วันนี้มันอาจไม่ได้แย่ขนาดนั้น

20191105b

ใช่ วันนี้อาจมีปัญหาเข้ามากมาย

ไหนจะปัญหาเรื่องงาน ปัญหาเรื่องที่บ้าน จนเราอยากวิ่งหนีไปให้ไกล ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น

แต่ก่อนที่จะทับถมตัวเองจนเกินเลย ลองทำ 2-3 อย่างนี้ดู

– ไปกดน้ำมาดื่ม
– หาขนมอร่อยๆ ทาน
– ไปเดินเล่นซัก 20 นาที

ตอนที่เราเครียด ตอนที่เราไร้สติ เราจะมองเห็นปัญหายิ่งใหญ่เกินจริง

แต่พอได้เบรค ได้เสต็ปถอยหลังมาก้าวนึง สติก็จะกลับมา และเห็นปัญหาตามที่มันเป็น

หยุดพัก-ชาร์จแบตให้ตัวเองเสียหน่อย

แล้ววันนี้อาจไม่ได้แย่อย่างที่เราคิดครับ

อะไรที่ไม่สำคัญก็ไม่ต้องพูดมันออกมาก็ได้

20191105

บางทีบางคำพูดก็สร้างบาดแผลให้กับคนที่เราแคร์โดยไม่ตั้งใจ

ไม่ว่าจะเป็นลูกน้อง มิตรสหาย หรือคนข้างกาย

จะด้วยอารมณ์ชั่ววูบ จะด้วยความสนุกปาก จะด้วยความอยากแซวอะไรก็ตามแต่

เมื่อลองมองย้อนกลับไป การทะเลาะหรือผิดใจกัน มักจะเกิดจากคำพูดที่จริงๆ แล้วเราไม่ต้องพูดมันออกมาก็ได้

แต่เราก็เผลอพูดมันออกไปอยู่ดี และสร้างความเจ็บปวดให้คนฟังเป็นที่เรียบร้อย

โอเค เราอาจบอกว่าเราไม่ได้ตั้งใจ เราไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ เสียหน่อย

แต่เมื่อเขาบอกว่าเราทำให้เขาเจ็บปวดแล้ว เราก็ไม่มีสิทธิ์จะบอกว่าเราไม่ได้ทำ

ถ้าอยากลดความเจ็บปวดที่ไม่จำเป็น ก็ต้องตัดคำพูดที่ไม่จำเป็นออกไปจากชีวิตเสียบ้าง

“A good rule of thumb for any relationship is to leave three unimportant things unsaid each day.”
-Kim Marlone

ก่อนจะพูดอะไรออกไป ขอให้มีสติที่จะถามตัวเอง

ถามว่าจำเป็นรึเปล่า ถามว่ามีประโยชน์รึเปล่า ถามว่ามันอาจทำร้ายใครรึเปล่า

ทำให้ได้วันละสามครั้ง ก็น่าจะช่วยป้องกันบาดแผลทางอารมณ์ได้พอสมควรเลยนะครับ

ไม่ชักช้า ไม่รีบร้อน

20191105c

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมวิ่งจบมาราธอนแรกในชีวิตที่งาน Bangsaen42 ครับ

ได้อะไรมาหลายอย่าง ซึ่งจะมาเล่าให้ฟังในเร็ววัน แต่วันนี้อยากจะมาพูดถึงประโยคที่ผ่านเข้ามาในหัวระหว่างที่วิ่ง:

“ไม่ชักช้า ไม่รีบร้อน”

ถ้าเราชักช้า เอาแต่เดินหรือวิ่งในสปีดต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เวลาที่จะเข้าเส้นชัยก็จะยิ่งกระเถิบออกไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าเรารีบร้อน มุ่งแต่จะทำเวลาหรือแซงคนข้างหน้า ก็อาจจะหมดแรงก่อนถึงเส้นชัยเช่นกัน

การไม่ชักช้า-ไม่รีบร้อนนั้นใช้ได้กับทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจวัตรประจำวัน การทำงาน หรือการจัดการปัญหาที่ผ่านเข้ามา

ไม่ชักช้า จะได้ไม่เสียโอกาส จะได้ไม่ต้องมาอยากเขกหัวตัวเองทีหลัง

ไม่รีบร้อน จะได้ทำอย่างรอบคอบ ทำครั้งเดียวเสร็จ ไม่ต้องกลับมาแก้ให้ล่าช้ายิ่งกว่าเดิมครับ

เป็นเพื่อนกับเวลา

20190411

จริงๆ แล้วเวลาเป็นสิ่งที่เป็นกลางอย่างมาก

ไม่มีใครทำให้เวลาหมุนเร็วขึ้นหรือหมุนช้าลงได้ ต่อให้ร่ำรวยมาจากไหนก็ไม่สามารถซื้อเวลาเพิ่มได้

เวลาไม่เคยชอบพอใครและไม่ได้ชิงชังใครเป็นพิเศษ เพราะมีเวลาเราจึงเติบโต เพราะมีเวลาเราจึงแก่ตาย

แต่แม้ว่าเวลาจะเป็นกลาง เราก็ต้องระวังที่จะไม่พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เวลาเป็นปฏิปักษ์กับเรา

ถ้าเราติดหนี้บัตรเครดิต ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่หนี้บัตรเครดิตยิ่งพอกพูน

ถ้าเราปล่อยปละละเลยเรื่องบางเรื่อง ยิ่งเวลาผ่านไป โอกาสที่เรื่องนั้นจะสร้างความเสียหายยิ่งสูงขึ้น

ถ้าเราสูบบุหรี่กินเหล้า ยิ่งเวลาผ่านไปสุขภาพจะยิ่งทรุดโทรม

ดังนั้น ในเมื่อเวลาต้องผ่านพ้นไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้คือการเป็นเพื่อนกับเวลา

ปลูกต้นอ่อนในวันนี้ อีก 20 ปีเวลาจะเสกให้มันเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา

เริ่มดูแลสุขภาพเสียแต่วันนี้ เมื่อเวลาผ่านไปเราจะแข็งแรงกว่าคนวัยเดียวกัน

เริ่มลงทุนในทรัพย์สินในวันนี้ แล้วเวลาจะสร้างผลกำไรทบต้นให้เราอย่างมหาศาล

เป็นศัตรูกับเวลา แล้วเวลาจะสร้างความทุกข์ยากแสนสาหัส

เป็นเพื่อนกับเวลา แล้วเวลาจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่เราพึงมีครับ

ทำไมดื่มกาแฟแล้วหายง่วง

20191102

การนอนหลับของคนเรานั้นมีกลไกควบคุมอยู่สองอย่างคือ circadian rhythm และ adenosine

Circadian rhythm หรือนาฬิกาชีวภาพนั้นมีความยาวประมาณ 24 ชั่วโมง เป็นตัวควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย โดยเวลาพลบค่ำนั้นร่างกายเราจะอุณหภูมิตกลงประมาณ 0.3 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย อวัยวะต่างๆ จะทำงานช้าลงเพื่อให้เราพร้อมเข้าสู่การนอนหลับ

ส่วนอีกกลไกหนึ่งซึ่งแยกจาก circadian rhythm โดยสิ้นเชิงคือสารที่ชื่อว่า adenosine

ในขณะที่คนเราตื่นนอน สมองจะหลั่งอะดีโนซีน (adenosine) ออกมาเรื่อยๆ และอะดีโนซีนนี้จะไปจับคู่กับ receptor หรือตัวรับสัญญาณของสมอง คล้ายๆ กับจิ๊กซอว์ที่นำมาต่อกัน

ยิ่งตื่นนอนมานานเท่าไหร่ อะดีโนซีนก็จะยิ่งถูกสร้างออกมาเยอะเท่านั้น และเมื่ออะดีโนซีนได้จับคู่กับ receptor มากเพียงพอ ก็จะเป็นสัญญาณที่บอกสมองว่า เราตื่นนอนมานานแล้ว ถึงเวลาพักผ่อนได้แล้วนะ เราจึงรู้สึกง่วง

ขณะที่เรานอนหลับ สารอะดีโนซีนนี้จะถูกชะล้างออกจากระบบ ถ้าเรานอนหลับได้เพียงพออะดีโนซีนก็จะหมดไป เราจึงตื่นมาด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า แต่ถ้าเรานอนไม่พอ ยังคงมีอะดีโนซีนที่จับคู่อยู่กับ receptor เราก็จะยังมีความรู้สึกง่วงๆ อยู่

ทุกคนรู้ว่า ในกาแฟมีคาเฟอีน และโมเลกุลของคาเฟอีนดันมีหน้าตาดันคล้ายอะดีโนซีนมาก เมื่อเราดื่มกาแฟเข้าไป คาเฟอีนจึงตีเนียนเข้าไปจับคู่กับ receptor และปิดทางไม่ให้อะดีโนซีนจับคู่กับ receptor ของมันได้ ดังนั้นแม้จะมีอะดีโนซีนมากมายในสมอง เราก็จะไม่รู้สึกง่วง เพราะมันจับคู่กับ receptor ไม่ได้

caffeine-binding-to-the-adenosine-receptor

พอมีอะดีโนซีนที่ลอยค้างเติ่งอยู่มากกว่าปกติ สมองก็จะนึกว่าเราอยู่ในสถานการณ์คับขัน อะดรีนาลีนและโดพามีนจะถูกหลั่งออกมา ทำให้ใจเต้นแรง รู้สึกกระชุ่มกระชวย มีแรงลุยงาน

แต่เมื่อใดก็ตามที่สารคาเฟอีนหมดฤทธิ์ receptor จะว่างลง และอะดีโนซีนที่จ่อคิวรออยู่เป็นจำนวนมากก็จะพรั่งพรูเข้าไปจับคู่กับ receptor ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า ‘crash’ คือเราจะรู้สึกเหนื่อยล้าไม่ค่อยมีเรี่ยวมีแรงตอนหมดวัน

ผมเองเป็นคนไม่ดื่มกาแฟ หนึ่งเพราะไม่ได้ชื่นชอบรสชาติ สองเพราะรู้สึกว่าถ้าต้องกินกาแฟให้หายง่วง สู้เรานอนให้พอดีกว่ามั้ย

แต่ก็เข้าใจว่าบางคนไม่ได้มีทางเลือกมากนัก และสำหรับบางคน กาแฟก็เป็นความสุนทรีย์ของชีวิต

ยังไงก็ขอให้ดื่มกาแฟกันอย่างพอประมาณและอย่าดื่มตอนบ่ายเพราะจะทำให้กลางคืนนอนไม่หลับครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Why We Sleep by Matthew Walker

ขอบคุณภาพประกอบจาก Coffee and Health