เราอยู่ตรงไหนไม่สำคัญเท่าเรากำลังไปทางไหน

20191119

จะอ้วนหรือจะผอม ไม่สำคัญเท่ากับว่าตอนนี้เราอ้วนขึ้นหรือเราผอมลง

ถ้าเราเป็นคนเจ้าเนื้อ แต่เลิกกินชานมและอาหารแคลอรีสูงๆ แถมยังออกกำลังกายเป็นประจำ เราก็จะหุ่นดีขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าเราเป็นคนหุ่นดีอยู่แล้ว แต่ไม่เคยออกกำลังกายแถมยังกินไม่ระวังปาก เมื่ออายุถึงจุดที่กระบวนการเผาผลาญไม่ดีเท่าตอนเด็กๆ เราก็จะอ้วนขึ้นอย่างแน่นอน และอาจจะกู่กลับได้ยากด้วย

จะรวยหรือจะจน ไม่สำคัญเท่ากับว่าทุกๆ เดือนเราจ่ายมากกว่ารับหรือรับมากกว่าจ่าย

ต่อให้มีเงินเก็บเป็นล้าน แต่ถ้าเรามีรายจ่ายมากกว่ารายรับทุกเดือน สุดท้ายเงินเก็บก็จะหมด

ต่อให้ตอนนี้มีเงินเก็บไม่กี่หมื่น แต่ถ้าเรามีรายรับมากกว่ารายจ่ายทุกเดือน สุดท้ายเราก็จะมีเงินเก็บเป็นล้าน

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะใช้ชีวิตได้

จุดที่เรายืนอยู่ตรงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวาสนา อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะการกระทำและอุปนิสัย

เราคงไม่อาจเปลี่ยนจุดที่เรายืนอยู่ได้ในชั่วข้ามคืน

แต่เราสามารถเปลี่ยนทิศทางชีวิตของเราได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเลยนะครับ

7 ทำไมในโอซาก้า

ทำไมรถยนต์ต้องมีหลายชิ้นส่วน

20191110_143910

189627

ทำไมร้านหนังสือเก่าจะต้องมีไรฝุ่น

20191110_145522

ทำไม CD จะต้องมีปกเดียว

20191110_184024

ทำไมปกหนังสือต้องดูสะอาดตา

189629

ทำไมชิงช้าสวรรค์ต้องดูไม่ปลอดภัย

20191110_191941

ทำไมร้านกาแฟต้องนั่งห่างกัน

75456881_10157819518342769_2034126004926021632_n

ทำไมตะเกียบต้องตรง

20191110_172102

อย่ารู้สึกไม่ดีกับความรู้สึกไม่ดี

20191109

เพราะไม่อย่างนั้นเราจะได้แต่วิ่งหนีมันเรื่อยไป

เพราะเรารู้สึกไม่ดีกับความเบื่อ เราเลยต้องหยิบมือถือขึ้นมาทุกครั้งที่เราเบื่อ

เพราะเรารู้สึกไม่ดีกับความเครียด เราเลยต้องสูบบุหรี่คลายเครียด

เพราะเรารู้สึกไม่ดีกับการอกหัก จึงกินเหล้าเมามายเพื่อลืมเธอ

เพราะเรารู้สึกไม่ดีกับการรับฟีดแบ็คตรงๆ เราจึงไม่เก่งขึ้นเสียที

เป็นเรื่องธรรมชาติที่ความรู้สึกไม่ดีจะเกิด เมื่อมีเหตุย่อมมีผล

แต่เราอย่าไปทำให้เรื่องราวมันแย่ลงด้วยการชิงชังความรู้สึกไม่ดีนั้น

ไม่ว่าจะรู้สึกดีหรือรู้สึกไม่ดี ความจริงแล้วก็เท่ากัน ผ่านมาเดี๋ยวมันก็ผ่านไป

อย่าเกรงกลัวหรือชิงชังความรู้สึกไม่ดีจนเราต้องตกเป็นเบี้ยล่างให้กับมันอยู่ร่ำไปเลยนะครับ

—–

ป.ล. สัปดาห์นี้ผมมาเที่ยวญี่ปุ่น อาจจะเขียนได้ไม่ครบทุกวัน ขออภัยล่วงหน้านะครับ

นิทานดอกทานตะวันกับพระจันทร์บนฟ้า

20191106
วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กลางทุ่งกว้างสีเขียว มีดอกไม้หนึ่งดอกชูช่อหยัดต้นอวดดอกสวยท้าตะวันอยู่

ดอกไม้ดอกนี้คือ “ดอกทานตะวัน”

ทุกๆ เช้า ดอกทานตะวันจะรีบตื่นมาคอยพระอาทิตย์ เธอจะยิ้มร่า บานดอกอวดกลีบสวยเต็มที่ เมื่อยามที่อาทิตย์แผดแสงมาให้ไออุ่นเธอมากที่สุด โดยเฉพาะในตอนเที่ยง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า เธอนั้นได้หลงรักพระอาทิตย์เข้าแล้ว

แต่พอช่วงเวลาค่ำคืนที่ดวงอาทิตย์ร่ำลาท้องฟ้าไปแล้ว แม่ดอกทานตะวันน้อยก็จะเหี่ยวเฉาเศร้าใจลงทันที เธอเอาแต่มองฟ้าอย่างร้าวใจ และมองดวงจันทร์ด้วยใจริษยา

ทุกๆ ครั้งที่มองดวงจันทร์สีนวล เธอจะรู้สึกว่าดวงอาทิตย์ที่เธอเฝ้าฝันนั้น มีผู้เดียวเท่านั้นที่คู่ควร และใครผู้นั้นก็คือดวงจันทร์สีนวล ที่เธอกำลังน้อยเนื้อต่ำใจและริษยานั่นเอง

“ใยดวงตาเจ้าจึงปริ่มด้วยน้ำตาอย่างนั้นเล่า” วันหนึ่งพื้นดินเอ่ยปากไถ่ถามดอกทานตะวันที่เขาอุ้มชูดูแล

“ท่านไม่เข้าใจหรอกพื้นดิน ฉันกำลังมีความรัก พร้อมๆ กับที่ฉันกำลังรู้สึกว่าผู้ที่ฉันรักนั้นเกินไขว่คว้า หนำซ้ำ ฉันรู้ดีว่าเขาผู้นั้นมีผู้ที่คู่ควรอยู่แล้ว” ดอกทานตะวันเหลือบมองดวงจันทร์อย่างเศร้าสร้อย

“บางที… ความรัก ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เจ้าเห็น หรือรู้สึกเองหรอกนะ แม่ดอกทานตะวันน้อย” พื้นดินมองไปบนฟ้าบ้าง

“เพราะเป็นคนนอก ข้าจึงอาจเห็นอะไรชัดเจนกว่าเจ้า อย่าได้รู้สึกอิจฉาดวงจันทร์เลย เธอเป็นเพียงผู้ที่ถูกมองว่าเหมาะสมคู่ควรกับพระอาทิตย์เท่านั้น แต่เจ้าอย่าลืม แม้เธองามเด่นบนฟ้าเช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ แต่เธอและดวงอาทิตย์มีเวลาให้กันเพียงน้อยนิด ต่างมีหน้าที่ ไม่เคยมีเวลาให้กัน

ดวงจันทร์ที่น่าสงสาร แม้งามเด่นยามราตรี แต่ความงามก็ทำให้เธอไม่มีเพื่อน ดาวดวงน้อยที่รายรอบเหล่านั้นก็ไม่มีใครหาญกล้ามาเป็นเพื่อนเธอ

และแม้แต่ตัวเจ้าเอง แม่ดอกทานตะวัน เจ้าก็เป็นเพียงดอกไม้ดอกน้อยที่บอบบาง เจ้ารู้บ้างหรือไม่ว่าดวงอาทิตย์สวยงาม และอบอุ่นที่เจ้าเฝ้าฝันนั้น เพียงเพราะมีระยะห่างที่แสนไกล เพราะเมื่ออยู่ใกล้ ความอุ่นก็จะร้อนมาก และแผดเผาเจ้าได้”

ดอกทานตะวันก้มหน้ามองผืนดิน

“ข้าขอโทษผืนดิน ที่กล่าวหาว่าท่านไม่รู้จักความรัก แท้จริงอาจเป็นข้ามากกว่าที่ไม่เข้าใจ”

“ไม่หรอกดอกทานตะวันน้อย ข้าเองก็ไม่ได้เข้าใจความรักมากมายขนาดนั้น อย่างที่ข้าบอกเจ้า เพราะข้ามองในฐานะคนนอก ข้าจึงมองได้กว้างกว่า

แต่หากเป็นเรื่องหัวใจของข้าเอง ข้าก็ไม่อาจเข้าใจอะไรเลย ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมจึงยังรัก ยังหวังดี กับผู้ที่ไม่เคยแลมองข้า

คนที่ข้ารักเฝ้ามองแต่ข้างบน ไม่เคยก้มมามองข้า ผู้ที่เฝ้าดูแลและเคียงข้างเสมอ

ข้าไม่อาจเข้าใจเลย ว่าทำไมข้าไม่อาจเลิกรักเจ้าได้เลย แม่ดอกทานตะวัน” ผืนดินกระซิบแผ่วเบากับสายลม


ขอบคุณนิทานจาก KMay สุเมษา จำรูญศิริ เว็บ GotoKnow 

เรารู้จักใครไม่สำคัญเท่าใครรู้จักเรา

20191106b.png

แต่ก่อนเค้าว่ากันว่า Know How ไม่สำคัญเท่า Know Who

คือแค่เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องมี connection ที่ดีด้วย

เป็นความจริงที่ดูโหดร้าย เหมือนโลกนี้มันไม่แฟร์

แต่ถ้าให้มองเหตุผลทางวิวัฒนาการก็อาจจะเมคเซนส์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราย่อมจะกล้าเสี่ยงกับคนที่เรารู้จักและไว้ใจมากกว่าอยู่แล้ว

ดังนั้น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนที่เราทำงานด้วยจึงเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องจำเป็น

ทำงานเก่งแต่เพื่อนไม่รัก ก็ไปได้ไม่ไกล

แต่ถ้าอยากไปให้ไกลยิ่งกว่า คือการระลึกให้ได้ว่า เรารู้จักใครไม่สำคัญเท่าใครรู้จักเรา

เราอาจจะรู้จัก CEO ของบริษัทก็จริง แต่ CEO เขาจำหน้าเราได้มั้ย?

ถ้าคนที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ จำหน้าเราได้ จำชื่อเราได้ หรือแม้กระทั่งนึกถึงเราเวลาคิดอยากได้งานอะไรบางอย่าง เขาก็จะหยิบยื่นโอกาสให้เราอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น การทำ personal branding จึงเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มาก

และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ผมเชียร์หลายๆ คนเขียนบล็อก

การเขียนบล็อก Anontawong’s Musings มันทำให้ผมได้รับโอกาสดีๆ เข้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกหนังสือหรือการได้รับเชิญไปสอนตามองค์กรต่างๆ

ส่วนใครยังไม่ได้อยากจะเปิดตัวต่อสาธารณชนขนาดนั้น อาจจะเริ่มจากแค่ในห้องเรียนหรือในบริษัทก็ได้

ทำยังไงให้คนรู้จักเรามากขึ้น?

ผมคิดว่าวิธีที่ง่ายและลัดสั้นที่สุดคือการอาสาครับ

อาสาจดบันทึกการประชุม อาสาจัดงาน CSR อาสาช่วยงานเลี้ยงบริษัท

ทำอะไรก็ได้ที่เกินขอบเขตของหน้าที่ที่เรามี แล้วชื่อเสียงของเราก็จะออกไปจากขอบเขตที่เราเคยมีเช่นกัน

แถมเราจะได้ทั้ง Know How, Know Who, และ Who Knows Me

ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัวเลยนะครับ