ความรู้สึกที่ดีที่สุดในโลก

20160804_bestfeeling

ความรู้สึกที่ดีที่สุดในโลก

คือตอนที่ตื่นนอนมาตอนเช้าวันเสาร์ และรู้ว่ามีเวลาว่างสองวันเต็มๆ

สองวันที่ไม่ต้องไปทำงาน

สองวันที่จะได้สะสางเรื่องราวที่ค้างคา

สองวันที่จะได้ลองทำอะไรใหม่ๆ

สองวันที่จะใช้เวลากับคนที่เรารัก

สองวันที่อาจจะได้พบเพื่อนใหม่

สองวันที่จะเดินตามความฝัน

สองวันที่จะสร้างความแตกต่างให้กับโลกใบนี้


ความรู้สึกที่แย่ที่สุดในโลก

คือตอนที่กำลังจะเข้านอนในคืนวันอาทิตย์

และรู้ตัวว่าเราได้ใช้สองวันที่ผ่านมาไปโดยเปล่าประโยชน์

ไม่ได้สะสางเรื่องราวที่ค้างคา ไม่ได้เดินตามความฝัน

ไม่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ และไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรให้ชีวิตเราเองเลย


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Bhuvnish Mittal’s answer to What are the best and worst feelings in the world? 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานลูกกตัญญู

20160803_good_boy

ชาวนาวัยชราคนหนึ่งอยู่ตัวคนเดียวที่รัฐไอดาโฮ

ฤดูปลูกมันฝรั่งใกล้เข้ามา แต่เขาไม่มีแรงที่จะพรวนดินด้วยตัวเอง ก่อนหน้านั้นเขายังมีลูกชายชื่อบั๊บบ้าคอยช่วยเขาทำไร่มาตลอด แต่ตอนนี้บั๊บบ้ากำลังติดอยู่ในคุก เขาจึงเขียนจดหมายไปหาลูกชาย

บั๊บบ้าลูกรัก

ปีนี้พ่อคงไม่ได้ปลูกมันฝรั่งเสียแล้ว พ่อแก่เกินไปที่จะพรวนดินทั้งแปลงด้วยตัวคนเดียว ถ้าลูกไม่ได้ติดคุกอยู่ ป่านนี้ลูกคงมาช่วยพ่อขุดดินจนเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว

คิดถึงลูกมาก
พ่อ

อีกไม่กี่วันให้หลัง ชาวนาก็ได้รับจดหมายจากลูกชาย

พ่อครับ

อย่าขุดดินเชียวนะพ่อ ผมฝังศพไว้ตรงนั้นหลายศพเลย

บั๊บบ้า

เช้ามืดวันต่อมา FBI ก็ยกกองกำลังมาขุดดินไปทั่วไร่ของชายชรา แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบศพ ตำรวจขอโทษขอโพยชาวนาก่อนจะเดินทางกลับไป

วันถัดมา ชาวนาก็ได้รับจดหมายอีกฉบับจากลูกชาย

พ่อครับ

ตอนนี้พ่อน่าจะเริ่มปลูกมันฝรั่งได้แล้วนะครับ ขอโทษที่ทำให้พ่อตกใจ แต่ด้วยสภาพของผมตอนนี้ นี่คือทางเดียวที่ผมพอจะช่วยพ่อได้ครับ

รักพ่อเสมอ
บั๊บบ้า


ขอบคุณนิทานจาก Sympathetic Vibratory Physics: Planting Season

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

จะเชื่อใครดี?

20160803_believe

“It’s impossible,” said pride.
“It’s risky,” said experience.
“It’s pointless,” said reason.
“Give it a try,” whispered the heart.

ความทะนงตนบอกว่า “มันเป็นไปไม่ได้หรอก”
ประสบการณ์บอกว่า “มันเสี่ยงนะ”
เหตุผลบอกว่า “มันไร้ประโยชน์”
หัวใจกระซิบว่า “ลองทำดูเถอะ”

– Unknown


บางทีคนเราก็คิดเยอะ

ยิ่งคิดเยอะเท่าไหร่ โอกาสจะลงมือทำยิ่งน้อยลงเท่านั้น

เพราะเราจะมัวแต่ห่วงนั่นห่วงนี่ อยากรอให้มีเวลามากกว่านี้ / พร้อมกว่านี้ / มีเงินมากกว่านี้

สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว การลงมือ – take action จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ว่ามันยากอย่างที่เรากลัวรึเปล่า หรือผลลัพธ์มันดีอย่างที่เราหวังไว้รึเปล่า

ถ้าทำแล้วไม่ชอบ ก็จะได้รู้ แล้วไปทำอย่างอื่นต่อ

แต่ถ้าทำแล้วชอบ ก็จะได้ลงแรงให้มากขึ้นอีกหน่อย เพื่อค่อยๆ สร้างความมั่นใจ

ดังนั้นอย่ากลัวที่จะตัดสินใจ อย่ากลัวว่าเราจะผิด

เพราะชีวิตไม่ใช่ข้อสอบปรนัยที่มีคำตอบที่ถูกเพียงข้อเดียว

ในชีวิตจริง ไม่มีช้อยส์ไหนที่ถูกหรือผิด

มีแค่เหมาะหรือไม่เหมาะกับเราเท่านั้นเอง


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เคล็ดลับอายุยืนของชาวโอกินาว่า

20160802_Okinawa

David Buettner นักเขียนชาวอเมริกันแห่งนิตยสาร National Geographic เคยตั้งคำถามว่า อะไรบ้างที่จะช่วยให้คนเรามีอายุยืนยาว

ไม่ใช่อายุยืนอย่างเดียว แต่ต้องยืนแบบมีสุขภาพดีด้วย

เดวิดและทีมงานเนชันแนลจีโอกราฟฟิค จึงสอดส่องคนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก เพื่อหาหมู่บ้านหรือเมืองที่มีประชากรอายุเกิน 100 ปีในสัดส่วนที่มากกว่าปกติ (เขาเรียกพื้นที่เหล่านี้ว่า Blue Zones)

หนึ่งในบลูโซนที่ทีมงานค้นพบ คือเกาะโอกินาว่าประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ห่างจากโตเกียวลงมาทางใต้ประมาณ 1200 กิโลเมตร

ที่โอกินาว่า:

– คนอายุขัยเฉลี่ยสูงกว่าคนอเมริกัน 7 ปี
– มีสัดส่วนคนอายุเกิน 100 มากกว่าอเมริกา 5 เท่า
– มีสัดส่วนคนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านมเป็น 1/5 ของชาวอเมริกัน
– มีคนเป็นโรคหัวใจเพียง 1/6 ของชาวอเมริกัน

อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้ชาวโอกินาว่าอายุยืนและแข็งแรงขนาดนี้

ทีมงานเนชันแนลจีโอกราฟฟิคค้นพบ 3 ปัจจัยหลักด้วยกันครับ

1. อาหารที่กิน
2. กิจกรรมที่ทำ
3. ความสัมพันธ์ที่มี

มาเจาะทีละข้อนะครับ

1.อาหารที่กิน
ชาวโอกินาว่ากินอาหารที่มาจากพืชเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นผักหรือถั่วนานาชนิด ชาวโอกินาว่ายังกินเต้าหู้มากกว่าชาวอเมริกันถึง 8 เท่า

ที่สำคัญไม่แพ้อาหารคือวิธีการกิน ชาวโอกินาว่าจะใช้จานที่ค่อนข้างเล็ก (และอาจเล็กมากเมื่อเทียบกับชาวอเมริกัน!) เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองกินเยอะเกินไป (prevents from overeating) นอกจากนั้นชาวโอกินาว่ายังทำตามคำสอนของขงจื๊อที่บอกว่า Hara Hachi Bu ซึ่งแปลว่ากินให้อิ่มเพียง 80%

2. กิจกรรมที่ทำ
ชาวอเมริกัน (หรือจะว่าไปแล้วสังคมคนเมืองทั้งหมดรวมถึงในไทยด้วย) จะแบ่งชีวิตในวัยผู้ใหญ่ออกเป็นสองวัย คือวัยทำงานกับวัยเกษียณ

แต่คำว่าเกษียณหรือ retire นั้น ไม่มีอยู่ในภาษาของชาวโอกินาว่า*

หลักการที่ชาวโอกินาว่าใช้ในการดำรงชีวิตคือคำว่า “Ikigai” อิคิไก ซึ่งแปลคร่าวๆ ได้ว่า “เหตุผลที่เราตื่นขึ้นมาในตอนเช้า” – the reason for which you wake up in the morning

เดวิดบอกว่าในชีวิตคนเรานั้น มีสองปีที่อันตรายที่สุด

ปีแรกคือปีที่เราเกิด (เพราะเราอาจเสียชีวิตตอนคลอดได้)

อีกปีหนึ่งคือปีที่เราเกษียณ (เพราะนั่นอาจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราสูญเสียความหมายของการมีชีวิตอยู่)

เดวิดยกตัวอย่าง Ikigai ของชาวโอกินาว่าขึ้นมาสามตัวอย่าง

Ikigai ของชายอายุ 102 ปีคนหนึ่งคือการฝึกฝนและถ่ายทอดศิลปะป้องกันตัว (martial art)

Ikigai ของชาวประมงอายุ 100 ปี คือการออกทะเลหาปลามาให้ครอบครัวสัปดาห์ละสามครั้ง

Ikigai ของหญิงอายุ 102 ปีคือช่วยการดูแลโหลนของเธอซึ่งอายุแค่ 6 เดือน

เดวิดยังบอกอีกว่าคนอายุยืนที่อยู่ในแถบ Blue Zone ทั่วโลกนั้น จะมีกิจกรรมที่ต้องออกแรง (physical activity) เป็นประจำทุกวัน เช่นการเดินป่า ตัดไม้ ทำสวน ฯลฯ

3. ความสัมพันธ์ที่มี
เมื่อสิบห้าปีที่แล้ว โดยเฉลี่ยคนอเมริกันจะมีเพื่อนสนิท 3 คน แต่ปัจจุบันเหลือแค่คนครึ่ง

ขณะที่ในสังคมของชาวโอกินาว่านั้น ทุกคนจะมี “โมไอ” (Moai) ตั้งแต่เด็ก และแม้ว่ากลุ่มนี้อาจจะไม่ได้เกี่ยวพันกันทางสายเลือด แต่ก็จะดูแลกันราวกับคนในครอบครัวไปจนแก่เฒ่า

ถ้าใครคนใดคนหนึ่งได้โชคลาภก็ต้องเอามาแบ่งปันกับเพื่อนในกลุ่ม ถ้าใครเจอปัญหาอะไรคนในกลุ่มก็ต้องพร้อมลงไปช่วยเหลือ

หนึ่งในโมไอที่เดวิดไปสัมภาษณ์มีสมาชิก 5 คน อยู่ในกลุ่มเดียวกันมา 97 ปี และอายุเฉลี่ยของสมาชิกคือ 102 ปี


โดยสรุป เคล็ดลับอายุยืนของชาวโอกินาว่าก็คือ

– Hara Hachi Bu กินให้อิ่มเพียง 80% โดยเน้นอาหารที่มาจากพืชผัก
– Ikigai หาคำตอบให้ได้ว่า แต่ละวันเราตื่นขึ้นมาเพื่ออะไร และให้เวลากับกิจกรรมที่เติมเต็มความหมายนั้น
– Moai มีเพื่อนสนิทหรือคนที่เราจะไว้ใจได้เวลาที่เราตกทุกข์ได้ยาก

สำหรับตัวผมเอง ข้อหนึ่งกับข้อสองน่าจะพอทำได้ด้วยตนเอง ส่วนข้อสามอาจจะต้องปรับปรุงหน่อยเพราะใช้ชีวิตแบบคนเมืองมาซะจนเคย

ขอตัวไปทดสอบเคล็ดลับเหล่านี้ก่อน

อีก 70 ปีจะมารายงานผลครับ!


ป.ล. หลังจากศึกษา Blue Zones มาทั่วโลกเดวิดสรุปปัจจัยอายุยืนไว้ทั้งหมด 9 ข้อ อันได้แก่ เคลื่อนไหวอยู่เสมอ-ใช้ชีวิตแบบมีจุดหมาย-รู้จักผ่อนคลาย-กินอิ่ม 80%-กินผักเป็นหลัก-ดื่มไวน์นิดหน่อย-เข้ากลุ่มกิจกรรมทางศาสนา-ครอบครัวต้องมาก่อน-มีกัลยาณมิตร


* ผมเชื่อว่าคำว่า “เกษียณ’ น่าจะมีอยู่ในภาษาญี่ปุ่น แต่ในที่นี้เดวิดเขาอาจจะหมายถึงภาษาท้องถิ่นของชาวโอกินาว่าที่ไม่มีคำๆ นี้หรือคอนเซ็ปต์นี้


ขอบคุณข้อมูลจาก TED: How to live to be 100+ by David Buettner

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ถึงหีบห่อจะไม่สวยงาม

20160801_gift

แต่ข้างในก็ยังเป็นของขวัญอยู่ดี

ทุกๆ สิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา เราสามารถมองว่าเป็นของขวัญได้ทั้งหมด

การมองเรื่องดีๆ ให้เป็นของขวัญนั้นไม่ใช่เรื่องยาก

แต่เราจะมองเรื่องแย่ๆ ให้เป็นของขวัญได้อย่างไร?

สิ่งแรกที่เราควรทำ คือโยนกล่องและกระดาษห่อทิ้งออกไป

เรื่องราวแย่ๆ ก็เหมือนหีบห่อที่บูดเบี้ยวไม่ชวนมอง ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่บึ้งตึง คำพูดที่ไม่เข้าหู หรือการกระทำที่ไม่เข้าตา

แต่ถ้าเราสามารถมองทะลุหีบห่อลงไปได้ จะพบว่าข้างในนั้นคือของขวัญที่เราอาจใช้ประโยชน์ได้

ตัวอย่างที่ 1:
หีบห่อ: เขาดูถูกเรา ชอบพูดจาเยาะเย้ยถากถางเราเสมอ
ของขวัญ: เขากำลังประเมินเราต่ำไป ถ้าแข่งกันเรามีสิทธิ์สูงมากที่จะชนะเพราะว่าเขาประมาท

ตัวอย่างที่ 2:
หีบห่อ: เพื่อนร่วมงานไม่ขยัน ทำงานตัวเองไม่ค่อยเสร็จตามที่รับปากไว้
ของขวัญ: เวลาที่เราทำงานเสร็จและทำงานดี เราจะโดดเด่นขึ้นมาทันที

ตัวอย่างที่ 3:
หีบห่อ: เขาไม่มั่นใจในความสามารถของเราเพราะว่าเราประสบการณ์ไม่พอหรือเรียนมาไม่ตรงสาย
ของขวัญ: เมื่อความคาดหวังต่ำ การทำให้ได้ตามความคาดหวังหรือเกินคาดหวังก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งขึ้น

จากนี้ไป ขอให้จำไว้ว่า ทุกๆ เรื่องที่คนรอบข้างหรือโชคชะตาหยิบยื่นให้นั้นอาจมีของดีอยู่ข้างใน

เราอาจจะตกใจกับหีบห่อที่หน้าตาไม่สวยงาม

แต่ถ้าเราไม่เดินหนีหรือโยนมันทิ้งไปเสียก่อน

ลองแกะออกมา แล้วพิจารณาดูดีๆ ว่า “เราจะใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างไร”

แล้วทุกเรื่องในชีวิตจะกลายเป็นของขวัญครับ


ขอบคุณไอเดียจากหนังสือ The Obstacle is The Way by Ryan Holiday

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่