คนตัวใหญ่ล้วนเคยเป็นคนตัวเล็ก

ลองเลือก idol ที่เราชื่นชมมาสักคนหนึ่ง ต่อให้เขายิ่งใหญ่หรือเก่งกาจแค่ไหน ถ้าย้อนเวลากลับไปเขาก็เคยเป็นคนธรรมดามาก่อนเกือบทั้งนั้น

คนธรรมดาเหมือนกับที่เราเป็นอยู่ตอนนี้

แต่ด้วยความเพียรพยายาม ด้วยอุปนิสัยที่ดี และด้วยโชคชะตาที่เป็นใจ เขาก็ค่อยๆ ก้าวจาก nobody มาเป็น somebody ได้

และถ้าใครเคยได้เข้าใกล้คนตัวใหญ่ เราจะรู้สึกได้เลยว่าเขาก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง พูดเหมือนกับเรา กินเหมือนกับเรา หัวเราะเรื่องเดียวกันกับเรา

เรียนรู้จากคนตัวใหญ่ ชื่นชมได้แต่คงไม่ถึงกับต้องบูชา ไม่งั้นเราจะเผลอคิดว่าเขาพิเศษเกินกว่าที่เราจะเป็นแบบเขา จนทำให้เราเสียโอกาสที่จะบรรลุศักยภาพที่แท้จริงของตัวเองครับ

19 ข้อคิดจากรวิศ หาญอุตสาหะ

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทาง LINE MAN Wongnai ได้รับเกียรติจาก “พี่แท็ป” รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ของศรีจันทร์และเจ้าของเพจ Mission to The Moon มาเป็นวิทยากร

นี่คือส่วนหนึ่งจากการบรรยายของพี่แท็ปครับ

  1. นอกจาก hard skills และ soft skills แล้ว เรายังต้องพัฒนา meta skills อย่าง growth mindset, comfort with change และ self-direction ด้วย
  2. เรามักจะนึกว่า AI จะมาทำงานแทนคนแก่ แต่จริงๆ แล้ว 40% ของงานที่จะถูก AI และ Automation มาทดแทนนั้นเป็นงานของคนวัย 18-34 ปี
  3. ภายในปี 2025 AI อาจจจะทำงานมากกว่าคนในหลาย industry และเรตการนำ AI มาใช้จะเร็วแค่ไหนขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศ เพราะเมื่อรัฐ reskill คนไม่ทัน ทางเลือกสุดท้ายก็คือการบล็อคด้วยกฎหมาย
  4. งานของเราจะถูก disrupt หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเราทำงานเป็นหุ่นยนต์รึเปล่า ถ้านายสั่งมาแค่ไหนก็ทำแค่นั้น แสดงว่าเราก็อาจจะถูกแย่งงานได้
  5. ในปีที่ผ่านมา Top 10 courses ที่มีคนลงเรียนมากที่สุดใน Coursera มีวิชา Mindfulness ติดอยู่ในอันดับ 4
  6. แต่ก่อนคนเก่งแบบตัว I คือรู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียวก็พอแล้ว ยุคถัดมาคนต้องเก่งแบบตัว T คือรู้ลึกในหนึ่งเรื่อง และรู้กว้างอีกหลายๆ เรื่อง แต่ยุคนี้เราต้องรู้แบบตัว Y คือเอาความรู้ของศาสตร์อย่างน้อย 2 เรื่องแบบลึกซึ้ง และนำมาบูรณาการ ซึ่งถ้าทำได้ คนอื่นจะสู้เราไม่ได้เลย
  7. ความรู้แบบ Y นั้น ขาหนึ่งควรจะเป็น solid science ส่วนอีกขาหนึ่งเป็น art ยกตัวอย่างเช่น Robert Lang นักฟิสิกส์ที่โปรดปรานการพับกระดาษแบบ Origami มาก สุดท้ายเขานำ 2 ศาสตร์มารวมกันจนพบวิธีการพับ airbag ในรถตยนต์ที่พุ่งออกมาจากด้านข้างได้ รวมถึงคิดวิธีการพับแผงโซล่าร์เซลล์ขนาดเท่าสนามฟุตบอลให้นาซ่า โดยเลียนแบบการพับแผงคอของกิ้งก่า
  8. ความผิดพลาดนั้นที่ทำงานนั้นเป็น Spectrum คล้ายๆ สีรุ้ง ไล่จาก ประมาท ละเมิดกฎ ไม่ละเอียด ระบบไม่ดี งานซับซ้อน ทดสอบไอเดีย ทดสอบธุรกิจใหม่ๆ ถ้าผิดพลาดเพราะเหตุอย่างแรกๆ บริษัทต้องลงโทษ แต่ถ้าผิดพลาดเพราะเหตุผลอย่างหลังๆ คือการทดสอบไอเดียหรือธุรกิจใหม่ๆ บริษัทต้องชื่นชม
  9. ถ้าคุณมี Critical Thinking คุณจะไม่ทำให้นายโมโห เพราะคุณจะคิดได้ก่อนว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการ
  10. ยุโรปมีชีสหลายชนิดหลายยี่ห้อให้เลือกกันไม่หวาดไม่ไหว ถ้าเราเป็นบริษัทชีสเล็กๆ เจ้าหนึ่งเราจะทำยังไงให้ชีสของเราเป็นที่จดจำได้ ลองเข้า Youtube แล้วเสิร์ชคำว่า Panda Cheese ดู https://bit.ly/3eqC5W8
  11. คนไม่ใช่ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของบริษัท คนที่ใช่ต่างหากที่เป็น – People are not your most important asset, the right people are. -Jim Collins
  12. การคิดแบบ First-Principle Thinking ทำให้ Elon Musk สามารถผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ที่เคยมีต้นทุน $600 ให้เหลือเพียง $70 ได้
  13. โปรดระวัง spill-over effect – คนไม่ดีจะส่งต่อพลังลบไปยังคนอื่นได้ ถ้าคนๆ นั้นมีความขี้โกง 100 คะแนน จะทำให้คนอื่นๆ ในทีมมีโอกาสขี้โกงไปด้วย 59 คะแนน
  14. ถ้ายืนคนละฝั่ง คนหนึ่งจะเห็นเลข 6 และอีกคนจะเห็นเลข 9 ซึ่งก็ถูกทั้งคู่
  15. Learning Pyramid การนั่งฟัง lecture จะได้ผลน้อยสุด การสอนคนอื่นจะได้ผลสูงสุด ถ้าอ่านหนังสืออะไรมาแล้วเราอยากเข้าใจให้มากขึ้น ให้เขียนสรุปออกมาแล้วเราจะได้ประโยชน์มากที่สุด
  16. ถ้าอยากมีอิสรภาพ คุณต้องมีวินัย วินัยทางการเงินจะทำให้คุณมีอิสรภาพทางการเงิน ถ้าอยากมีอิสรภาพในการเคลื่อนไหวร่างกายตอนแก่ คุณต้องมีวินัยในการออกกำลังกายเสียแต่วันนี้
  17. การเก็บเงินนั้น จำนวนเงินที่เก็บไม่สำคัญเท่ากับความสม่ำเสมอในการเก็บ ดังนั้นเริ่มต้นจากน้อยๆ แต่สม่ำเสมอคือดีที่สุด
  18. Scott Turow มีงานประจำแถมยังมีลูกเล็ก จึงแทบไม่มีเวลาว่าง เขาจึงเขียนหนังสือช่วงเดินทางไปทำงานทุกวัน ขาไป 15 นาที ขากลับ 15 นาที จนได้หนังสือชื่อ Presumed Innocent ที่ขายได้กว่า 10 ล้านเล่ม
  19. พอดคาสท์ที่พี่แท็ปฟังประจำคือ Business war, How I built this, and TED Daily

ใครอยากอ่านเพิ่มเติม สามารถตามไปอ่าน WeShare ของพี่แท็ปกับ Wongnai เมื่อสามปีที่แล้วที่ 10 เรื่องที่ได้เรียนรู้จากคุณรวิศ Srichand ครับ

อะไรที่จะมีประโยชน์ในอีก 10 ปีข้างหน้าก็ทำมันซะเดี๋ยวนี้

ถ้าเราอยากแข็งแรงในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็ออกไปวิ่งเสียแต่วันนี้

ถ้าเราอยากเป็น Manager หรือ Director ในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็จงทำงานที่ยากที่สุดและเกิด impact มากที่สุดเสียแต่วันนี้

ถ้าเราอยากมีเงินเก็บ 10 ล้านในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็จงเริ่มลงทุนเสียแต่วันนี้

“Be radically proactive about any behavior that pays off in 10 years.”
-James Clear

ลองสำรวจ to do list ของเราในปัจจุบัน แล้วเราจะพบว่า tasks ส่วนใหญ่ที่เราทำนั้นเป็นแค่การทำงานเพียงเพื่อให้รอดไปอีกวันนึงหรือสัปดาห์นึง

แต่ถ้าเรากลั่นกรอง to do list ให้เหลือเพียง success list – งานหรือกิจกรรมที่ทำแล้วจะเกิดประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนและยาวนาน มันจะเหลือสิ่งที่ต้องทำแค่ไม่กี่อย่าง และถ้าทำมันได้สำเร็จกราฟชีวิตเราจะชันขึ้นทันที

อะไรที่จะมีประโยชน์ในอีก 10 ปีข้างหน้าก็ทำมันซะเดี๋ยวนี้

เมื่อเรามองไกลพอ และมีความมุ่งมั่นมากพอ ทุกสิ่งที่เราทำในวันนี้จะเป็นการเตรียมของขวัญสุดพิเศษให้ตัวเราเองในอีก 10 ปีข้างหน้าครับ

การให้และรับฟีดแบ็คด้วยสูตร 4A ของ Netflix

Netflix เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีคนอยากร่วมงานด้วยมากที่สุดเนื่องจากให้เงินเดือนดีมากและธุรกิจก็เติบโตอย่างรวดเร็ว

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของ Netflix ก็คือวัฒนธรรมที่คนคุยกันแบบตรงไปตรงมา ไม่มีการนินทาลับหลัง

Netflix จะสอนพนักงานทุกคนให้พูดในสิ่งที่ตัวเองคิด หากในที่ประชุมเรารู้สึกไม่เห็นด้วยกับใครก็ตาม แม้ว่าคนนั้นจะเป็นหัวหน้าหรือเป็น CEO มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยนั้นออกมา หากเราคิดต่างแต่เก็บเงียบไว้คนเดียว บริษัทจะถือว่าเราเป็นพนักงานที่ทรยศ (disloyal) ต่อบริษัทเลยทีเดียว

โดยหลักการในการให้ฟีดแบ็คที่ Netflix นั้นเรียกว่า 4A

A สองตัวแรกสำหรับคนให้ฟีดแบ็ค

A – Aim to Assist คือเป็นการติเพื่อก่อ เป็นการติด้วยความมุ่งหวังที่จะช่วยจริงๆ ไม่ใช่ต่อว่าเพื่อความสะใจหรือเอามันส์ เช่นฟีดแบ็คว่า “เวลานั่งประชุม คุณ-ชอบนั่งกระดิกขา ซึ่งน่ารำคาญมาก” อันนี้ถือว่าไม่ได้ติเพื่อก่อแต่ติเพื่อตำหนิ ควรจะเปลี่ยนเป็น “เวลาอยู่ในห้องประชุม คุณนั่งกระดิกขาและมันก็ค่อนข้าง distract คนอื่น ลองระวังตรงนี้ให้มากขึ้นอีกนิดน่าจะช่วยให้บุคลิกของคุณดีขึ้นนะ” อันนี้ถึงจะเรียกว่า aim to assist ได้

A – Actionable คำติชมนั้นผู้รับต้องเอาไปทำอะไรต่อได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ฟังดูดีในหลักการแต่ทำอะไรกับมันไม่ได้ เช่นเวลาบอกว่า “อยากให้ทำงานเสร็จเร็วกว่านี้” นั้นกว้างเกินไป action ลำบาก แต่ถ้าบอกว่า “อยากให้ส่งรีพอร์ตก่อนบ่ายสองทุกวันจันทร์เพื่อให้คนอื่นมีเวลาพอที่จะเอาไปใช้ทำสไลด์ต่อ” อันนี้ถึงจะเรียกว่า actionable

A สองตัวที่เหลือเป็นฝั่งคนรับฟีดแบ็ค

Appreciate – จงเห็นคุณค่าและแสดงความขอบคุณคนที่ให้ฟีดแบ็คเรา เพราะคนนั้นต้องมีความกล้าและตั้งใจจะช่วยเหลือเราจริงๆ นี่คือของขวัญที่เขามอบให้เรามา

Accept or Discard – เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นฟีดแบ็คที่สอดคล้องกับความจริงและช่วยให้เราดีขึ้นได้ เราก็รับมันไว้เพื่อปรับปรุงให้เราเก่งและดียิ่งขึ้น แต่ถ้ามันเป็นฟีดแบ็คที่เราคิดว่าไม่ได้ช่วยอะไร ก็สามารถวางมันไว้ตรงนั้น ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรือเครียดกับมันจนเกินเหตุ

และนี่คือการให้ฟีดแบ็คสไตล์ Netflix – Aim to assist, Actionable, Appreciate และ Accept or Discard

ลองเอาไปปรับใช้ที่ทีมของเราดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ No Rules Rules by Reed Hastings & Erin Myer

เมื่อหนึ่งคนจากไป หนึ่งคนใหม่กำลังจะมา

“When someone leaves, it’s because someone else is about to arrive.”
-Paulo Coelho

เมื่อคนที่เรารักเดินออกจากชีวิตเราไป นั่นคือการเปิดพื้นที่ให้คนใหม่เข้ามาในชีวิต

เมื่อพนักงานเก่าตัดสินใจลาออก แม้ว่าเขาจะดีแค่ไหน แต่นั่นก็คือโอกาสที่บริษัทจะได้พนักงานใหม่มาช่วยงาน

เมื่อสิ่งที่เราเคยทำได้ บัดนี้ทำไม่ได้แล้ว เราก็จะมีเวลามากขึ้นในการได้ลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ

เมื่อคิดแบบนี้ เราจะไม่อาลัยหรือฟูมฟายกับการเสียสิ่งใดไป เพราะการผลัดใบคือเรื่องธรรมดา

อย่าเสียใจกับใบไม้ที่ร่วงหล่น แต่ให้ตั้งตารอดูใบใหม่ที่กำลังจะผลิออกมาครับ