก็ได้

เราอาจจะพูดเพื่อความสนุก พูดเอามัน พูดโดยไม่ได้คิดอะไร

แต่เรื่องปวดหัวที่ตามมาไม่คุ้มกับความสนุกเลยแม้แต่น้อย

“Before you say something, stop and breath. And ask – Is it really worth it?”
-Marshall Goldsmith

หนึ่งในคุณลักษณะของความเป็นผู้ใหญ่ คือความสามารถในการอดกลั้นในชั่วขณะที่คันปาก

และระลึกได้ว่า ในบางครั้ง บทสนทนาจะดำเนินไปได้สวยที่สุดถ้าเราไม่พูดประโยคนั้นออกมาครับ

ไม่ต้องเล่นท่ายากก็ได้

นักวิ่งสายอุปกรณ์บางคนซื้อ gadget มาเต็มไปหมดเพื่อช่วยให้การวิ่งมีประสิทธิภาพขึ้น

คนทำงานบางคนจัดการอีเมลด้วยการตั้ง rules เสียมากมาย หากส่งมาจากคนนี้ให้เอาเข้าโฟลเดอร์นั้นและตั้งเมลให้เป็นสีนี้

ส่วนบางคนก็มีแอปในมือถือเป็นสิบๆ แอปที่ช่วยเพิ่มความ productive ในด้านต่างๆ

แต่ถ้าเราใส่พลังไปกับของเล่น เราจะละเลยเรื่องพื้นฐาน

จะวิ่งให้ดีก็แค่ต้องขยันซ้อม จะจัดการอีเมลให้ดีก็แค่ทำ inbox zero และถ้าอยาก productive จริงๆ ก็แค่ต้องกล้าลุยงานสำคัญ

วางของเล่นลง กลับมาที่เรื่องพื้นฐาน ลงมือทำอย่างจริงจัง แล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่าครับ

3 สิ่งที่ทำได้ตอนโกรธใครขึ้นมา

เราทุกคนรู้ว่าการทำอะไรตอนโกรธนั้นมักได้ผลเสียตามมา ซึ่งอาจกระทบกับการงานและความสัมพันธ์จนยากเกินเยียวยา

ถ้ารู้ตัวว่าโกรธแต่อดไม่ได้ แถมคนที่ทำให้โกรธก็อยู่ตรงหน้าเราอีก วันนี้ผมมีสาม 3 ขั้นตอนที่น่าจะช่วยให้ความโกรธทำร้ายเราได้น้อยลงครับ

  1. แบมือ เวลาโกรธเราจะกำมือแน่นโดยอัตโนมัติ ลองแบมือดูแล้วอารมณ์ของเราจะเบาลงโดยอัตโนมัติเช่นกัน (ลองถามตัวเองก็ได้ว่าเคยแบมือโกรธใครรึเปล่า)
  2. คลายไหล่ เวลาโกรธ ไหล่เราก็จะเกร็งโดยอัตโนมัติเช่นกัน ลองผ่อนคลายหัวไหล่ดูแล้วความรู้สึกตึงๆ ของเราจะลดลง
  3. พูดให้ช้าลง เวลาโกรธเราจะพูดเร็วและพูดเสียงดังขึ้นอย่างชัดเจน แต่ถ้าเราพอทำไหว ลองพูดให้ช้ากว่าปกติ เนิบๆ อารมณ์ของเราก็จะพลุ่งพล่านไม่ค่อยออก

แบมือ คลายไหล่ พูดช้าๆ แล้วเราอาจจะผ่านช่วงเวลาตาต่อตาฟันต่อฟันได้โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Life Hacks มูฟออนชีวิตเริ่มคิดแบบเล็กๆ

ลดเรื่องปวดหัวด้วยการหลีกเลี่ยง unforced errors

Unforced errors เป็นศัพท์ที่คนดูเทนนิสจะรู้จักกันดี

มันคือการที่นักเทนนิสตีเสียแต้มเพราะตีพลาดเอง

เช่นเสิร์ฟติดเน็ต หรืออีกฝ่ายตีลูกมาธรรมดาแต่เรากลับตีออกเสียเอง

มันคือการพลาดแบบไม่น่าพลาด หรือถ้าใช้คำแรงหน่อยก็คือพลาดแบบโง่ๆ

ในชีวิตการทำงานเราก็มี unforced errors มากมาย

ส่งอีเมลแล้วลืม attach ไฟล์

นั่งทำงานติดเก้าอี้ไม่ยอมเข้าห้องน้ำจนเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

พูดจาสนุกปากจนไปเข้าหูคนที่เรานินทา

ในชีวิตส่วนตัวเราก็มี unforced errors ได้เช่นกัน

ดูซีรี่ส์ดึกดื่นจนนอนไม่พอ

ไมจ่ายค่าไฟจนมิเตอร์โดนตัด

ผิดใจกับคนในบ้านด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ปัญหาเหล่านี้เราป้องกันได้เพียงใช้สติและความระมัดระวังเพิ่มขึ้นอีกนิดเดียวเท่านั้น

อย่าพลาดอะไรที่ทำให้เราอยากเขกหัวตัวเองทีหลัง

ลด unforced errors ได้สักครึ่งหนึ่ง ชีวิตก็ราบรื่นขึ้นเยอะแล้วครับ