จงเป็นคนดี แต่…

20160811_good

อย่าไปเสียเวลาพิสูจน์ให้ใครเห็นว่าเราเป็นคนดี

Be a good person but don’t waste time to prove it.

– Anonymous


การพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นคนดีให้คนอื่นเห็นนั้น เป็นเรื่องไม่จำเป็น

เพราะคนที่ใกล้ชิดเราย่อมเข้าใจอยู่แล้วว่าเราเป็นคนยังไง

ส่วนคนที่อยู่ไกลเราออกไป ถ้าเขาเลือกที่จะไม่เชื่อซะอย่าง เขาก็ไม่เชื่ออยู่ดี

และถึงเขาจะเชื่อว่าเราเป็นคนดีหรือไม่ มันก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับชีวิตเรา

Validation หรือการยอมรับจากคนรอบข้างเป็นความต้องการพื้นฐานของเราทุกคน

(ปุ่มไลค์ของเฟซบุ๊คจึงขายดิบขายดี)

แต่ในขณะเดียวกัน ความต้องการการยอมรับจากคนอื่น (need for validation) มันก็ล่ามโซ่ให้เราไม่เป็นอิสระอีกด้วย เพราะเราเอาความสุขความสำเร็จของเราไปแขวนอยู่กับคำตัดสินของใครก็ไม่รู้

และโดยเนื้อแท้แล้ว ความต้องการนี้ก็คือการขอให้โลกมาช่วยยืนยันความมีตัวตนของเรา

เป็นการหลอกล่อของกิเลสที่จะทำให้เรายึดมั่นในตัวกูของกูมากขึ้น

ดังนั้น การทำดีเป็นเรื่องดีในตัวมันเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศ ไม่จำเป็นต้องขอคะแนนจากใคร

“ดีเพื่อที่จะดี” ไม่ใช่ “ดีเพื่อจะได้เป็นที่รัก”

เราจะได้ไม่ต้องเหนื่อยใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่องครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ถ้ายังไม่รู้จุดหมาย

20160809_destination

อย่างน้อยก็ขอให้รู้จักตัวเองให้ดีพอ

When we don’t know where we are going, at least we must know who we are.

– Paulo Coelho


อาจารย์ของผมท่านหนึ่งที่ตอนนี้อายุเจ็ดสิบกว่า เคยบอกผมว่า เขาจะมีแผนการ 7 ปี หรือ 7-year plan เสมอ

7 ปีนี้จะเรียนให้จบด๊อกเตอร์

7 ปีนี้จะก่อตั้งบริษัท

7 ปีนี้จะเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์

7 ปีนี้จะก่อตั้งมหาวิทยาลัย

ฯลฯ

ผมไม่แน่ใจว่ากับโลกสมัยนี้ เรายังจะใช้หลักการ 7-year plan ได้หรือไม่

เพราะโลกหมุนเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ

โอกาสใหม่ๆ ผุดขึ้นมากมาย และความเสี่ยงที่เราไม่เคยพบเจอก็ย่อมมีไม่น้อยไปกว่ากัน

แผนการ 7 ปีจึงอาจจะยืดหยุ่นน้อยไปหน่อย

อาจต้องเหลือแค่แผน 7 เดือนหรือ 7 วันแทน

เป้าหมายจึงอาจไม่ต้องชัดมากก็ได้ เพราะถ้าชัดเกินไปก็อาจทำให้เรามองไม่เห็นโอกาสอื่นๆ

แต่เราควรรู้ว่าเราต้องการอะไร และเรากำลัง “หันหน้า” ไปในทิศทางที่เหมาะสมรึเปล่า

อย่างน้อยที่สุด ถ้าเราหันหน้าให้ถูกทิศ และออกเดิน

การไปถึงจุดหมายช้าหรือเร็วอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญนักก็ได้

เพราะคนจำพวกหนึ่งเชื่อว่าชีวิตคือการไปให้ถึงจุดหมาย

ขณะที่คนอีกจำพวกหนึ่งเชื่อว่าชีวิตคือการดื่มด่ำไปกับการเดินทาง

ไม่มีอย่างไหนถูก-ผิดไปกว่ากัน

ขอแค่มันถูกจริตเราก็พอ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กฎ 3 วินาที

20160808_3sec.png

หนึ่งในหนังสือที่สนุกที่สุดที่ผมเคยอ่านคือหนังสือชื่อ The Game เขียนโดย Neil Strauss

เป็นหนังสือว่าด้วยการจีบหญิงที่โหด มัน ฮา และ 18+ มากๆ

นีลเป็นคนตัวเตี้ย หัวล้าน จึงไม่เคยมีความมั่นใจในการจีบสาวเอาเสียเลย เขาจึงพาเข้าไปฝังตัวอยู่ในกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า Pick Up Artists หรือ PUA ซึ่งเชี่ยวชาญในการเข้าหาสาวและทำให้เธอสนใจ ไม่ว่าจะในผับ ร้านกาแฟ หรือในงานปาร์ตี้

กฎหนึ่งกฎที่ชาว PUA ยึดถือกันคือกฎ 3 วินาที

กฎนี้บอกว่า ถ้าคุณเห็นผู้หญิงคนไหนแล้วคิดอยากจีบ ให้เข้าไปคุยภายใน 3 วินาที

เพราะถ้ารอนานกว่านั้น สมองของเราจะเริ่มพูดเยอะ

“เธอสวยเกินไป” “มีแฟนแล้วชัวร์ๆ” “จะชวนคุยเรื่องอะไรดี” “เพื่อนจะมองเราว่ายังไง” ฯลฯ

พอสมองพูดเยอะ เราก็จะลังเลและตื่นเต้นจนไม่กล้าเข้าไปคุย หรือถ้าเข้าไปคุยก็จะไม่เป็นตัวของตัวเอง

พวก PUA จึงย้ำนักย้ำหนาว่าถ้าถูกใจคนไหน ให้เข้าไปหาเลย แล้วค่อยไปแก้สถานการณ์ตรงหน้าเอา


วันนี้ไม่ได้จะมาเชียร์ให้เอากฎ 3 วินาทีไปใช้จีบสาวหรอกนะครับ

เพียงแต่ผมเองเพิ่งค้นพบว่า กฎนี้ก็ใช้กับสถานการณ์อื่นๆ ได้เหมือนกัน

เพราะจะว่าไปแล้ว กฎ 3 วินาทีก็คือการลงมือทำตามความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัว

ที่เราเรียกว่า “ความคิดแรก” นี่แทบจะเรียกว่าความคิดไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะเราไม่ได้ออกแรงคิดเลย มันเป็นเพียงสิ่งที่ “ผุดขึ้นมา” ในสมอง

ผมจึงเชื่อว่าความคิดแรกคือการทำงานของสัญชาตญาณที่ใช้ประโยชน์จากประสบการณ์นับร้อยนับพันที่เรามี แล้วประมวลผลออกมาโดยใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที

ความคิดแรกจึงมักจะถูกเสมอ

เช่นถ้าเราคิดได้ว่า เราควรจะพูดขอโทษคนๆ นั้นรึเปล่า แสดงว่าเราควรพูดขอโทษจริงๆ นั่นแหละ

หรือถ้าเราควรหยุดเล่นเฟซบุ๊คแล้วเข้านอนดีรึเปล่า ก็แสดงว่าควรเข้านอนจริงๆ แล้วนั่นแหละ

หรือถ้าเราคิดว่าควรเข้าไปช่วยเขาดีรึเปล่า ก็แสดงว่าเราควรเข้าไปช่วยเขาจริงๆ นั่นแหละ

แต่ที่เราไม่ค่อยทำตามความคิดแรก เพราะเราทิ้งช่วงระหว่าง “ความคิดแรก” กับ “การกระทำ” มากเกินไป

แค่ทิ้งช่วงเกิน 3 วินาที ความคิดที่สอง ความคิดที่สาม ก็จะแห่กันเข้ามากลบความคิดแรกไปเสียหมด

ไอ้พวกความคิดที่สองหรือความคิดที่สามนี้ มักจะมาในรูปประโยคที่ว่า “ไม่เอาอ่ะ ขี้เกียจ” “ไม่เป็นไรหรอกมั้ง” “เอาไว้วันหลังแล้วกัน”

เราจึงมักเสียโอกาสในการพูดอะไรดีๆ หรือทำอะไรดีๆ ลงไป

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ทดลองใช้ กฎ 3 วินาที หรือการเชื่อความคิดแรกและลงมือทำทันที

และผลลัพธ์ที่ออกมาก็น่าพอใจทีเดียว

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วันใหม่เริ่มต้นตอนสี่ทุ่ม

20160807_newday

ผมเคยอ่านหนังสือแปลเล่มหนึ่งจากญี่ปุ่น (น่าเสียดายที่จำชื่อไม่ได้แล้ว)

หนึ่งในชุดความคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ก็คือ แทนที่จะมองว่าวันของเราเริ่มต้นตอนตื่นนอน ให้มองว่าวันของเราเริ่มต้นตอนที่เรากำลังจะเข้านอน

ถ้าวันใหม่ของเราเริ่มต้นตอนสี่ทุ่มจริงๆ คุณจะเริ่มวันใหม่แบบไหน ระหว่าง

1. นอนไถเฟซบุ๊คดูเรื่องชาวบ้านไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็เลยเที่ยงคืนแล้ว

2. จดบันทึก มีเวลาได้อยู่นิ่งๆ กับตัวเอง เพื่อให้สมองได้เข้าสู่โหมดที่พร้อมจะนอนหลับ

ผมรู้สึกว่า ปัญหาที่เราพักผ่อนไม่เพียงพอนั้น ไม่ได้เกิดจากการที่เราต้องตื่นเช้าเกินไป แต่เป็นเพราะว่าเรานอนดึกเกินไปต่างหาก

ถ้าการใช้บัตรเครดิต คือการเอาเงินจากอนาคตมาใช้

การนอนดึกเกินไป ก็คือการยืมเวลาจากอนาคต (วันพรุ่งนี้) มาใช้เหมือนกัน

จึงไม่แปลกอะไรที่ “บัญชีเวลา” ของเราจะติดลบเสมอ

ดังนั้น ถ้าลองคิดว่า “พรุ่งนี้” เริ่มต้นตอน “สี่ทุ่มของวันนี้”

เราก็จะใช้เวลาอย่างมีสติ ไม่สุรุ่ยสุร่าย

แล้วเราจะกลายเป็นหนึ่งในร้อยที่ไม่ได้ “ขาดดุลทางเวลา” เหมือนคนเมืองคนอื่นๆ ครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วิธีง่ายๆ ที่จะได้เวลาคืนมา

20160805_getbacktime2

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมเพิ่งค้นพบ productivity hack ที่ง่ายดายและมีประสิทธิภาพมาก

คือเมื่อกลับถึงบ้านแล้วให้เอามือถือไปชาร์จไว้ไกลๆ สายตา

ทำให้ผมมีเวลาเล่นกับลูก คุยกับแฟน และอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเยอะเลย

ผมได้รู้แล้วว่าการเอาชนะ “ความอยากเล่นมือถือนั้น” เป็นเรื่องที่ต้องใช้พลังใจสูงมาก

ยิ่งถ้ามือถือนั้นอยู่ใกล้ตัวเรา โอกาสชนะแทบจะเป็นศูนย์

วิธีที่ได้ผลกว่าคือเอามันไปวางไว้ในที่ที่เรามองไม่เห็น

พอมองไม่เห็น ก็จะไม่นึกถึง หรือนึกถึงแต่ขี้เกียจเดินไปหยิบ

ด้วยเทคนิคนี้ ทำให้ผมได้เวลาตอนเย็นเพิ่มขึ้นวันละ 30-60 นาที

และที่สำคัญมันช่วยให้ผมเข้านอนเร็วขึ้นและพักผ่อนเพียงพออีกด้วย

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่