หรือเราควรจะกลับมาเขียนไดอารี่?

20190217_diary

สมัยเรียนอยู่มัธยมปลายที่นิวซีแลนด์ ผมเริ่มเขียนไดอารี่อย่างจริงจังเพราะเพื่อนคนหนึ่งซื้อมาให้เป็นของขวัญก่อนเดินทาง

จากนั้นผมก็เขียนไดอารี่มาเรื่อยๆ สั้นบ้าง ยาวบ้าง บางทีก็เว้นวรรคไปเป็นเดือนหรือเป็นปี และการเว้นวรรคก็ยาวนานขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุและความรับผิดชอบที่มากขึ้น

แต่แพทเทิร์นหนึ่งที่ผมสังเกตได้ก็คือ ช่วงไหนก็ตามที่เขียนไดอารี่ ช่วงนั้นชีวิตจะมีความสบายใจและจัดการได้ง่ายกว่าตอนที่ไม่ได้เขียน

หลังจากแต่งงานมีครอบครัว ผมก็แทบไม่ได้เขียนไดอารี่อีก ถ้าจะมีบ้างก็เขียนแบบ five minute journal

แต่สัปดาห์ที่แล้ว หลังจากได้อ่านบทความ Benefits of a daily diary and topic journals ของ Derek Sivers ก็ทำให้ผมกลับมาเขียนไดอารี่อีกครั้ง แต่คราวนี้เขียนผ่าน notepad แทนที่จะเขียนใส่สมุด

ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ เขียนไปได้ 4 ตอน และผมก็เริ่มเห็นประโยชน์จากมันอีกครั้ง

สามวันก่อนก็มีคน message มาถามผมทางเพจว่าอยากจะปรับปรุงการสื่อสาร เพราะไม่สามารถอธิบายสิ่งที่คิดออกมาเป็นคำพูดให้คนอื่นเข้าใจได้ ผมเลยแนะนำให้เขาลองเขียนไดอารี่ดู เพราะการเขียนไดอารี่เป็นแบบฝึกหัดที่ดีมากๆ สำหรับการถ่ายทอดความคิดขมุกขมัวออกเราออกมาเป็นภาษา

จะว่าไป ถ้าเพื่อนคนนั้นไม่ได้ซื้อไดอารี่ให้ผมก่อนไปนิวซีแลนด์เมื่อ 25 ปีที่แล้ว วันนี้ก็คงไม่มีบล็อกชื่อ Anontawong’s Musings

เลยอยากชวนคุณผู้อ่านบล็อกมาลองเขียนไดอารี่กันดูบ้างครับ อย่างน้อยที่สุดมันจะเป็นแคปซูลบันทึกความทรงจำที่ตัวเราในอนาคตจะขอบคุณตัวเราในวันนี้แน่นอน

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19

ถ้าอยากออกผจญภัยในท้องทะเลอันกว้างใหญ่

20190217_thousandsunny

เราก็ไม่อาจปฏิเสธคลื่นลมและพายุฝน

ช่วงสองปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคนที่สนใจมาสมัครงานที่ Wongnai มากมาย

หลายคนทำงานองค์กรข้ามชาติที่มีฐานะมั่นคง แต่ก็มีความน่าเบื่อแบบองค์กรใหญ่ เช่นคิดหรือตัดสินใจอะไรเองไม่ค่อยจะได้

เขาอยากมาอยู่ที่ Wongnai เพราะอยากได้งานที่ท้าทายยิ่งกว่านี้ อยากได้ทำอะไรที่มันทำให้หัวใจเต้นแรงกว่านี้

แต่ขณะเดียวกันก็อยากได้เงินเดือนดีๆ โบนัสดีๆ และสวัสดิการดีๆ เหมือนที่เคยได้รับที่องค์กรใหญ่ด้วย

ผมมักจะบอกว่า เรื่องเงินเดือนเราก็คงจัดให้เหมาะสมตามความสามารถของคุณและมากกว่าที่เก่าแน่นอน แต่โบนัสดีๆ และสวัสดิการดีๆ เราคงไม่อาจให้ได้เท่ากับองค์กรใหญ่ อย่างน้อยก็ในตอนนี้ สิ่งที่เราเชื่อว่าเราให้ได้ดีกว่าคือบรรยากาศการทำงานดีๆ และโอกาสที่คุณจะได้คิด ได้ตัดสินใจ ได้ลงมือทำอะไรด้วยตนเอง

เป็นอิสรภาพที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ

หัวใจที่เรียกร้องการออกผจญภัย คือหัวใจที่ต้องพร้อมยอมรับความเสี่ยง

เพราะถ้ามันไม่มีความเสี่ยงเลย จะเรียกว่าการผจญภัยได้อย่างไร

แต่เราสามารถผจญภัยอย่างรอบคอบได้

เมื่อเรือเล็กคิดจะออกจากฝั่ง ก็ควรตรวจสอบเรือให้ดีๆ ว่ามีรอยผุรอยรั่วตรงไหน เสบียงพร้อมหรือไม่ มีแผนที่เดินทะเลและอ่านทิศทางของคลื่นลมเป็นรึเปล่า ลองซ้อมล่องเรือในบริเวณใกล้ๆ ดูบ้างรึยัง

วิธีคิดและวิถีใจแบบนี้ใช้ได้กับหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการออกจากองค์กรข้ามชาติมาอยู่สตาร์ทอัพ ออกจากงานราชการมาทำธุรกิจส่วนตัว หรือเปลี่ยนสายงานอาชีพไปโดยสิ้นเชิง

อยู่บนฝั่งก็ปลอดภัยดี แต่อยู่นานๆ มันก็น่าเบื่อ

เพราะหัวใจคนเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่ใน comfort zone ไปตลอดชีวิตครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia: Thousand Sunny

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19

นิทานนามบัตร

20190215_namecard

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ท่านไคชู อาจารย์เซนในยุคเมจิเป็นเจ้าสำนักเซนที่มีชื่อเสียงในเมืองเกียวโต

วันหนึ่งผู้ว่าราชการของนครเกียวโตต้องการขอเข้าพบท่านอาจารย์ จึงมอบนามบัตรให้ลูกศิษย์ของท่านไคชู

นามบัตรเขียนไว้ว่า:

คิทาคางิ
ผู้ว่าราชการนครเกียวโต

ลูกศิษย์ผู้ดูแลท่านไคชูหายเข้าไปในกุฏิสักครู่ ก็มีเสียงของท่านไคชูดังลอดออกมา

“ใครกันฉันไม่รู้จัก ให้รอก่อน”

ลูกศิษย์นำนามบัตรกลับมาพร้อมกับคำขอโทษที่ยังไม่สามารถให้เข้าพบได้

ผู้ว่าราชการรับนามบัตรกลับมา แล้วกล่าวว่า

“นั่นคือข้อผิดพลาดของผมเอง”

เขาจัดแจงขีดฆ่าคำว่า “ผู้ว่าราชการนครเกียวโต” ออกเสีย แล้วยื่นนามบัตรใบนั้นกลับไปให้พระหนุ่ม

“รบกวนนำไปให้อาจารย์ของท่านอีกครั้งขอรับ”

คราวนี้เมื่อได้รับนามบัตร อาจารย์ไคชูถึงกับพูดเสียงดัง

“โอ้ คิทาคางิ เหรอ ไปๆ รีบไปเชิญเขาเข้ามา กำลังอยากคุยด้วยพอดี”

——

ขอบคุณนิทานจาก ธรรมะ.นะครับ.com

อย่าสับสน

20190212b

ระหว่าง:-

เรื่องด่วนกับเรื่องสำคัญ

ทำงานเร็วกับทำงานชุ่ย

ตรงไปตรงมากับขวานผ่าซาก

ความจริงของเรากับความจริงทั้งหมด

การเป็นคน nice กับการพยายามจะ please ทุกคน

พูดให้ฟังกับทำให้ดู

ปัญหาซ้ำซากเกิดเพราะเรามักนึกว่าเรื่องด่วนคือเรื่องสำคัญ นึกว่าความจริงของเราคือความจริงทั้งหมด และนึกว่าการพูดกรอกหูจะได้ผลดีกว่าการทำให้เขาเห็นเป็นตัวอย่าง

ดูเผินๆ แล้วหน้าตาเหมือนกัน แต่แท้จริงแล้วทดแทนกันไม่ได้เลย

สิ่งที่คนสำเร็จทำเหมือนกัน

20190212_success

คือเขาทำสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น

หรือไม่ก็ทำเหมือนคนอื่นในเวลาที่คนอื่นเขาไม่ทำกัน

ยกตัวอย่างเช่น

ถึงออฟฟิศเรียบร้อยในเวลาที่คนอื่นกำลังรถติด

อาสาบันทึกการประชุมในขณะที่คนอื่นนั่งฟังเฉยๆ

ทำให้เกินที่หัวหน้าคาดหวังในขณะที่คนอื่นทำงานให้พอเสร็จๆ ไป

ทำหนึ่งอย่างให้ดีสุดๆ ในขณะที่คนอื่นๆ ทำ 5 อย่างแต่ไม่เสร็จซักอย่าง

อ่านหนังสือดีๆ ในเวลาที่คนอื่นเสพดราม่า

ยกหูโทร.คุยในเวลาที่คนอื่นคุยผ่านไลน์

ทำโปรเจ็คส่วนตัวในเวลาที่คนอื่นๆ กำลังนั่งดูซีรี่ส์

ออกไปวิ่งในเวลาที่คนอื่นๆ ยังซุกอยู่บนเตียง

เลือกที่จะเสี่ยงในขณะที่คนอื่นเลือกที่จะอยู่ใน comfort zone

เผชิญหน้ากับอุปสรรคในขณะที่คนอื่นๆ หลีกเลี่ยง

เลือกที่จะสู้ต่อในเวลาที่คนอื่นยอมแพ้ไปแล้ว

ถ้าลองสำรวจคนที่ประสบความสำเร็จ จะเห็นว่าเขาไม่ได้ฉลาดหลักแหลมหรือมีโอกาสมากกว่าเรา เขาแค่ทำสิ่งที่คนอื่นไม่ทำกัน หรือทำสิ่งธรรมดาๆ ในเวลาที่คนอื่นไม่ทำกัน

เพราะถ้าทำเหมือนคนอื่น ผลลัพธ์ก็จะได้เหมือนคนอื่น – if you follow the crowd you end up with the crowd.

ถ้าอยากจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป ก็แค่ต้องทำอะไรบางอย่างให้แตกต่างออกไปเท่านั้นเอง