ไม่มีใครอยากทำเลว

20170408_doright

“สุดท้ายแล้วสามัญสำนึกของเราเป็นคนดีเสมอ ผมไม่เชื่อว่าคนที่ทำเลวเพราะเขาอยากทำเลว แต่เป็นเพราะเขาเชื่อว่าการทำเลวของเขามันถูกต้อง มันจะมีเหตุผลสนับสนุนในจิตใต้สำนึกของตัวเองเสมอ คนเราไม่ได้ตั้งต้นด้วยความเลว”

– กันต์ กันตถาวร

a day BULLETIN issue 478 | 27 March 2017
เรื่อง ปริญญา ก้อนรัมย์, กมลวรรณ ส่งสมบูรณ์
ภาพ: มณีนุช บุญเรือง
สไตลิสต์: Hotcake


คำพูดของคุณกันต์ กันตถาวร พิธีกรรายการ The Mask Singer ทำให้ผมนึกถึงข้อเขียนของผู้บริหารคนหนึ่งของ Workpoint เจ้าของรายการที่ฮอตฮิตที่สุดในชั่วโมงนี้

ผู้บริหารคนนั้นคือพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ ที่เล่าพฤติกรรมการดูละครไทยของนักโทษในเรือนจำ

คนเหล่านี้ถูกสังคมหรือศาลตัดสินแล้วว่าเป็น “ผู้ร้าย” แต่เวลาดูละคร พวกเขาก็ยังเชียร์พระเอก-นางเอกอยู่ดี ไม่เห็นจะมีใครเชียร์ตัวโกงซักคน

นั่นแสดงว่า สำนึกผิดชอบชั่วดีของนักโทษเหล่านี้ยังทำงานปกติดีอยู่


Stephen Covey บอกว่า ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีนั้น เป็นหนึ่งในต้นทุน 4 อย่างของมนุษย์ที่สัตว์ชนิดอื่นไม่มี

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเปรียบเหมือนเข็มทิศที่ชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ

การที่คนๆ หนึ่งจะลงมือทำเรื่องที่ผิด จึงอาจไม่ใช่เพราะเข็มทิศของเขาเสีย แต่เป็นเพราะว่าชีวิตของเขามี “แม่เหล็ก” ชิ้นอื่นๆ มารายล้อม

เราถึงได้ยินเรื่องเด็กที่ขโมยยาไปช่วยแม่ที่ป่วย

เราถึงได้ยินเรื่องของคุณยายที่ทุบเขื่อนทำลายทรัพย์สินทางราชการ

เราถึงได้ยินเรื่องท่อน้ำเลี้ยงในพรรคการเมืองเพราะมีคนในสังกัดต้องดูแลและมีภาษีสังคมที่ต้องจ่าย

การที่คนๆ หนึ่งจะทำผิดต่อส่วนรวมหรือทำผิดต่อใครบางคน จึงไม่ใช่เพราะว่าเขาอยากทำเลว แต่เพราะเขาเชื่อว่าเขากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องยิ่งกว่าต่างหาก

ผมไม่ได้จะให้ท้ายคนทำผิดนะครับ แค่จะบอกว่า ถ้าเราตั้งต้นด้วยความเชื่อที่ว่าไม่มีใครอยากทำเลวอย่างที่คุณกันต์บอก เราก็ยังพอมีหวังอยู่บ้าง

มีหวังที่จะเข้าใจหรือยอมรับเรื่องราวต่างๆ อย่างที่มันเป็น มากกว่าด่วนตัดสินด้วยข้อมูลที่อาจหมดอายุหรือจากอคติที่ซ่อนอยู่ในใจ

และหลังจากที่เราเข้าใจหรือยอมรับได้แล้วเท่านั้น เราถึงจะพอมีโอกาสเปลี่ยนแปลงมันให้ดีขึ้นได้


ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก a day BULLETIN issue 478 | 27 March 2017

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

นิทานขอทานขนอิฐ

20170323_beggarbricks

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีขอทานพิการเหลือแขนเพียงข้างเดียวผู้หนึ่ง เดินทางเข้าไปยังวัดเซนที่พระเซนนามฟังจั้งพำนักอยู่ เพื่อขอรับทาน ทว่าเมื่อเอ่ยปาก พระฟังจั้งกลับชี้มือไปยังกองอิฐและบอกกับขอทานแขนเดียวว่า “ท่านช่วยย้ายอิฐกองนั้นไปยังหลังวัดก่อนเถอะ”

ขอทานแขนเดียวได้ยินครั้งแรกก็ไม่พอใจ กล่าวว่า “ข้าเหลือแขนเพียงข้างเดียวจะย้ายอิฐได้อย่างไร ข้ามาขอทาน หากท่านไม่อยากให้ทานก็ไม่เป็นไร ไฉนต้องล้อเลียนผู้อื่นถึงเพียงนี้”

พระเซนไม่เอ่ยโต้ตอบ เพียงแต่เดินไปยกก้อนอิฐโดยใช้แขนเพียงข้างเดียว จากนั้นค่อยกล่าวเรียบๆ ว่า”งานประเภทนี้ แม้มีแขนข้างเดียวก็สามารถทำได้”

เมื่อเห็นดังนั้น ขอทานจึงได้แต่ทำตาม โดยค่อยๆ ย้ายก้อนอิฐไปยังหลังวัด ทีละก้อน ทีละก้อน ใช้เวลาพักใหญ่จึงย้ายก้อนหินได้หมดกอง จากนั้นพระเซนจึงมอบเงินค่าตอบแทนให้กับขอทานจำนวนหนึ่ง ขอทานเห็นดังนั้นก็ดีใจมากพลางกล่าวคำ “ขอบคุณท่าน ขอบคุณท่าน” ไม่หยุด

พระฟังจั้งจึงตอบว่า “ไม่ต้องขอบคุณเรา เพราะเงินนี้มาจากน้ำพักน้ำแรงของท่านเอง”

ขอทานจึงเอ่ยด้วยความสำนึกว่า “ข้าจะจดจำวันนี้เอาไว้” จากนั้นจึงก้มตัวค้อมคำนับด้วยความตื้นตันก่อนเดินทางจากไป

ผ่านไปหลายวัน มีขอทานอีกผู้หนึ่งเดินทางมาขอทานที่วัดนี้ พระฟังจั้งพาขอทานผู้นี้เดินมาที่หลังวัดจากนั้นชี้ไปยังกองอิฐและกล่าวว่า “ท่านช่วยย้ายอิฐกองนั้นไปยังหน้าวัดก่อนเถอะ” ทว่าขอทานผู้มีแขนขาครบผู้นี้กลับไม่สนใจคำกล่าวของพระเซน ได้แต่หันกายจากไปโดยพลัน

บรรดาสานุศิษย์ในวัดเห็นดังนั้นจึงเอ่ยถามพระฟังจั้งว่า “คราวก่อนท่านอาจารย์ให้ขอทานย้ายอิฐมายังหลังวัด ไฉนวันนี้กลับประสงค์ให้ขอทานอีกผู้หนึ่งย้ายอิฐกลับไปหน้าวัด ที่แท้แล้วท่านอาจารย์อยากให้นำก้อนอิฐไปไว้ที่ใดกันแน่?”

พระเซนฟังจั้งตอบศิษย์เพียงสั้นๆ ว่า “อิฐวางไว้หน้าวัดหรือหลังวัดล้วนไม่ต่างกัน ทว่าจะย้ายหรือไม่ย้ายต่างหากที่สำคัญสำหรับขอทานเหล่านั้น”

วันเวลาผ่านไปหลายปี วันหนึ่งปรากฏคนผู้หนึ่งท่าทางภูมิฐานเดินทางมาที่วัด คนผู้นี้มีแขนเพียงข้างเดียว ที่แท้แล้วคือขอทานแขนเดียวเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งนับตั้งแต่วันที่เขาพบพระฟังจั้งในครั้งนั้น เขาจึงค่อยได้รู้ถึงคุณค่าในตัวเอง จากนั้นจึงหาทางประกอบสัมมาอาชีพที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย จนในที่สุดได้พบกับความสุข สำเร็จในชีวิต…ส่วนขอทานอีกผู้หนึ่งนั้น ยังคงเป็นขอทานอยู่เรื่อยมา


ขอบคุณนิทานจาก ASTV ผู้จัดการ นิทานเซน : พระเซนกับขอทาน

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

ไม่มีใครทำให้เรารู้สึกต่ำต้อยได้

20170304_inferior

นอกเสียจากเราจะเห็นชอบด้วย

“No one can make you feel inferior without your consent.”
― Eleanor Roosevelt

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ชอบเปรียบเทียบ

เพราะการเปรียบเทียบอาจเป็นเครื่องมือเดียวที่เรามีในการตัดสินมูลค่าของอะไรบางอย่าง

ถามว่าบ้าน 60 ตารางวาควรจะราคาเท่าไหร่?

เราไม่มีทางตอบได้เลย จนกว่าจะรู้ว่าบ้าน 60 ตารางวาที่อยู่รอบๆ ราคาเท่าไหร่กันบ้าง

ถามว่าเราเรียนเก่งมั้ย? เราก็ตอบไม่ได้อีกจนกว่าเราจะทำข้อสอบและรู้ว่าเพื่อนๆ แต่ละคนสอบได้เท่าไหร่กันบ้าง

เราจึงถูกฝึกให้เปรียบเทียบมาตั้งแต่เด็กๆ

ถ้าเราต้องไปเปรียบเทียบกับคนที่ฐานะสูงดีกว่าเรา หรือหน้าตาดีกว่าเรา หรือแต่งตัวดีกว่าเรา หรือหุ่นดีกว่า หรือพูดจาฉะฉานกว่าเรา เราก็จะเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย และเริ่มรู้สึกแย่กับตัวเอง

บางคนก็ใช้ความรู้สึกแย่นั้นเป็นแรงฮึดเพื่อที่จะปรับปรุงตัวเองขึ้นมา ซึ่งก็เป็นเรื่องดี แต่ก็อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดหากเรายังไม่ยอมหยุดที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

เศรษฐีคนหนึ่งรวยขนาดมีเครื่องบินส่วนตัว เขาภูมิใจในเครื่องบินลำนี้มากจนถึงวันที่เขาได้รู้จักเศรษฐีอีกคนที่มีเครื่องบินส่วนตัวลำใหญ่กว่าและหรูกว่าถึงหลายเท่า จากวันนั้นมาเศรษฐีคนนั้นก็ไม่สบอารมณ์กับเครื่องบินของเขาอีกต่อไป

ถ้าเรายังเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่เหนือกว่า เราจะไม่มีวันพบความสุขสงบในจิตใจได้เลย เพราะเราจะเล่นเกมที่ตัวเองเป็นผู้แพ้เรื่อยไป

บางคนอาจจะเถียงว่า ถ้าเอาแต่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องพัฒนากันพอดี

แต่นี่แหละคือความสนุกของชีวิต

สนุกที่จะหาให้เจอว่า ตรงไหนคือพอดี ตรงไหนคือน้อยไป และตรงไหนคือพยายามมากไป

“No one can make you feel inferior without your consent.”

ถ้าเรารู้จักตัวเองดีพอ และรู้ว่าอะไรคือพอดี ก็จะไม่มีใครทำให้เรารู้สึกต่ำต้อยได้อีกต่อไป


Facebook Page: Anontawong’s Musings
Previous articles: Archive

ตรงข้ามกับรักไม่ใช่เกลียด

20170404_lovehate

แต่เป็นความเมินเฉย

ตรงข้ามกับศิลปะไม่ใช่ความอัปลักษณ์
แต่เป็นความเมินเฉย
ตรงข้ามกับศรัทธาไม่ใช่การนอกรีต
แต่เป็นความเมินเฉย
และตรงข้ามกับชีวิตไม่ใช่ความตาย
แต่เป็นความเมินเฉย

“The opposite of love is not hate, it’s indifference. The opposite of art is not ugliness, it’s indifference. The opposite of faith is not heresy, it’s indifference. And the opposite of life is not death, it’s indifference.”

― Elie Wiesel


พระพุทธเจ้าสอนว่าเราควรมีอุเบกขาหรือมีใจเป็นกลางกับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิต

แต่ถ้าเป็นกลางมากเสียจนกลายเป็นเมินเฉย มันจะดีจริงรึเปล่า?

สองคำนี้ฟังเผินๆ ดูจะคล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วเป็นคนละเรื่องกัน

เราสามารถแคร์คนคนหนึ่งด้วยความเป็นกลางได้ แต่เราไม่สามารถแคร์เขาด้วยความเมินเฉยได้

แคร์ด้วยความเป็นกลาง คือเป็นห่วงเป็นใยและพร้อมจะช่วยเหลือ แต่ถ้าเขาไม่ตอบสนองหรือทำตัวไม่น่ารักเราก็ไม่ทุรนทุรายหรือน้อยอกน้อยใจจนเกินเหตุ

เราจึงควรทำทุกๆ อย่างด้วยใจที่เป็นกลาง แต่อย่าไปสับสนกับการเมินเฉยหรือเพิกเฉย

เพราะเป็นกลางคือเป็นกลางกับผลลัพธ์แต่เต็มที่กับการกระทำ

แต่เมินเฉยคือไม่ทำอะไรเลย

และคนที่ไม่ทำอะไรเลย ไม่แคร์อะไรเลย ก็ไม่ต่างจากคนที่ตายไปแล้วเลย


Facebook: Anontawong’s Musings
Archives

ถ้าไม่เจอทางออก

20170403_wayout

ก็จงออกที่ทางเข้า

ถ้าพยายามตื่นเช้าแล้วทำไม่ได้ซักที ลองนอนให้เร็วขึ้นดีมั้ย

ถ้าออกกำลังกายแล้วไม่ผอมซักที ลองกินให้น้อยลงดีมั้ย

ถ้าอ่านเมลไม่ทันซักที ลอง unsubcribe เมลดีมั้ย

ถ้าหญิงสาวคนนั้นไม่สนใจซักที ลองเปลี่ยนคนหรือเปลี่ยนเรื่องที่จะโฟกัสดีมั้ย

ถ้าทำงานไม่ทันซักที ลองหัด say no บ้างดูมั้ย

ถ้าทำยังไงก็ไม่มีความสุขเสียที ลองสำรวจความคาดหวังของตัวเองดูมั้ย

(เพราะความสุขคือ reality – expectations)


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives