นิทานคนฝังทอง

20200821

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายผู้ตระหนี่ถี่เหนียวคนหนึ่งแอบเอาทองทั้งหมดของเขาไปฝังไว้ในสวนโดยไม่ให้ใครรู้

ทุกๆ วันเขาจะไปที่หลุมแห่งนั้น ขุดทองขึ้นมาเชยชมตรวจสอบว่าสมบัติของเขายังอยู่ครบถ้วน

จนมาวันหนึ่ง โจรมาเห็นเขากำลังกลบทองลงหลุม จึงซุ่มรอจนเขากลับไปแล้วและขุดทุกอย่างขึ้นมาแล้วหนีไป

เมื่อชายผู้ฝังทองกลับมาที่หลุมในวันต่อมาและพบว่าไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย เขาก็ร้องห่มร้องไห้แทบสิ้นสติ นั่งคุกเข่าทึ้งผมตัวเองอยู่อย่างนั้น

เพื่อนบ้านเดินผ่านมาเห็น จึงเอ่ยถามว่าเกิดอะไรขึ้น

“ทองของผม! ทองของผม! มีคนขโมยทองของผมไปหมดเลย!”

“ทองของคุณเหรอ? แล้วเอามาฝังไว้ในหลุมนี้ทำไม? ทำไมไม่เก็บไว้ที่บ้านจะได้เอาไปซื้อของได้สะดวก?”

“ซื้อของงั้นเหรอ?! จะบ้าหรือเปล่า ผมไม่มีทางแตะต้องทองเหล่านั้นเด็ดขาด ไม่เคยจะคิดเอามันไปใช้เลยด้วยซ้ำ”

เพื่อนบ้านจึงหยิบหินก้อนใหญ่โยนลงไปในหลุม

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ฝังหินก้อนนี้แทนก็ได้ มีค่าเท่ากันนั่นแหละ”

—–

ขอบคุณนิทานอีสป: The Miser

อาหารเช้าคือมื้อที่สำคัญที่สุดจริงหรือ?

20200819

เราได้ยินมาตลอดว่าอาหารเช้าคือมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะเราไม่ได้กินอะไรมาเป็นเวลาอย่างน้อย 10-12 ชั่วโมง ภาษาอังกฤษจึงเรียกอาหารเช้าว่า breakfast

fast แปลว่าการอดอาหาร

break แปลว่าหยุดพัก

breakfast ก็คือการ “หยุดการอดอาหาร” นั่นเอง

แต่ความเชื่อขอผมก็ถูกสั่นคลอนด้วยเหตุผล 3 ข้อ

1. Malcolm Gladwell กินมื้อเช้าน้อยมาก

Tim Ferriss เคยสัมภาษณ์ Malcolm Gladwell ผู้เขียนหนังสือโด่งดังอย่าง The Tipping Point, Outliers และ David & Goliath ว่า

“เมื่อเช้านี้คุณกินอะไร”

“ดื่มคาปูชิโน่แล้วก็ครัวซอง 1/3 ชิ้น”

“ครัวซองแค่ 1/3 ชิ้นเหรอ คุณหั่นแบ่งแล้วเก็บไว้กินสามวันหรือเพราะว่าครัวซองมันไม่อร่อย”

“เปล่าๆ ครัวซองอร่อย และผมก็ชอบครัวซองมากๆ ด้วย แต่ผมเชื่อว่าตอนเช้าคนเราควรกินให้น้อยที่สุด มันเป็นกฎข้อนึงของผม”

ผมฟังแล้วน่าสนใจ เพราะหนังสือที่แมลคอล์มเขียนนั้นมีรายละเอียดและผลงานวิจัยเยอะมาก แสดงว่าแมลคอล์มต้องไปอ่านเจออะไรมาถึงทำให้มีความคิดแบบนี้จนตั้งเป็นกฎในการใช้ชีวิตของตัวเอง

2. ในยุค Hunter-Gatherers เราไม่ได้กินกันอย่างนี้

การปฏิวัติเกษตรกรรมเกิดขึ้นเมื่อ 12,000 ปีที่แล้วนี้เอง แต่ก่อนที่คนจะเริ่มทำนาและเลี้ยงสัตว์ เผ่าพันธุ์ Homo Sapiens หาอยู่หากินด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชผลเป็นเวลาหลายแสนปี เมื่อตื่นเช้ามาพวกเขาน่าจะต้องออกไปล่าสัตว์แข่งกับผู้ล่าตัวอื่นๆ กว่าจะล่าเสร็จ กว่าจะกลับเข้าเผ่าก็น่าจะสายๆ หรือบ่ายๆ แล้วด้วยซ้ำ ดังนั้นร่างกายมนุษย์ไม่น่าจะถูกวิวัฒนาการมาให้กินข้าวเช้าตั้งแต่แรก

3. มันอาจเกี่ยวพันกับการตลาดและบริโภคนิยม

ย้อนกลับไปเมื่อ 200 ปีที่แล้ว ก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม คนส่วนใหญ่ทำไร่ไถนา พวกเขาไม่ได้ใส่ใจมากว่ามื้อเช้าจะกินอะไร ส่วนใหญ่มักจะกินของเหลือจากเมื่อคืนแล้วรีบออกไปทำงาน

ความเชื่อที่ว่า “อาหารเช้าคือมื้อที่สำคัญที่สุด” นั้นเพิ่งเข้ามาในช่วงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่คนเริ่มไปทำงานในโรงงาน ต้องนั่งอยู่กับที่ทั้งวัน กลัวว่าถ้ามื้อเช้ากินหนักๆ แล้วอาหารจะไม่ย่อย คนเคร่งศาสนาอย่าง James Caleb Jackson และ John Harvey Kellogg จึงผลิตอาหารอย่างซีเรียล (cereal) ที่ทำจากข้าวโพดและธัญพืชอื่นๆ เข้ามา ใส่วิตามินลงไป แล้วก็โฆษณาว่ากินมื้อเช้าอย่างนี้ทำให้ได้สารอาหารครบถ้วน

จากนั้นนักการตลาดในตำนานอย่าง Edward Bernays ซึ่งรับงานให้กับบริษัทผลิตเบคอนเจ้าใหญ่ ก็ให้คุณหมอคนหนึ่งลงชื่อยืนยันว่าเบคอนกับไข่เป็นอาหารที่ให้พลังงานได้ดี เหมาะกับการกินเป็นอาหารเช้า แล้ว Baynays ก็ส่งจดหมายไปให้หมอ 5,000 คนทั่วอเมริกาเซ็นรับรอง จากนั้นก็เอาไปลงหนังสือพิมพ์เป็นข่าวใหญ่โต ทำให้คนยิ่งเชื่อไปใหญ่ว่าอาหารมื้อเช้านั้นสำคัญจริงๆ

และผมก็อ่านเจอหลายคนที่อ้างว่างานวิจัยที่บอกว่าอาหารเช้าคือมื้อที่สำคัญที่สุดของวันนั้น หลายชิ้นก็เป็นงานวิจัยที่บริษัทซีเรียลหรืออาหารเช้าเหล่านี้เป็นคนให้ทุนวิจัยอยู่เบื้องหลัง ซึ่งผมยังไม่เจอหลักฐานแบบคาหนังคาเขา จึงดูเหมือนเป็นทฤษฎีสมคมคิดหน่อยๆ แต่ผมว่าก็เมคเซนส์และมีความเป็นไปได้สูงทีเดียว

แน่นอนว่าถ้าเราหาข้อมูลในเน็ตก็จะเจอหลักฐานที่สนับสนุนและคัดค้านความเชื่อเรื่องมื้อเช้าเป็นอาหารสำคัญที่สุดของวัน เถียงกันได้ไม่จบไม่สิ้น

พออายุมากขึ้น ผมเริ่มสังเกตตัวเองว่าถ้าเมื่อวานผมกินมื้อเย็นค่อนข้างหนัก ตอนเช้าผมจะไม่หิวเลย และบางทีก็ข้ามมื้อเช้าไปโดยที่ไม่ได้มีผลเสียอะไรตามมา

จึงหยิบเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง เผื่อใครจะอยากเลือกกินอาหารเพราะว่าหิว มากกว่ากินเพราะมีคนบอกว่าต้องกินเท่านั้นเองครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก

The Tim Ferriss Show Transcripts: Malcolm Gladwell (#168)

The Guardian: How lobbyists made breakfast ‘the most important meal of the day’ 

Day Two: Nutrition Myths and Facts Series – Part 1: Breakfast is the most important meal of the day 

วิธีสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง

20200817c

คือลงมือทำ

รู้มั้ยครับว่าบางวันผมก็จนปัญญาว่าวันนี้จะเขียนบล็อกเรื่องอะไรดี

เปิดหนังสือก็แล้ว ออกไปวิ่งก็แล้ว นั่งเงียบๆ ก็แล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าจะหยิบอะไรขึ้นมาเขียน

ทางเลือกและทางรอดสุดท้ายของผมก็คือการเปิดคอมขึ้นมาแล้วพิมพ์อะไรก็ได้ลงไป

พิมพ์ไปเรื่อยๆ ให้ความคิดมันไหลออกมาเอง ให้นิ้วได้สัมผัสกับคีย์บอร์ด ให้หูได้ยินเสียงต๊อกแต๊ก

ถ้าเปรียบความคิดเป็นเหมือนน้ำที่ไหลมาตามท่อ การที่เราคิดอะไรไม่ออกบางทีก็เพราะว่ามีอะไรไปขวางทำให้ท่อมันตัน การลงมือทำเหมือนเป็นการไปงัดแงะสิ่งที่ทำให้ท่อตันนั้นหลุดออก แล้วความคิดก็ไหลอย่างพรั่งพรูได้อีกรอบ

If you work, inspiration will come.
If you wait, inspiration will too.
-James Clear

อย่ารอแรงบันดาลใจก่อนจะลงมือทำเพราะมันอาจจะไม่มา แค่ลงมือทำแล้วแรงบันดาลใจมันจะตามมาเองครับ

ความทุกข์ระยะสั้น

20200817

เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะเดินเข้าหาความสุขและหลีกเลี่ยงความทุกข์

แต่บางครั้งเราก็ต้องฝืนเรื่องธรรมดาเหล่านี้บ้าง โดยเฉพาะถ้ามันเป็นความสุขหรือความทุกข์ระยะสั้น

ความสุขระยะสั้นก็เช่นการกดเข้าไปดู notifications ในแอปต่างๆ การได้เปิดอีเมลใหม่ๆ การได้กินชานมไข่มุกยามบ่าย มันฟินได้แค่เดี๋ยวเดียว

ลึกลงไปกว่านั้น เราเสพติดความสุขระยะสั้นเหล่านี้เพราะเรากำลังวิ่งหนีความทุกข์ระยะสั้นอยู่

ความทุกข์ระยะสั้นหรือ short-term pain ก็เช่นเจอคนพูดจาไม่เข้าหู รอลิฟต์แล้วเบื่อ เห็นของน่ากินแล้วหิว เห็นของลดราคาแล้วอดใจไม่ได้ สิ่งเหล่านี้สร้างความไม่พอใจให้กับเราแค่แป๊บเดียว แต่เราก็รีบหนีความทุกข์เหล่านี้ด้วยการหยิบมือถือขึ้นมาระบาย

กับอีแค่ความทุกข์เล็กๆ เรายังไม่คิดจะสู้เลย แล้วเราจะมีแรงไปเผชิญความทุกข์ใหญ่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างไร

ลองหัดสบตาความทุกข์ระยะสั้น ค่อยๆ ดูว่ามันทำให้ใจเรารู้สึกอย่างไร ร่างกายเรารู้สึกอย่างไร แล้วดูซิว่าถ้าเราอยู่เฉยๆ แล้วมันจะอยู่กับเราไปได้นานแค่ไหน

เมื่อจัดการความทุกข์ระยะสั้นได้ เราก็จะมีภูมิคุ้มกันที่ดีและไม่ต้องว้าวุ่นให้เหนื่อยใจจนเกินเรื่องครับ

สำหรับคนที่ชอบเป็นตัวของตัวเอง

20200817b

ถ้าตัวเองคนนั้นมันไม่ค่อยได้เรื่อง ก็ไม่ต้องเป็นก็ได้นะ

คนที่ชอบพูดว่า “ฉันก็เป็นของฉันอย่างนี้” แสดงว่าเขาไม่ได้โตขึ้น ไม่ได้มีพัฒนาการขึ้นเลย

หากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้วเกิดขึ้นอีกในวันนี้ เราไม่จำเป็นต้องตอบสนองเหมือนเมื่อ 5 ปีที่แล้วเพื่อให้ consistent กับตัวตนของเราในอดีตก็ได้

เพราะอันที่จริง “ความเป็นตัวเรา” นั้นเคลื่อนไหวแปรเปลี่ยนได้ตลอด

ทุกเช้าที่ตื่นคือพรให้เราได้นิยามตัวตนใหม่ทีละเล็กทีละน้อย

อะไรที่รู้ว่าดีก็ค่อยๆ สั่งสม อะไรที่รู้ว่าไม่ดีก็ค่อยๆ โละทิ้งไป

เชื่อเถอะเรายังดีกว่านี้ได้อีกเยอะครับ