เคล็ดลับความสุข

20170719_happiness

คือการมีสุขภาพที่ดีบวกกับการเป็นคนขี้ลืม

“Happiness is good health and a bad memory.”
–Ingrid Bergman

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ อันนี้เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็รู้กันดี

แต่การเป็นคนขี้ลืมนี่ทำให้เรามีความสุขได้ยังไง?

ผมเดาว่าคุณเบิร์กแมนน่าจะหมายถึงการไม่เก็บเรื่องเก่าๆ มาคิดให้รกสมอง

การเป็นคนขี้ลืมเสียบ้างจะทำให้เราเลิกเจ้าคิดเจ้าแค้นหรือมุ่งแต่เอาชนะ

เมื่อวานทะเลาะกับแฟน วันนี้ก็ดีกันได้ สัปดาห์ที่แล้วหัวหน้าพูดจาไม่ดีกับเรา วันนี้เราก็ยังยกมือไหว้เขาได้ เดือนที่แล้วเพื่อนยืมเงินเราแล้วยังไม่คืน เราก็ไม่เก็บมาคิดจนนอนไม่หลับ ถือซะว่าพลาดไปแล้วก็ได้

บางคนอาจแย้งว่า ถ้าขี้ลืมไปซะทุกอย่าง ก็เท่ากับเราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากอดีตเลยน่ะสิ

แต่จริงๆ แล้วเราสามารถเก็บบทเรียนเอาไว้ได้โดยที่ไม่ต้องเป็นทุกข์กับมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่างหาก

จดจำบทเรียน ปล่อยวางความรู้สึก เป็นอิสระจากอดีต เพื่อจะได้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

 

2 วิธีที่จะดูว่าเราทำงานได้ดีพอรึยัง

20170718_goodenough

ถ้าอยากจะเติบโตในหน้าที่การงาน สิ่งหนึ่งที่ควรทำคือการสำรวจตัวเองอยู่เสมอว่าเราทำหน้าที่ของเราได้ดีพอแล้วหรือยัง

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสอ่านสไลด์วัฒนธรรมองค์กรของ Netflix และหนังสือของอดีตประธานบริษัท LINE จึงได้เรียนรู้เคล็ดลับ 2 ข้อง่ายๆ ในการประเมินผลงานตัวเองโดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกครับ

1.ถ้าเราเดินไปลาออกกับหัวหน้าตอนนี้ เค้าจะออกแรงรั้งเราแค่ไหน? เขาจะพยายามถามหาสาเหตุและช่วยแก้ปัญหาให้เรารึเปล่า? เขาจะให้โอกาสเราลองไปทำตำแหน่งอื่นที่อาจเหมาะสมกว่ารึเปล่า? หรือเขาจะรู้สึกโล่งใจที่จะได้หาคนใหม่มาแทนเราเสียที?

2.เรามีคนมาขอความช่วยเหลือบ่อยแค่ไหน? ถ้าเราถูกมองว่าเป็นคนที่พึ่งพาได้ ก็จะมีคนมาขอให้ช่วยเรื่องโน้นเรื่องนี้หรือขอคำปรึกษาบ่อยๆ ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่มีใครมาขอให้ช่วยเลย แสดงว่าเราไม่ผ่านการประเมินจากคนรอบข้างนั่นเอง

ข้อหนึ่งคือแนวทางที่บริษัท Netflix ซึ่งย้ำให้ลูกน้องคอยถามหัวหน้าบ่อยๆ ว่าถ้าผมจะลาออกคุณจะรั้งผมไว้มั้ย เป็นคำถามที่ทำให้กระอักกระอ่วนใจทั้งสองฝ่ายอยู่เหมือนกัน แต่ก็เป็นคำถามที่ตรงเป้าที่สุดว่าเราทำงานได้ตรงกับที่หัวหน้าต้องการรึเปล่า ถ้าไม่ จะได้ปรับตัวทันก่อนที่อะไรจะสายเกินแก้

ส่วนข้อที่สองเป็นแนวทางที่บริษัท LINE ใช้ เขาจะมีการประเมิน 360 องศา คือการประเมินจากหัวหน้า จากเพื่อนร่วมงาน และจากลูกน้องว่าเราช่วยเหลือทีมได้แค่ไหน ถ้าเราตกอยู่ในช่อง “ไม่มีคุณอยู่ในบริษัทนี้ก็ไม่เป็นไร” ก็ถึงเวลาต้องปรับปรุงตัวโดยด่วนเช่นกัน

วัฒนธรรมองค์กรไทยหลายๆ ที่คงยังไม่เอื้อให้ใช้กระบวนการแบบนี้ได้ แต่สิ่งที่เรานำมาประยุกต์ใช้ได้เลยคือหมั่นถามคำถามสองข้อนี้กับตัวเองบ่อยๆ ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก

Netflix Culture on Slideshare

คิดแค่ 1 แต่ได้ผล 100 โดยโมริกะวะ อากิระ

 

หากเราไม่เห็นคุณค่าสิ่งที่เรามีตอนนี้

20170717_appreciatewhatyouhave

คิดหรือว่าตอนที่เรามีมากกว่านี้เราจะมีความสุข?

“If you aren’t grateful for what you already have, what makes you think you would be happy with more.”
-Roy T. Bennett, The Light in the Heart

สำหรับบางคน ชีวิตคือการมองไปข้างหน้า

ต้องดีกว่านี้ ต้องเก่งกว่านี้ ต้องทำให้ได้มากว่านี้

เมื่อดวงตาจับจ้องเพียงยอดเขาอันสูงส่ง จึงอดชื่นชมดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ริมทาง

สำหรับผู้อ่านวัยกลางคน หากมองไปรอบๆ ตัวเราตอนนี้ จะพบว่ามีตั้งหลายสิ่งที่เราเคยต้องใช้ความพยายามมากมายกว่าจะได้มันมาหรือรักษามันไว้

ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี

ร่างกายที่แข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วย

ทรัพย์สินสำคัญอย่างที่อยู่อาศัย

หรือคนสำคัญอย่างภรรยา สามี หรือลูก

ผมเห็นด้วยครับว่าเป้าหมายมีไว้พุ่งชน แต่ต้องไม่ลืมด้วยว่าเราพุ่งชนไปเพื่อใคร

ไม่อย่างนั้น วันหนึ่งเราอาจพบตัวเองยืนอยู่บนยอดเขาเพียงคนเดียวก็ได้


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เราจะยิ่งใหญ่เท่ากับสิ่งที่เรารัก

20170715_whatyoulove

และกระจ้อยร่อยเท่ากับสิ่งที่เรายอมให้มากวนใจเราได้

“You are precisely as big as what you love and precisely as small as what you allow to annoy you.”

– Robert Anton Wilson

คนที่สร้างแรงกระเพื่อมในสังคมนี้ ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อหรือความยึดมั่นในอะไรบางอย่าง

Bill Gates อยากให้บ้านทุกหลังมีคอมพิวเตอร์

Steve Jobs นำความงามและความง่ายมาสู่เทคโนโลยี

Mark Zuckerberg อยากทำให้ทุกคนในโลกนี้ติดต่อกันได้

และ Elon Musk ที่สร้าง SpaceX เพื่อที่ว่าหากวันหนึ่งโลกนี้มันอยู่ไม่ได้จริงๆ มนุษยชาติก็ยังมีดาวอังคารเป็น “แผนสอง”

ความเชื่อ – ความฝัน – ความรัก

สามคำนี้เป็นพี่น้องกัน

ดูอย่างเพลงของพี่ตูนบอดี้แสลมที่มักจะมีสามคำนี้โผล่มาเสมอ

ความฝันของเราคงไม่ต้องใหญ่เท่าสตีฟ จ๊อบส์ หรือ อีลอน มัสก์ก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าเราควรจะมีความฝันบางอย่างที่จะผลักดันให้เราได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่

บางคนอาจฝันเขียนบล็อกที่มีคนอ่านเป็นหมื่น

บางคนอาจฝันทำเพลงที่มีคนร้องตามได้เป็นแสน

บางคนอาจฝันทำแอ็ปพลิเคชั่นที่มีคนใช้เป็นล้าน

ยิ่งความฝันมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ การกระทำและตัวตนของเราก็จะต้องใหญ่ตามไปด้วย

แต่ต่อให้ฝันใหญ่แค่ไหน ทุกคนก็มีจุดอ่อน

บางคนอาจใจร้อน บางคนอาจขี้น้อยใจ บางคนอาจขี้อิจฉา บางคนอาจคิดมาก

หากอยากจะมีเวลาและพลังไปจัดการกับสิ่งที่เราเชื่อ ก็ต้องระวังที่จะไม่สูญเสียมันไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้างานที่เราทำอยู่ในสปอตไลท์ ก็ย่อมต้องมีคนวิพากษ์วิจารณ์เป็นธรรมดา คำถามคือเราจะยอมให้คำเหล่านั้นมีผลกับเราแค่ไหน

เราจะหัวเสียจนไม่เป็นอันทำงานเลยรึเปล่า เราจะยอมเปลี่ยนแนวทางเพื่อเอาใจคนกลุ่มนี้รึเปล่า หรือเราจะแค่มองมันอย่างขำๆ แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำในสิ่งที่เราเชื่อต่อไป?

“You are precisely as big as what you love and precisely as small as what you allow to annoy you.”

เราจะยิ่งใหญ่เท่ากับสิ่งที่เรารัก และกระจ้อยร่อยเท่ากับสิ่งที่กวนใจเราได้

อย่าปล่อยให้อะไรมากวนใจเราง่ายๆ นะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

นิทานลิงเกลียดกะปิ

20170714_monkey

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ใครที่มาจากต่างจังหวัดหลายคนจะรู้ว่าเจ้าลิงเกลียดกะปิที่สุดในชีวิต

คนที่อยากจะแกล้งลิงก็จะเอากะปิไปทาที่มือลิง เจ้าลิงก็จะเอามือมาดม เมื่อพบว่ามีกลิ่นกะปิที่ไม่ชอบติดอยู่ มันก็จะถูมือไปกับสิ่งต่าง ๆ จนเลือดไหลท่วมมือ

ถามว่าสิ่งที่ทำให้ลิงบาดเจ็บจนเลือดไหลคือ กะปิ หรือความเกลียดกะปิในใจลิง

เจ้าลิงไม่เคยฝึกตามรู้จิตใจตัวเอง มันจึงไม่รู้ว่า ตัวมันนั่นเองที่หยิบกะปิมาดมตลอดเวลา แล้วความเกลียด ความอยากผลักไสของมัน ก็ทำร้ายตนเองอย่างแสนสาหัส

คนที่แกล้งลิงอาจจะหัวเราะเยาะว่าลิงโง่ แต่เราทุกคนก็เคยเป็นเหมือนตัวลิง ที่หยิบกะปิมาดม ทำร้ายตัวเองอยู่ทุกขณะจิตโดยไม่รู้ตัว

เหมือนกับคำพูด การกระทำ เหตุการณ์ที่เราไม่ชอบใจ อาจจะจบลงไปตั้งนานแล้ว แต่ตัวเรานี่แหละที่หยิบคำพูดการกระทำ เหตุการณ์นั้น ๆ มาเปิดดู เปิดฟังในหัวเราซ้ำแล้ว ซ้ำอีก เหมือนกับคนอื่นเขาแทงเราได้แค่เพียงครั้งเดียว แต่ตัวเรานี่แหละ ที่หยิบมีดด้ามนั้นมาแทงตัวเราเอง ไม่ยอมจบ ไม่ยอมวาง

ถ้าเราเฝ้าสังเกตจิตใจตัวเอง เราจะรู้ทันทีที่ใจหยิบมีด หยิบความคิดมาทิ่มแทงตัวเอง

เมื่อฝึกตามรู้ ตามดู ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง เราจะพบว่า ความคิดร้าย ๆ ความทรงจำที่ทิ่มแทงเข้ามาตลอดเวลา ห้ามไม่ได้ บังคับควบคุมไม่ได้

ได้รู้ความจริงอย่างหนึ่งคือ ตัวเราเอง เรายังควบคุมบังคับให้เป็นอย่างใจไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่น หรือเหตุการณ์อื่น ที่เราอยากให้เป็นอย่างใจเราตลอดเวลา

—–

ขอบคุณนิทานจาก ลิงกับกะปิและมีดปักใจ หนังสือเข็มทิศชีวิต  โดยคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง (โพสท์ลง Gotoknow.org โดยนายวาโย)

ป.ล.หนังสือเข็มทิศชีวิตเล่ม 1 กับ 2 เป็นหนังสือที่ดีมากครับ แต่เล่มหลังๆ ผมอ่านแล้วไม่ชอบเท่าไหร่