ถ้าชอบซื้อหนังสือมากกว่าชอบอ่านหนังสือ

20190210_imbalance

หนังสือที่ไม่ได้อ่านก็จะเต็มบ้าน

ถ้าชอบสะสมกีตาร์มากกว่าชอบซ้อมกีตาร์ ฝีมือของเราก็ไม่ได้พัฒนาไปไหน

ถ้าชอบพูดถึงเป้าหมายมากกว่าชอบลงมือทำ ช่องว่างระหว่างเป้าหมายกับความจริงก็จะยังคงเดิม

การมีฉันทะเป็นเรื่องดี แต่จะยิ่งดีถ้ามีฉันทะทั้งขาเข้าและขาออกนะครับ

เราเอาความสุขไปแขวนอยู่กับอะไร

20190210_hanger

บางคนแขวนมันไว้กับค่าตอบแทน

บางคนแขวนมันกับความสนุก

บางคนแขวนมันกับการได้ลงมือทำ

บางคนแขวนมันกับการได้ผลลัพธ์ที่หวังไว้

บางคนแขวนมันไว้กับการเป็นคนถูก

บางคนแขวนมันไว้กับการเป็นคนที่ถูกรัก

บางคนแขวนมันไว้กับการไม่โดนเกลียด

บางคนแขวนมันไว้กับการเป็นผู้ดูอยู่เฉยๆ

บางคนแขวนมันไว้กับคนในครอบครัว

บางคนแขวนมันไว้กับการเมืองระดับประเทศ

ถ้าสิ่งที่ความสุขของเราแขวนอยู่นั้นเป็นสิ่งที่เราพอจะควบคุมได้ก็แล้วไป

แต่ถ้าสิ่งที่ความสุขของเราแขวนอยู่นั้นเป็นสิ่งที่เราคุมไม่ได้ เราก็มีโอกาสทำความสุขหล่นหายได้ง่ายดายเหลือเกิน

งานทุกอย่างมี shit sandwich

20190210_shitsandwich

คำว่า shit sandwich นี้ผมได้ยินมาจาก Elizabeth Gilbert ผู้เขียน Eat Pray Love และ Big Magic

แซนด์วิชคืออาหารที่ฝรั่งกินกันบ่อยๆ และอร่อยได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไรมาก

ส่วนเวลาฝรั่งพูดว่าอะไรที่มัน tastes like shit ก็แปลว่ารสชาติหมาไม่รับประทานเลยอะไรประมาณนั้น

ดังนั้น shit sandwich ก็คืออาหารที่รสชาติแย่จนแทบจะอยากปาทิ้ง

ไม่ว่าเราจะทำงานอะไรก็ตาม จะงานดี งานสนุก มีเกียรติ มีเงินแค่ไหนก็ตาม เราก็หลีกเลี่ยง shit sandwich ของงานนั้นไม่พ้น

shit sandwich ของบล็อกเกอร์คือคิดไม่ออกว่าวันนี้จะเขียนเรื่องอะไร

shit sandwich ของวงดนตรีคือเล่นดนตรีแล้วคนไม่ฟัง

shit sandwich ของพนักงานเข้าใหม่คือต้องทำงานที่รุ่นพี่เค้าโยนมาให้ ที่ทั้งหนัก ถึก และไม่สนุก

shit sandwich ของหัวหน้ามือใหม่คือการต้องมา manage คนและความรู้สึกของคน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เราเป็นพนักงานที่เก่งกาจแท้ๆ แต่กลับกลายเป็นหัวหน้าที่ใช้ไม่ได้เอาเสียเลย

shit sandwich ของผู้บริหารคือการตัดสินใจในเรื่องที่จะทำให้คนไม่พอใจ

การมีความสุขกับการทำงาน จึงหมายถึงการยอมรับที่จะกิน shit sandwich ที่ติดมากับงานนี้ให้ได้ แม้ว่ามันจะรสชาติแย่แค่ไหนก็ตาม

และทุกครั้งที่เราต้องเผชิญ shit sandwich ถ้าระลึกได้ว่าทุกคนก็มี shit sandwich ของตัวเอง ก็น่าจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้บ้างครับ

อย่าถามว่าจะทำดีรึเปล่า

20190210_canidothis

เพราะส่วนใหญ่มันดีอยู่แล้ว

คำถามที่สำคัญกว่าก็คือ ถ้าเราเลือกที่จะทำสิ่งนี้เพิ่มขึ้นมาแล้ว มันจะกระทบกับสิ่งสำคัญอื่นๆ ในชีวิตของเรายังไงบ้าง

เดือนที่ผ่านมาผมปฏิเสธงานไปสองงาน

งานแรกคือการเป็นวิทยากรรับเชิญในงานประชุมประจำปีของธนาคารแห่งหนึ่ง มีผู้จัดการสาขามาฟังหลายร้อยคน หัวข้อที่ได้มาคือการกระตุ้นให้พนักงานมีแรงใจและกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นหัวข้อที่ผมชอบอยู่แล้ว

ปัญหาก็คือเขาติดต่อมาก่อนงานประชุมเพียง 10 วัน และหนึ่งวันก่อนที่จะมีงานประชุมของธนาคาร ที่ออฟฟิศ Wongnai ของผมก็มีงาน Townhall ต่อด้วยงานปาร์ตี้ที่ทีมผมเป็นคนดูแล

เมื่อเวลาเตรียมตัวน้อย แถมสัปดาห์นั้นผมต้องโฟกัสกับ Townhall และงานเลี้ยงบริษัท ถ้าผมรับเป็นวิทยาการให้ธนาคารด้วย สิ่งที่จะตามมาก็คือ

– ผมต้องแบ่งเวลาไปเตรียมเนื้อหาสำหรับการเป็นวิทยากรรับเชิญ
– ผมอาจบกพร่องเรื่องการเตรียมงาน townhall และงานปาร์ตี้
– ผมจะมีเวลาพักผ่อนน้อยลงตลอดทั้งสัปดาห์นั้น
– ผมจะสนุกกับงานปาร์ตี้ได้ไม่เต็มที่ เพราะวันรุ่งขึ้นต้องตื่นแต่เช้า

ผมจึงจำเป็นต้องปฏิเสธงานวิทยากรนี้ไป แม้จะรู้สึกเสียดายโอกาสที่จะมีรายได้เสริมและการได้พูดคุยกับผู้จัดการสาขาธนาคารหลายร้อยคน

ส่วนงานที่สองที่ผมเพิ่งปฏิเสธไปเมื่อวานนี้ คืองานเป็นนักเขียนรับเชิญให้เอเจนซี่แห่งหนึ่ง ซึ่งธีมที่เขาขอให้เขียนก็ถูกจริตผม แต่ผมกำลังทำงานใหญ่อยู่สองงานและต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยสามเดือนกว่าจะเสร็จเรียบร้อย หากผมรับงานเขียนนี้เพิ่มเข้ามา ก็จะทำให้ผมสูญเสียโฟกัสในงานสองงานที่อยู่ในมือนี้ไป ก็เลยจำใจต้องปฏิเสธไปเช่นกัน

ก่อนที่จะเพิ่มอะไรขึ้นมาในชีวิต ไม่ว่าจะรับงานเสริม ซื้ออุปกรณ์ใหม่ๆ หรือสมัครสมาชิกบริการใดก็ตามแต่ นอกจากจะคิดถึงสิ่งที่เราจะได้มา อย่าลืมคำนึงถึงสิ่งที่เราจะสูญเสียไปด้วย เช่น

– เวลาพักผ่อน
– เวลาออกกำลังกาย
– เวลาเล่นกับลูก
– เวลาในการสะสางสิ่งที่ยังค้างคา
– เวลาในการทำความฝันบางอย่างให้เป็นจริง

Don’t ask – “Can I do this?” Ask “What doesn’t get done if I do this”
-Greg McKeown

อย่าถามว่าทำได้รึเปล่า ให้ถามว่าถ้าทำเรื่องนี้เพิ่มขึ้นมาแล้วเราจะไม่ได้ทำอะไร

หรือถามว่าสิ่งที่เรากำลังจะรับเพิ่มเข้ามาใหม่ มันสำคัญกว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่แต่ยังทำได้ไม่ดีรึเปล่า

คิดแบบนี้แล้วน่าจะช่วยให้เรากล้าปฏิเสธมากขึ้นครับ

นิทานคนละชั้น

20190206_firstclass

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ระหว่างเที่ยวบินจากนิวยอร์คไปชิคาโก ผู้โดยสารหญิงวัยห้าสิบเศษพบว่าตัวเองได้ที่นั่งติดกับชายผิวดำ เธอจึงกดปุ่มเรียกแอร์โฮสเตส

“มีอะไรให้หนูช่วยคะคุณผู้หญิง”

“เธอไม่เห็นเหรอว่าที่นั่งชั้นติดกับคนดำ ชั้นรับไม่ได้หรอกนะที่จะต้องมานั่งติดกับคนสกปรกอย่างนี้ ช่วยหาที่นั่งใหม่ให้ชั้นด้วย”

“วันนี้เที่ยวบินค่อนข้างเต็มค่ะ แต่หนูขออนุญาตไปเช็คก่อนว่าพอจะมีที่นั่งว่างในชั้นธุรกิจหรือชั้นเฟิร์สคลาสมั้ยนะคะ”

ไม่กี่นาที น้องแอร์ก็เดินกลับมา

“ที่นั่งชั้นธุรกิจเต็มแล้ว แต่ว่าเรามีที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาสเหลืออยู่หนึ่งที่ หนูปรึกษากัปตันแล้ว กัปตันเห็นว่าคงไม่ดีที่จะบังคับให้ใครมานั่งข้างคนน่ารังเกียจ”

มนุษย์ป้ายิ้มอย่างผู้ชนะและเตรียมจะลุกจากที่นั่ง ทันใดนั้นน้องแอร์ก็หันไปคุยกับชายผิวดำ

“ทางเราขอเชิญคุณไปนั่งในชั้นเฟิร์สคลาสที่เราจัดเตรียมไว้ให้ด้วยค่ะ”

ชายผิวดำกว้างยิ้มฟันขาว ผู้โดยสารรอบข้างต่างปรบมือ ส่วนมนุษย์ป้าก็นั่งหน้าแดงก่ำไปตามระเบียบ

—-

ขอบคุณนิทานจากเว็บ Kittdoo