นักบุญทุกคนมีอดีต

20180425_saint

คนบาปทุกคนมีอนาคต

“Every saint has a past, and every sinner has a future.”
― Oscar Wilde

ไม่มีใครไม่เคยทำผิดพลาด

แม้กระทั่งคนที่เราเห็นว่าดีแสนดี ก็อาจจะมีอดีตที่เขาไม่อยากให้ใครรู้ก็ได้

ในทางกลับกัน คนที่เราเห็นว่าตอนนี้ไม่ได้เรื่อง ชีวิตเขาก็อาจจะพลิกผันได้เสมอหากได้เจอ “ครู” ดีๆ ซึ่งอาจจะมาในรูปแบบบุคคล หนังสือ หรือสถานการณ์

เมื่อความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เราจึงไม่ควรด่วนตัดสินใคร รวมถึงตัวเราเองด้วย

ขนาดหนอนดักแด้ที่หน้าตาน่าเกลียด ยังกลายเป็นผีเสื้ออันงดงามได้เลยนะครับ

วิธีเพิ่มส่วนดีที่ง่ายที่สุด

20180425_takeaway

คือตัดส่วนไม่ดีออกไป

ถ้าคุณอยากใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น คุณไม่ต้องพยายามคิดกิจกรรมหรือหาเรื่องคุย แค่วางมือถือไว้นอกห้องคุณก็ได้เล่นกับลูกมากขึ้นแล้ว

ถ้าอยากสุขภาพดีขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องกินผักออร์แกนิกก็ได้ แค่ขจัดอาหารขยะที่อยู่ใกล้ๆ ตัวคุณให้หมดก็ช่วยได้มากแล้ว

ถ้าอยากมีพลังบวกในชีวิตมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปเข้าสัมมนา แค่หลีกลี้จากคนพาลก็พอแล้ว

ถ้าอยากเป็นคนที่ดีขึ้น คุณไม่ต้องทำดีก็ได้ แค่ไม่ทำชั่วก็พอแล้ว

ไม่ต้องเพิ่มของดี แค่ลดของไม่ดี แล้วของดีจะไหลเข้ามาสู่พื้นที่ว่างนั้นเองครับ

—–
หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

สองคนในร่างเดียว

20180423_twominds

คิดว่าทุกคนน่าจะเคยเจอปัญหานี้

ปัญหาที่เรารู้ว่าควรจะทำอย่างไร แต่พอจะทำดันทำไม่ได้

เช่นรู้ว่ากินอาหารติดมันไม่ดี แต่เจอกี่ทีก็หยุดไม่ได้

หรือรู้ว่าไม่ควรพูดจาไม่ดี แต่เจอคนนิสัยแย่ๆ เราก็อดไม่ได้

ในหนังสือ Principles Ray Dalio บอกว่าตัวตนของคนเรานั้นมี 2 ระดับ

คือตัวตนชั้นบน กับตัวตนชั้นล่าง (Upper Level You และ Lower Level You)

ตัวตนชั้นบนจะถูกกำกับโดยจิตสำนึกและสมองส่วน prefrontal cortex ที่ใช้ในการคิด คำนวณ และทำอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล

ตัวตนชั้นล่างจะถูกกำกับโดยจิตใต้สำนึกและสมองส่วนอมิกดาลา (amygdala) ที่มีความสำคัญต่อการเอาชีวิตรอด

จิตใต้สำนึกนั้นแข็งแรงกว่าจิตสำนึกมาก เพราะสมองส่วนกลางนั้นวิวัฒนาการมาก่อนสมองส่วนหน้ามานับแสนนับล้านปี

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “ใจเราจะเข้มแข็งไม่พอ” เมื่อเจอสิ่งเร้า

เวลาเจออาหารติดมัน สมองจะบอกว่าไม่ดีต่อสุขภาพ แต่จิตใต้สำนึกบอกว่ามันคือแหล่งพลังงานซึ่งสำคัญต่อการประทังชีวิต

เวลาเจอคนนิสัยแย่ๆ จิตใต้สำนึกจะตีความว่ามันเป็นการคุกคามกัน ร่างกายของเราก็เลยป้องกันการรุกรานนั้นด้วยความก้าวร้าว

แล้วเราจะเอาชนะจิตใต้สำนึกได้อย่างไร?

วิธีการแก้ที่ได้ผลที่สุดคือสร้างอุปนิสััยใหม่ขึ้นมา (habit) โดยให้นิสัยนั้นเป็นคุณต่อเรา

เช่นต้องหัดกินของไม่ติดมันบ่อยๆ ซักพักร่างกายเราก็จะเลิกปรารถนาของติดมันไปเอง หรือเวลาเจอคนนิสัยแย่ๆ เราก็เลี่ยงการปะทะหรือใช้อารมณ์ขันเข้ามาทำให้สถาการณ์มันตึงเครียดน้อยลง

อุปนิสัยหรือ habit นั้นทำงานในระดัับจิตใต้สำนึกเช่นกัน คือเราทำโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาหรือออกแรงคิดด้วยซ้ำ เหมือนตื่นเช้ามาก็แปรงฟันอาบน้ำโดยไม่ต้องคิด

อีกประเด็นคือเราต้องระลึกเสมอว่าในเรานั้นมีสองคนในร่างเดียว คือตัวตนชั้นบน กับตัวตนชั้นล่าง

ถ้าเรากำลังทำอะไรเพื่อความสะใจหรือเพื่อแก้แค้นอยู่ นั่นแสดงว่าเรากำลังปล่อยให้ตัวตนชั้นล่าง (ซึ่งมีหน้าที่หลักคือการเอาชีวิตรอด) ทำงานมากเกินไป

เมื่อรู้แล้ว ก็ไม่ต้องสู้ แค่คอยดูมันทำงานไปเรื่อยๆ จนหมดแรงไปเอง

เมื่อเริ่มควบคุมตัวเองได้ ค่อยเอาตัวตนชั้นบนที่มีสติเข้าไปจัดการปัญหาอย่างถูกต้องครับ

—–
หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

คิดอะไรไม่ออกให้ออกไปวิ่ง

20180422_run

มีคนเคยถามผมว่าหาเรื่องมาเขียนบล็อกยังไงได้ทุกวัน

หนึ่งในคำตอบของผมคือออกไปวิ่งครับ

วิ่งซักประมาณ 30 นาทีขึ้นไป พอเหงื่อออก หายใจหอบ มันมักจะมีไอเดียผุดขึ้นมาให้ผมเขียนบล็อกทุกครั้ง

ผมเคยอ่านเจอบทความหนึ่งที่บอกว่า เราควรจะเก็บงาน creative ไว้ทำตอนบ่ายแก่ๆ ซึ่งตรงข้ามกับความเชื่อผมมาก เพราะงานครีเอทีฟน่าจะทำตอนเช้าตอนที่หัวสมองมันยังเฟรชๆ ไม่ใช่เหรอ

แต่เหตุผลที่เขาให้มาก็คือ ตอนที่สมองเราล้านี่แหละคือตอนที่มันมีโอกาสจะเกิดไอเดียสร้างสรรค์

เพราะพอสมองล้าจนไม่อยากคิดเยอะแล้ว สมองมันเลยข้ามขั้นตอนการคิดอะไรบางอย่างไป จนนำสิ่งที่ไม่น่าจะเชื่อมโยงกันได้มาเชื่อมโยงกัน และการเชื่อมโยงในรูปแบบนี้ก็คือความคิดสร้างสรรค์นั่นเอง

ผมว่าการวิ่งก็อาจให้ผลคล้ายๆ กัน เพราะพอตอนเราวิ่งจนเหนื่อย สมองก็ไม่มีสมาธิจะคิดอะไรจริงๆ จังๆ มันก็เลยสร้าง “ทางใหม่” ขึ้นมา เป็นไอเดียที่เราสามารถนำมาเขียนบล็อก ทำงาน หรือแม้กระทั่งสร้างธุรกิจได้

ถ้าคุณติดปัญหาอะไรอยู่แล้วหาทางออกไม่ได้ซักที ลองออกไปวิ่งดูนะครับ

ยึดมั่นกับเป้าหมาย ยืดหยุ่นในวิธีการ

20180421_whathow

If the plan doesn’t work, change the plan, never the goal.
-Anonymous

สมมติเป้าหมายเราคือ 10

ถ้าลอง 5+5 แล้วไม่เวิร์ค ก็อย่าเพิ่งล้มเลิก เพราะการไปให้ถึง 10 มีหลายวิธี

2+8 ก็ได้
3+4+3 ก็ได้
1+2+3+4 ก็ได้
3×4-2 ก็ยังได้

อย่างที่โทนี่ รอบบินส์พูดถึงเทคนิค RPM ว่าเมื่อ What กับ Why ชัดแล้ว เราจะสรรหา How ได้เอง

What ไม่เปลี่ยน แต่ How เปลี่ยนได้เรื่อยๆ

เราจึงควรยึดมั่นกับเป้าหมายและยืดหยุ่นในวิธีการ

แต่ผมว่าถ้าจะให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เราควรเติมประโยคนี้เข้าไปด้วย

ว่าบางทีเราก็ต้องยืดหยุ่นกับเป้าหมาย เพื่อยึดมั่นในหลักการ

เพราะหากเราจับจ้องแต่เป้าหมายมากเกินไป เราก็อาจจะออกนอกเส้นทางได้โดยไม่รู้ตัว

ยกตัวอย่างเช่นหากเราตั้งเป้าว่าจะต้องมีเงิน 10 ล้านบาทก่อนอายุ 40 เราอาจมุ่งมั่นกับเป้าหมายนั้นมากเสียจนเราเอาเปรียบคู่ค้า แล้งน้ำใจกับเพื่อนฝูง ไม่มีเวลาให้ครอบครัว สุขภาพเสื่อมเสีย และบางทีก็ทรยศความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่อยู่ในมโนสำนึกของเรา

เราโฟกัสกับ What มากจนหลงลืม Why ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเราตั้งแต่แรก

กล่าวโดยสรุป การมุ่งมั่นกับเป้าหมายนั้นดีแน่ แต่หากเป้าหมายและวิธีการนั้นพาให้เราสูญเสียหลักการและจิตวิญญาณของตัวเองไป ก็ควรกลับมาทบทวนเป้าหมายใหม่นะครับ