การพนันที่เสี่ยงที่สุด

20161205_rikiest

คือการใช้ชีวิตโดยไม่ได้ทำสิ่งที่เราต้องการ โดยเดิมพันว่าเราจะมีโอกาสได้ทำมันในอนาคต

“And then there is the most dangerous risk of all — the risk of spending your life not doing what you want on the bet you can buy yourself the freedom to do it later.”

― Randy Komisar

พระท่านเคยบอกไว้ว่า พรุ่งนี้กับชาติหน้าอะไรจะมาก่อนกันเราก็ยังไม่รู้เลย

เพราะฉะนั้น กิจที่ควรทำในวันนี้ก็ควรทำซะ อย่ามัวแต่นิ่งนอนใจเพราะคิดว่าพรุ่งนี้ยังมีและเวลายังเหลือ

บางคนก็แนะนำว่า ให้ลองคิดเสียว่าเราเป็นโรคร้ายแล้วมีเวลาเหลืออีก 30 วัน เราจะทำอะไร คำตอบจากตรงนี้จะช่วยให้เราชัดเจนขึ้นว่ามีสิ่งใดที่เราอยากทำแต่ละเลยมานานแสนนานเพราะเมฆหมอกแห่งความรับผิดชอบด้านอื่นๆ บดบังเอาไว้

แน่นอน ถ้าคำตอบคือออกเที่ยวรอบโลก เราคงไม่สามารถลาออกและไปเที่ยวรอบโลกได้ทันที เพราะแต่ละคนก็มีภาระและหน้าที่และคนที่ต้องดูแล

แต่เราสามารถเปิดเว็บจองตั๋วเครื่องบินหนึ่งในประเทศที่เราอยากไปที่สุดได้ – ทำได้เดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ

เหมือนที่เคยเขียนไว้ในคำถามหนึ่งล้านเหรียญว่า  ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เราจะทำอะไร เมื่อรู้แล้วก็เริ่มลงมือทำตามกำลังที่พอจะทำได้เสียแต่วันรี้

เพราะบางความฝันมีวันหมดอายุ แถมบางครั้งเราก็หมดอายุก่อนความฝันซะอีก

มีอะไรที่อยากทำและควรทำ ก็อย่านิ่งนอนใจอยู่เลยนะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

พรจากฟ้า (ดูแล้วคิดถึงคนบนฟ้า)

20160512_blessing

วันพ่อที่ผ่านมา ผมได้ไปดูหนังกับที่บ้านกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาครับ

ถือเป็นหนังเรื่องที่สองที่ได้ดูในรอบปี เพราะตั้งแต่มีลูกก็เพิ่งจะมีช่วงนี้แหละที่แฟนยอมออกจากบ้านมานานพอที่จะดูหนังได้

แม่ผมอยากดูพรจากฟ้ามาก อาจเป็นเพราะได้รับข้อความจากทางไลน์ว่าหนังเรื่องนี้ไม่ค่อยมีคนไปดูกัน ซึ่งผมก็แปลกใจเล็กน้อยเพราะตอนที่เปิดตัวใหม่ๆ ก็เห็นว่ามีกระแสอยู่พอสมควร แถมหนังเรื่องนี้ยังมีคู่พระคู่นางถึงสามคู่ น่าจะดึงให้คนไปดูได้ไม่ยาก

หนังเรื่องพรจากฟ้าประกอบด้วยสามเรื่องย่อย

เรื่องแรกเกี่ยวกับหนุ่มสาวที่ได้รู้จักกันในงานเลี้ยงนักเรียนทุนที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ (มีนาย นภัทร-วี วิโอเล็ตเป็นพระเอก/นางเอก)

เรื่องที่สองเป็นเรื่องราวของลูกสาวที่ต้องมาดูแลพ่อที่เป็นอัลไซเมอร์ (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์-มิว นิษฐา)

และเรื่องสุดท้ายพูดถึงพนักงานออฟฟิศที่คิดตั้งชมรมดนตรีที่บริษัท (เต๋อ ฉันทวิชช์-หนูนา หนึ่งธิดา)

โดยตัวละครของทั้งสามเรื่องมีความเชื่อมโยงกันอย่างหลวมๆ

แต่ละเรื่องนั้นกำกับด้วยผู้กำกับคนละคน อารมณ์ความรู้สึกจึงแตกต่างกันอย่างชัดเจน เรื่องแรกหวาน เรื่องที่สองซึ้ง เรื่องสุดท้ายเน้นเฮฮา

หลังจากดูหนังจบแล้ว พวกเราก็ไปนั่งทานข้าวเที่ยงกัน และสิ่งเหล่านี้คือประเด็นที่อยู่ในบทสนทนาบนโต๊ะทานข้าว

1. ไดอะล็อกหรือบทสนทนาของหนังเรื่องแรกเขียนได้ฉลาด เป็นธรรมชาติ ทำให้น้องนายที่หน้าตาดีอยู่แล้วยิ่งดูมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีก ผมเป็นผู้ชายยังเขินแทนนางเอกเลย

2. เพลงยามเย็นที่นำมาเรียบเรียงให้ร้องเป็นเสียงประสานแบบ  A Cappella และทำท่าเต้นแบบ Body Percussion นั้นทำออกมาได้เจ๋งมาก เล่นเอาผมฮัมเพลงนี้ไปตลอดวัน กลับมาถึงบ้านก็ต้องมาเปิดดูเนื้อร้องเพื่อซึมซับเนื้อหาที่ลึกซึ้งและภาษาที่สละสลวยเหลือเกิน

3. มิวที่ต้องเล่นเป็นลูกสาวดูแลคุณพ่อแสดงได้ดีมาก ส่วนตัวผมชอบฉากที่พ่อกำลังจะขับรถออกจากบ้านไปหาแม่ แต่มิวมาหยุดเอาไว้และพยายามอธิบายให้พ่อฟังถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น

4. เราคุยกันว่าถ้าใครในบ้านเป็นอัลไซเมอร์นี่คงลำบากน่าดู น้องชายบอกว่าไม่ใช่แค่ลำบากอย่างเดียว แต่ยังอันตรายด้วย (อันตรายยังไงต้องไปดูในหนัง) ผมบอกว่า โรคอัลไซเมอร์นี่อาจจะป้องกันหรือลดความเสี่ยงได้ด้วยการนอนให้เพียงพอ เพราะเวลาเรานอนเซลล์ประสาทจะหดตัว และเปิดทางให้ของเหลวที่ไหลมาจากกระดูกสันหลังได้เข้ามาชะล้างโปรตีนที่มักจะมาเกาะตัวกับเซลล์และก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์

5. เรื่องที่สามที่แสดงโดยเต๋อและหนูนานั้น พวกเราเด็กๆ เห็นตรงกันว่ามันล้นไปนิด แต่ผมเชื่อว่านี่น่าจะเป็นการทดลองอะไรบางอย่างของผู้กำกับ (พี่เก้ง จิระ มะลิกุล) ซึ่งก็ต้องขอแสดงความชื่นชมในความกล้าและขอเอาใจช่วยให้ค้นพบจุดที่ลงตัวนะครับ

6. เพลงพรปีใหม่ทำออกมาได้มีสีสันและอลังการมาก แฟนบอกว่าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นคนแต่งเพลงนี้ (ผมเองก็เพิ่งมารู้เมื่อซักสี่ห้าปีที่แล้วนี่เอง)

7. นางเอกทั้งสามคนหน้าสดเกือบตลอดทั้งเรื่อง ทำให้ดูแปลกตาและน่ารักไปอีกแบบ

8. ตอนที่ดูหนังในโรง แฟนผมสะกิดให้หันไปดูแม่ ที่นั่งตัวตรงหลังไม่ได้พิงเบาะ ราวกับเด็กนักเรียนที่ตั้งใจแบบสุดๆ ออกจากโรงมาแม่ก็บอกว่าจะไปดูอีกรอบ และบอกผมว่าช่วยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ให้หน่อย คนอื่นๆ จะได้มาดูบ้าง

9. ในหนังมีหลายวาระที่ทำให้น้ำตารินได้ ทั้งด้วยตัวบทหนังเอง เพลงที่ไพเราะจับใจ และความจริงที่ว่าคนที่แต่งเพลงเหล่านี้ไม่ได้อยู่กับเราแล้ว

หนังเรื่องพรจากฟ้า เป็นหนังที่ดูแลมีอะไรให้กลับมาคิดต่อเพลินๆ ได้มากมาย อยากให้ผู้อ่านได้ไปดูกันครับ ผมเชื่อว่า คุณจะได้รับพลังงานบางอย่างที่คีตราชันได้ประทานไว้ให้เป็นของขวัญสำหรับพวกเราชาวไทยทุกคน และเตือนให้พวกเราได้ตระหนักว่า ท่านไม่ได้จากเราไปไหนเลย 


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Youtube: พรจากฟ้า

ถ้าสูบบุหรี่มวนเดียวแล้วเป็นมะเร็ง

20161204_onecigarette

เราก็คงไม่สูบบุหรี่

ถ้ากินเหล้าแก้วเดียวแล้วตับแข็ง เราก็คงเลิกกินเหล้า

ถ้ากินเค้กชิ้นเดียวแล้วอ้วน เราคงหักห้ามใจได้

ถ้าส่องเฟซบุ๊คครั้งเดียวแล้วโดนไล่ออก เราคงไม่เล่นเฟซบุ๊คเวลางาน

การที่คนเรายังคงนิสัยบางอย่างเอาไว้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ดี ก็เพราะว่าช่องว่างระหว่างการกระทำและผลลัพธ์มีมากเกินไป

สูบบุหรี่วันนี้ กว่าจะเป็นมะเร็งก็เกือบยี่สิบปีข้างหน้า กินเหล้าวันนี้ กว่าจะสุขภาพเสียก็อีกหลายสิบปี

เราก็เลยชะล่าใจ และบอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอก

รู้ตัวอีกทีก็มักจะสายเกินไป

The trouble is – you think you have time
– Unknown

ถ้าเราทิ้งขยะลงแม่น้ำวันละหนึ่งชิ้น คงใช้เวลาซักพักกว่าแม่น้ำนั้นจะเน่า

แต่ถามว่าแม่น้ำนั้นเริ่มเน่าตอนเราทิ้งขยะชิ้นที่เท่าไหร่?

คำตอบคงไม่ใช่ชิ้นที่พันหรือชิ้นที่หมื่นหรอก

แม่น้ำมันเริ่มเน่าตั้งแต่เราทิ้งขยะชิ้นแรกแล้ว

ดังนั้น ถ้ามีนิสัยบางอย่างที่เราอยากเปลี่ยน หนึ่งในวิธีที่อาจจะช่วยได้ก็คือให้คิดในรูปแบบเดียวกับสูบบุหรี่มวนเดียวแล้วเป็นมะเร็ง หรือทิ้งขยะชิ้นเดียวแล้วแม่น้ำเน่านั่นแหละ

คิดถึงผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น (worst case scenario) แล้วจินตนาการให้มันดู “จริง” และดู “ใกล้ตัว” ราวกับว่ามันจะเกิดขึ้นทันทีถ้าเรายังคงทำตัวแบบนี้

แล้วบางทีเราอาจจะมีแรงฮึดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองครับ


เขียนบทความนี้หลังจากอ่านบทความของ Benjamin P. Hardy เรื่อง How to Make Immediate Behavior Changes

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

คำที่ควรละไว้เวลาขอโทษ

20161204_gap

วันนี้พอดีได้อ่านเจอคำตอบหนึ่งใน Quora ที่ได้รับโหวตไปมากกว่า 12,000 โหวต

เป็นคำตอบสำหรับคำถามที่ว่า What can I learn in one minute that will be useful for the rest of my life – มีอะไรที่เราเรียนรู้ได้ในหนึ่งนาทีและจะมีประโยชน์ไปตลอดชีวิต

คุณ Lalith Natarajan ให้คำตอบไว้ว่า อย่าพูดคำว่า “แต่” เวลาเราเอ่ยคำขอโทษครับ

เพราะถ้าเราใช้คำว่าแต่เมื่อไหร่ ประโยคขอโทษก่อนหน้านี้จะดูไม่จริงใจไปทันที

แทนที่จะใช้คำว่า “แต่” ให้เราเว้นช่วงเงียบๆ นิดนึงพอ

ยกตัวอย่างเช่น

ผมขอโทษสำหรับโค้ดที่ธรรมดาไปหน่อย แต่พวกเรามีเส้นตายที่ต้องส่งงานให้ทัน

ผมขอโทษสำหรับโค้ดที่ธรรมดาไปหน่อย <หยุดนิดนึง> พวกเรามีเส้นตายที่ต้องส่งงานให้ทัน


จริงๆ แล้วไม่ใช่เฉพาะประโยคขอโทษนะครับ จะเป็นประโยคอะไรก็ตาม ถ้าเราใส่ “แต่” ลงไป อะไรที่เราพูดก่อนคำว่าแต่จะดูด้อยคุณค่าลงทันที

ดังนั้นแทนที่จะใช้คำว่า แต่ ก็ให้ใช้การหยุด หรือใช้คำว่า “และ” แทน

แน่นอน ในบางสถานการณ์คำว่า “แต่” ก็จำเป็นจริงๆ แต่ถ้าเลี่ยงไปใช้คำอื่นหรือใช้การหยุดนิดนึงได้ ก็น่าลองดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Lalith  Natarajan’s answer to What can I learn in one minute that will be useful for the rest of my life.

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

 

ไม่ยากอย่างที่คิด

20161203_notthathard

ถาม: จริงๆ แล้วคุณทำมาแล้วหลายบทบาท ถ้าจะถามถึงบทเรียนสำคัญในชีวิตของคุณที่ได้เรียนรู้ที่พอจะเล่าให้คนอ่านได้ฟัง

ตอบ: จริงๆ แล้วผมเป็นคนที่ค่อนข้างสนใจธรรมะนะ แต่ธรรมะของผมไม่ใช่เรื่องการเข้าวัด สวดมนต์ แต่เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตกับปัจจุบันขณะ ไม่ยึดติดกับอดีตและอนาคต ทุกวันก่อนผมมาทำงาน เช่นตอนทานอาหารเช้า ผมก็พยายามปฏิบัติ ไม่อย่างนั้นผมก็ไม่สามารถมาทำงานและเจอเรื่องเครียดๆ ได้ทุกวัน แล้วการที่ผมทำแบบนี้ก็เหมือนกับผมเริ่มต้นชีวิตใหม่ทุกวัน ไม่จำเป็นต้องไปแบกภาระของอดีตเอาไว้ ในขณะเดียวกัน ผมเชื่อว่าคนเรานั้นสามารถเปลี่ยนแปลง และบริษัทก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อถ้าเราอยู่กับปัจจุบัน แต่มัวไปยึดติดกับอดีต ถ้าเราทำแบบนี้แล้วเราจะเปลี่ยนไปเป็นแบบนั้นได้ยังไง มันยาก แต่ถ้าเราไม่ยึดติดกับอดีต จริงๆ มันก็ไม่ยากอย่างที่คิดหรอก ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้ยึดติดกับอนาคต ถ้าเราเชื่อว่าเรามีแผนที่ดีที่สุด มีกลยุทธ์ที่ดีที่สุด มีทีมงานที่ดีที่สุด มันจะเป็นยังไงเราก็ต้องยอมรับมันและทุกอย่างก็ยังแก้ไขปรับเปลี่ยนปรับปรุงได้ตลอด

– เพชร โอสถานุเคราะห์
a day BULLETIN issue 442: 21 Nov 2016issue 442: 21 Nov 2016
เรื่อง: วสิตา กิจปรีชา, วรัญญู อินทรกำแหง
ภาพ: ภาสกร ธวัชธาตรี
สไตลิสต์: Hotcake


ชีวิตเราตั้งแต่เด็กจนโต ผ่านการเรียนหนังสือตั้งแต่ชั้นอนุบาลยันมหาวิทยาลัย เราได้ผ่านกระบวนการ “นิยามตนเอง” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จากเด็กที่เคยเกเร อาจกลับมาเป็นเด็กเรียนเก่งได้ จากเด็กใส่แว่นเนิร์ดๆ อาจจะโตมาเป็นหญิงสาวแสนสวยที่ผู้ชายหมายปองได้ จากผู้ชายผอมแห้งแรงน้อย อาจจะกลายเป็นหนุ่มใหญ่กล้ามโตได้

แต่พอเรียนจบและทำงานมาซักพักหนึ่ง กระบวนการนิยามตนเองของเราเหมือนจะหยุดลง (fossilized) เพราะเรามีภาพในหัวที่ชัดเจนแล้วว่าตัวตนของเราเป็นอย่างไร

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ เราจึงคุ้นชินกับตัวเราแบบเดิมๆ เพราะอยู่อย่างนี้ก็สบายดี

แต่ความเป็นจริงก็คือทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อาจจะเปลี่ยน “เบาๆ” จนเราลืมสังเกตเห็น ไม่ว่าจะเป็นสภาพร่างกาย ความเชื่อบางอย่าง หรือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลก

ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นที่เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเช่นกัน

ยิ่งถ้าเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้น อยากได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ การทำอะไรแบบเดิมๆ ก็ไม่ต่างอะไรจากการปิดประตูแห่งโอกาส

กำแพงที่ยากที่สุดที่ขวางทางเรา ก็คือการยึดติดกับตัวตนของเราในอดีต หรือแม้กระทั่งตัวตนของเราในวันนี้นี่แหละ

แต่ถ้าเราไม่ยึดติดกับอดีต จริงๆ มันก็ไม่ยากอย่างที่คิดหรอก

แน่นอน เราคงไม่สามารถเปลี่ยนทุกอย่างเพียงชั่วข้ามคืนได้

แต่เรา “เริ่มต้น” ที่จะเปลี่ยนได้เสมอครับ


ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก a day BULLETIN issue 442a day BULLETIN issue 442

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่