รักน้อยๆ แต่รักนานๆ

20190113_slowbutsure

คนไทยที่อายุเกิน 30 หลายคนน่าจะเคยใช้ Hi5 ที่เป็นเว็บเอาไว้แชร์รูปภาพแล้วกดเป็นเพื่อนกับคนแปลกหน้า บางคนมีเพื่อนเป็นพันๆ หมื่นๆ คน

ช่วงหนึ่ง Hi5 เคยดังมากๆ เพื่อนผมมีโปรไฟล์ Hi5 กันแทบทุกคน แต่การมาถึงของ Facebook ก็ทำให้ Hi5 ล่มสลายไป

ในอีกมุมหนึ่ง อีเมลเป็นเครื่องมือสื่อสารที่เราใช้อย่างแพร่หลาย 20 ปีแล้ว

และแม้จะมี social media อย่าง Hi5, Facebook, Twitter, Instagram เข้ามามากมายในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา อีเมลก็ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ยังคงอยู่กับเราอย่างเหนียวแน่น

โทรศัพท์ Nokia ก็คล้ายๆ กับ Hi5 ช่วงหนึ่งคนไทยส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Nokia ก่อนที่ Nokia จะโดนตีตลาดด้วย Blackberry ซึ่งก็ดังไปทั่วบ้านทั่วเมืองไม่แพ้กัน (อย่างน้อยก็ในคนกรุงเทพ)

แล้วทั้ง Nokia และ Blackberry ก็แทบจะล้มทั้งยืนเมื่อสตีฟจ๊อบส์เปิดตัว iPhone แถมหมัดสองด้วย Android จาก Google จากนั้นมาคนก็หันมาใช้ smartphone ทิ้งให้ Nokia และ Blackberry เหลือเพียงอดีตอันยิ่งใหญ่

ของที่มาเร็ว มาแรง ดังเร็วนั้น มีความเสี่ยงที่จะไปเร็วและดับเร็วด้วยเช่นกัน

ของที่จะอยู่คู่กับเราไปนานๆ มักจะเป็นของที่ไม่หวือหวามากนัก เรื่อยๆ มาเรียงๆ แต่ก็มีความคลาสสิค เพราะมีเวลาสร้างรากฐานจนมั่นคงในใจคน

ผมจึงมีความรู้สึกว่าของเหล่านี้แม้จะถูกกระทบอยู่บ้าง แต่ก็จะไม่หายไปไหน

วิทยุ vs พ็อดคาสท์
หนังสือ vs อีบุ๊คส์/audiobooks
ดินสอ vs แล็ปท็อป

เพราะมันไม่ได้เท่ ไม่ได้เก๋อะไรมากมายมาแต่ไหนแต่ไร จึงไม่เคยเป็นของฮิต ไม่เคยเป็นของอินเทรนด์

แต่เมื่อไม่เคยอินเทรนด์ มันจึงไม่เคยตกเทรนด์ด้วยเช่นกัน

อีก 20 ปี ในวันที่สมองมนุษย์เชื่อมกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง เราอาจไม่จำเป็นต้องพิมพ์อะไรลงแป้นคีย์บอร์ดอีกต่อไป แล็ปท็อปอาจจะสูญพันธุ์ แต่ถึงกระนั้นผมว่าเราก็น่าจะยังใช้ดินสอขีดเขียนอะไรลงกระดาษอยู่ดี

พอคิดได้อย่างนี้ก็สบายใจ หากเราไม่ได้โตเร็วเหมือนใครเขา

บล็อก Anontawong’s Musings กำลังเข้าสู่ปีที่ 5 เขียนมา 1400 ตอนแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่เพจใหญ่ คนตามยังไม่เยอะมาก ถึงกระนั้นก็เป็นคนที่มีคุณภาพและมี engagements กับเพจสูงจนน่าชื่นใจ

ค่อยๆ โตช้าๆ ไปอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่หลงตัวเองว่าดังแล้ว และจะได้เอาพลังไปโฟกัสกับการผลิตงานที่ดีออกมาวันละชิ้นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

รักน้อยๆ แต่ขอให้รักนานๆ นะครับ 🙂

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 7 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

ตั้งค่า defaults ของเราเสียใหม่

2019013_defaults

ค่า defaults (อ่านว่าดีฟ้อลท์) เป็นศัพท์เทคนิค แปลว่าค่าตั้งต้นที่ทางผู้ผลิตเขาตั้งไว้ให้ เช่นบัตร ATM ถอนเงินได้ไม่เกินวันละ 50,000 บาท หรือ Windows ให้เราใช้ Internet Explorer (IE) เป็นเว็บบราวเซอร์ (พอกดลิงค์อะไรก็แล้วแต่มันจะเปิดหน้า Internet Explorer ขึ้นมาทันที)

ค่า defaults พวกนี้เปลี่ยนไม่ยาก ถ้าอยากจะเพิ่มวงเงินที่ถอนได้ในแต่ละวันก็แค่โทร.ไปที่ call center หรือปรับข้อมูลในแอปของธนาคาร ส่วนถ้าเราไม่ชอบใช้ IE เราก็ดาวน์โหลด Chrome แล้วตั้งให้มันเป็น default web browser แทนก็ได้

แม้จะเปลี่ยนไม่ยาก แต่คนจำนวนไม่น้อยก็ยังใช้ชีวิตในโหมด default อยู่

นี่คือพฤติกรรม default ของหลายคน

– ตื่นมาต้องเช็คมือถือก่อน
– เปิดมือถือแล้วต้องเข้าเฟซบุ๊คก่อน
– ถึงออฟฟิศแล้วต้องเช็คอีเมลก่อน
– เมื่อได้รับ notifications ต้องหยิบมือถือขึ้นมาดู

etc.

เราติดกับโหมด default เพราะว่ามันไม่ต้องคิด ไม่ต้องใช้สติอะไร ทำเพราะความเคยชิน ไม่ได้ทำเพราะว่ามันดีกับเรา

ถ้าไม่ชอบโหมด default ที่เราเป็นอยู่ เราก็ต้องเปลี่ยน defaults ของเราเสียใหม่ เหมือนที่เราเปลี่ยน default web browser จาก IE เป็น Chrome นั่นแหละ

– ตื่นมาเดินไปกินน้ำแล้วออกกำลังกายก่อน
– เอาแอป social media ต่างๆ ออกจาก home screen ในมือถือ หรือจะ log out และ forget users ไปเลยก็ได้
– ถึงออฟฟิศแล้วนั่งวางแผนประจำวันก่อน
– ปิด notifications ในมือถือให้หมด เปิดเฉพาะแอปที่จำเป็นเช่น calendar ก็พอ

แค่ปรับเปลี่ยนค่า defaults ไม่กี่ตัว หลายมิติของชีวิตก็น่าจะดีขึ้นแล้วครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Make Time โดย Jake Knapp และ John Zeratsky

เศรษฐีบนรถเข็น

20190112_wheelchairmillionaire

อยากกินก็กินไม่ได้เพราะหมอห้าม อยากเที่ยวก็เที่ยวไม่ได้เพราะสังขารไม่อำนวย

เราควรจะหลีกเลี่ยงที่จะตกอยู่ในสถานการณ์นี้

สถานการณ์ที่มีเงิน แต่ไม่มีปัญญาใช้เงิน

ขยันนั้นดี ทำงานหนักก็ดี อดออมวันนี้เพื่ออนาคตก็ดี แต่อย่าลืมดูแลร่างกายตัวเองด้วย เพราะทั้งชีวิตนี้เรามีได้แค่ร่างเดียว

กินของที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายบ้าง พักผ่อนให้เพียงพอ

ถ้าไม่ได้สนใจเรื่องกินเรื่องเที่ยว อย่างน้อยก็ควรมองว่า ว่าถ้าแก่ตัวไปแล้วร่างกายพังจนทำงานที่รักไม่ได้ คงจะหงุดหงิดน่าดู

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 10 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

สตีฟ จ๊อบส์ ไม่ให้ลูกเล่น iPad

20190112_jobsnoipad

ตอนปลายปี 2010 หลังจาก iPad เปิดตัวได้ไม่กี่เดือน นักข่าวสาย tech คนหนึ่งถามจ๊อบส์ว่า

“ลูกๆ ของคุณคงชอบไอแพดมากเลยล่ะสิ”

จ๊อบส์ตอบว่า

“เด็กๆ ยังไม่เคยใช้ไอแพดเลย ที่บ้านเรามีกฎชัดเจนว่าเด็กๆ เล่นของพวกนี้ได้มากแค่ไหน”

คริส แอนเดอร์สัน (Chris Anderson) อดีตบ.ก.นิตยสาร Wired ก็จำกัดจำนวนชั่วโมงการใช้งานและติดตั้ง parental control กับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พกพาทุกชนิดที่อยู่ในบ้าน จนเด็กๆ บ่นว่าพ่อแม่เผด็จการจัง แต่แอนเดอร์สันรู้ดีว่าเทคโนโลยีพวกนี้มันอันตรายแค่ไหน เขาไม่อยากเห็นลูกๆ ต้องติดมือถือเหมือนพ่อแม่

อีแวน วิลเลี่ยมส์ ผู้ก่อตั้ง Twitter และ Medium บอกว่าแทนที่จะให้เล่นไอแพด เขาซื้อหนังสือเด็กเป็นร้อยเล่มวางไว้ทั่วบ้านให้เด็กได้หยิบอ่านได้ตามอัธยาศัย

Walter Isaacson ที่เขียนหนังสือชีวประวัติของจ๊อบส์เคยเล่าไว้ว่า

“ทุกๆ เย็นสตีฟขอให้ทุกคนมานั่งกินข้าวกันพร้อมหน้า พูดคุยกันเรื่องหนังสือหรือประวัติศาสตร์รวมถึงเรื่องสัพเพเหระอื่นๆ ผมไม่เคยเห็นใครหยิบไอแพดหรือคอมพิวเตอร์ขึ้นมาใช้ และเด็กๆ ก็ไม่มีวี่แววว่าติดมือถือเลยซักนิด”

มือถือและไอแพดเป็นตัวช่วยให้การเลี้ยงลูกง่ายขึ้น แค่ยื่นจอให้ ลูกก็เลิกงอแง นั่งอยู่กับที่ได้ทั้งวัน ป้อนข้าวก็สะดวก

แต่อะไรที่ง่าย ทำบ่อยๆ เข้าก็จะกลายเป็นมักง่ายได้

เราไม่ควรเป็นพ่อแม่ที่มักง่ายครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The New York Times: Steve Jobs Was a Low-Tech Parent

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 10 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ความลับของความสุข

20190112_happinesscode

คือคาดหวังให้น้อยลง

เพราะสมการความสุขถอดออกมาได้ตามนี้

Happiness = Reality – Expectations

ความสุข = ความจริง – ความคาดหวัง

ถ้าความจริงมันดีกว่าที่หวัง เราก็มีความสุข (ผลลัพธ์เป็นบวก)

ถ้าความจริงมันแย่กว่าที่หวัง เราก็มีความทุกข์ (ผลลัพธ์เป็นลบ)

การเจริญสติภาวนา ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการลดความคาดหวัง ทั้งหวังที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนา หรือหวังที่จะหลีกหนีจากสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา

เมื่อความคาดหวังเท่ากับศูนย์ ความจริงจะเป็นอย่างไรคะแนนน้อยแค่ไหน ผลลัพธ์ก็ยังเป็นบวกได้อยู่ดี

บางคนอาจถามว่า แล้วถ้าความจริงมันเป็นค่าติดลบล่ะ?

ฝนตกเป็นบวกหรือลบ? ถ้าเป็นชาวนาก็ย่อมให้ค่าบวก เป็นคนกรุงขับรถก็ย่อมให้ค่าลบ

แผ่นดินไหวเป็นบวกหรือลบ? ถ้ามันเกิดในทะเลไกลโพ้น ไม่มีใครเจ็บ ไม่มีใครตาย เราก็ไม่เคยใส่ใจอยู่แล้วจริงมั้ย?

จะบวกจะลบมนุษย์เป็นคนให้ค่าทั้งสิ้น

ความสุข = ความจริง – ความคาดหวัง

ถ้าไม่มีคนซะอย่าง ความจริง = 0, ความคาดหวัง = 0, ความสุขก็เท่ากับ 0

สุขก็ไม่เอา ทุกข์ก็ไม่เอา นิ่งสงบเย็นสบายเป็นอนันต์

พูดเรื่องความสุขอยู่ดีๆ ไปลงเรื่องธรรมะซะอย่างนั้น

กลับมาที่โลกแห่งความจริง สำหรับมนุษย์ 99.99% ที่ยังไม่ได้บรรลุ เมื่อเราอยู่ในโลกสมมติก็ต้องใช้สมมติให้เป็นประโยชน์

เมื่อเรายังมีตัวเราอยู่ ยังให้ค่าบวกลบกับความจริงและความคาดหวังอยู่ ถ้าอยากสุขมากๆ ก็ต้อง maximize ความจริง หรือไม่ก็ minimize ความคาดหวัง

maximize ความจริงนั้นทำได้แต่ต้องออกแรง ใช้เวลา และขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ที่เราควบคุมไม่ได้

minimize ความคาดหวัง ก็ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และฝึกปรือเช่นกัน แต่ข้อดีคือมันไม่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกอะไรเลย

ขอให้มีความสุขกันทุกคนนะครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 10 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt