ป้ายนั้นมีสองด้าน

20160617_signage

ผมทำงานอยู่ที่ตึกอื้อจื่อเหลียง และร้านป้าหยวกที่อยู่ข้างตึกคือที่ที่ผมกับพี่ที่ออฟฟิศจะฝากท้องสำหรับมื้อเที่ยง

แต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ฝนตกหนักตั้งแต่เช้า พวกเราก็เลยไปกินข้าวที่โรงอาหารชั้น 9 ตั้งแต่ 11.30 เพราะรู้ว่าถ้าลงไปช้ากว่านี้อาจไม่มีที่นั่ง เพราะโรงอาหารคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเพราะว่าเขาไปกินนอกตึกไม่ได้

ผมสั่งก๋วยเตี๋ยวต้มยำมากิน รสชาติอร่อยทีเดียว พร้อมกับคุยกับพี่ๆ ที่ไม่ได้กินชั้น 9 กันมานานว่า สงสัยวันนี้ป้าหยวกจะเหงาแย่เลยนะ ฝนตกแบบนี้คงไม่มีคนไปกินร้านป้าเค้าเท่าไหร่

กินของคาวเสร็จก็เดินไปซื้อขนมหวาน

ป้าคนที่ขายขนมกำลังมือระวิงกับลูกค้าคนก่อน ส่วนผมก็สั่งขนมที่ค่อนข้างซับซ้อนคือเอาทับทิมกรอบ+สับปะรด+วุ้นมะพร้าว ป้าก็รีบๆ งงๆ แล้วก็เอ่ยขึ้นว่า “ขอโทษจริงๆ นะ วันนี้ลูกค้ามาเร็วจนเตรียมของไม่ทันเลย”

ที่น่าสนใจคือระหว่างที่พูดคำขอโทษนั้น คุณป้าหน้าชื่นตาบานมาก


สมัยก่อนเวลาอ่าน a day หน้าแรกๆ ที่ผมจะพลิกไปอ่านคือการ์ตูน hesheit ของวิศุทธิ์ พรนิมิตร

การ์ตูนตอนหนึ่งเป็นรูปของผู้ชายที่กำลังยืนหน้าร้านคาเฟ่ที่มีป้าย “CLOSED” แขวนอยู่ แล้วคิดในใจว่า “เมื่อไหร่ร้านจะเปิดเสียทีนะ”

ซักพัก ก็มีพนักงานสาวเดินมาพลิกป้ายจาก “CLOSED” เป็น “OPEN”

ผู้ชายก็ดีใจมาก พูดทำนองว่า “ดีจัง ร้านเปิดแล้ว” ว่าแล้วก็เดินเข้าร้าน

ส่วนพนักงานสาวที่ยืนมองป้ายจากในร้าน ก็เห็นคำว่า “CLOSED”

แล้วคิดในใจว่า “เมื่อไหร่ข้างนอกจะเปิดเสียทีนะ”*


สมัยก่อน ผมเดินทางมาทำงานด้วยรถไฟฉึกฉัก

ขึ้นรถที่สถานีหัวหมาก มาลงที่อโศก แล้วค่อยต่อรถใต้ดินมาลงสถานีลุมพินี

การขึ้นรถไฟที่สถานีหัวหมากแต่ละครั้งจะมีอุปสรรคคือการข้ามถนนศรีนครินทร์ซึ่งมีรถเยอะอยู่ตลอด และสมัยก่อนยังไม่มีสะพานลอยให้คนข้าม

ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุด และปลอดภัยที่สุดสำหรับคนขึ้นรถไฟก็คือการข้ามถนนพร้อมรถไฟนั่นแหละ

สมมติว่าตอนเย็นผมนั่งรถไฟจากอโศกมาลงที่สถานีหัวหมาก ผมจะวิ่งให้เร็วที่สุดเพื่อจะได้ข้ามถนนในจังหวะที่รถทั้งหลายยังโดนกั้นอยู่

เพราะถ้าพลาดจังหวะนี้ไป การข้ามถนนจะเป็นเรื่องยากมาก

อาจเป็นด้วยเหตุผลนี้ ผมจึงอารมณ์เสียน้อยกว่าคนอื่นเวลาเจอรถติดนานๆ เพราะมีรถไฟมา


ในบางสถานการณ์ แม้คนกลุ่มหนึ่งจะเสียประโยชน์ แต่จะมีคนอีกกลุ่มที่ได้ประโยชน์

วันที่ฝนตก ป้าหยวกขายข้าวได้น้อยลง แต่ป้าชั้น 9 ขายขนมหวานได้มากขึ้น

“ร้านเปิด” สำหรับลูกค้า คือ “โลกปิด” สำหรับพนักงาน

คนขับรถอาจเสียอารมณ์เวลาต้องรถติดเพราะรถไฟมา แต่สำหรับคนที่เดินทางโดยรถไฟแล้ว ช่วงนี้คือนาทีทองของการข้ามถนน

ยังมีอีกหลายสถานการณ์ที่มักทำให้เราหงุดหงิด แต่ทำให้คนอื่นยิ้มได้ เช่น

รถติดตรงสี่แยกอาจทำให้เราหงุดหงิด แต่ทำให้เด็กขายพวงมาลัยยิ้มได้

ฤดูร้อนอาจทำให้เราหงุดหงิด แต่ทำให้คนขายน้ำปั่นยิ้มได้

ฝนตกอาจทำใหเราหงุดหงิด แต่ทำให้ต้นไม้ยิ้มได้

เมื่อเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าหงุดหงิดหรือน่ารำคาญ ถ้าเราระลึกได้ว่ายังมีเพื่อนร่วมโลกที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์พวกนี้

ก็อาจช่วยให้เราหงุดหงิดน้อยลง และใจเย็นมากขึ้นครับ


* ขออธิบายเพิ่มเติมสำหรับคนที่อ่านแล้วงง เนื่องจากป้าย OPEN/CLOSED นั้นอยู่บนแผ่นอันเดียวกัน เมื่อร้านเปิด ถ้ามองจากนอกร้านจะเห็นคำว่า “OPEN” แต่ถ้ามองจากในร้าน ย่อมเห็นคำว่า “CLOSED” ซึ่งในความคิดของพนักงานสาวก็คือ เธอยังออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะปิดร้าน

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Closed by Jason

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

ตกเครื่องบิน

20160616_flight

ใครเคยต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพราะต้องรีบไปขึ้นเครื่องบินบ้างครับ?

บางทีกว่าจะเก็บกระเป๋าเสร็จก็เลยเที่ยงคืน ตี 4 ก็ต้องตื่นมาอาบน้ำอาบท่าเพื่อไปให้ถึงสนามบินก่อนหกโมงเช้า

น่าแปลก ที่ถึงจะได้นอนแค่สี่ชั่วโมง แต่เรากลับไม่งัวเงีย ไม่ใจเสาะ ไม่เคยกด snooze เพื่อขอกลับไปนอนต่อ “อีกหน่อย” เหมือนวันทำงาน

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

หนึ่ง เพราะว่าเราตื่นเต้นกับการผจญภัยที่รออยู่ข้างหน้า

สอง เพราะว่าเราไม่อยากตกเครื่องบิน

ตั๋วก็ซื้อไปแล้ว ถ้าไปสายก็ไม่รู้จะหาตั๋วใหม่ได้หรือเปล่า การนอนต่ออีกหน่อยแม้เพียงสิบห้านาทีอาจทำให้แผนการผจญภัยรวนไปหมด

เราจึงไม่กล้านอนต่อเพราะเรามี “เดิมพันสูง” นั่นเอง


กลับกัน ในวันธรรมดา เรากลับกดปุ่ม snooze ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และสายแบบเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การออกจากบ้านช้าเพียง 15 นาที อาจทำให้เราต้องเสียเวลาเดินทางเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งชั่วโมง

ถ้าสัปดาห์หนึ่งเรา “นอนต่ออีกซักหน่อย” ซักสองครั้ง ก็เสียเวลาเพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง หรือปีละประมาณ 100 ชั่วโมง

เราทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง เดือนละสี่สัปดาห์ก็คิดเป็น 160 ชั่วโมง

ถ้าเราได้เงินเดือน 16,000 บาท แสดงว่าหนึ่งชั่วโมงของเรามีมูลค่า 16,000 บาท / 160 ชั่วโมง = 100 บาท

ในหนึ่งปี 100 ชั่วโมงที่เสียไป จึงมีมูลค่า 10,000 บาท

ซื้อตั๋วการบินไทยกรุงเทพ-ฮ่องกงได้เลย

ตัวเลขความเสียหายจะยิ่งสูงกว่านี้ ถ้าเราได้เงินเดือนแพงกว่านั้น

เช่นคนที่เงินเดือน 64,000 หนึ่งชั่วโมงจะมีมูลค่า 400 บาท (64,000 บาท หารเดือนละ 160 ชั่วโมง เท่ากับ 400 บาท)

100 ชั่วโมงที่เสียไปจึงมีมูลค่า 40,000 บาท ซื้อตั๋ว-ไปกลับสวิตเซอร์แลนด์ได้เลย

ประเด็นของผมก็คือ การที่เรานอนตื่นสายในวันธรรมดานั้น มันคือการ “ตกเครื่องบินผ่อนส่ง” ดีๆ นี่เอง

เป็นไปได้มั้ย ที่เราจะบอกตัวเองให้ตื่นโดยไม่กด snooze เพราะเราต้องรีบไปขึ้น “เที่ยวบินแห่งชีวิต”

เป็นเที่ยวบินที่ “เดิมพันสูง” เหมือนกัน

เพราะแต่ละวันก็มีเรื่องให้ผจญภัย

และเราไม่รู้เลยว่าสายการนี้ยังเหลือเที่ยวบินอีกกี่เที่ยว

 


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ไม่หยุด

20160316_dontstop

“บางคนหยุดเพราะคิดว่าตัวเองไม่ไหว แต่ใครจะไปรู้ว่าคนที่เราเห็นว่าไปไหว บางทีเขาก็เคยไม่ไหวเหมือนกัน แต่เขาแค่ไม่หยุด แค่นั้นเอง”

– สิงโต นำโชค


ผมเขียนบล็อกแบบจริงจังมาเกือบปีครึ่งแล้ว

บางคนชมผมว่า เก่งจังเลย หาเรื่องมาเขียนได้ทุกวัน

ผมก็ตอบไปว่า ไม่ได้เก่งหรอก บางวันกว่าจะหาเรื่องมาเขียนได้นี่เลือดตาแทบกระเด็น (ไม่เชื่อถามแฟนผมได้ ผมบ่นกับแฟนตลอดว่าวันนี้จะเขียนเรื่องอะไรดี)

ยิ่งช่วงที่มีลูกใหม่ๆ ชีวิตยากมาก เพราะนอนก็ไม่พอ งานก็ต้องทำ แถมยังต้องพยายามเขียนบล็อกทุกวันอีก

เกินกว่าหนึ่งครั้งที่ใจบอก (หลอก) ตัวเองว่า เปลี่ยนไปเขียนแบบสัปดาห์ละครั้งสองครั้งก็ได้นี่

แต่สุดท้ายก็กัดฟันเขียนทุกวันเหมือนเดิม

ไม่ใช่เพราะว่าขยันหรืออะไรนะครับ

แต่เพราะรู้สึกว่า ถ้าเริ่มหา “ข้อยกเว้น” ให้กับตัวเองครั้งหนึ่งแล้ว ผมกลัวว่าจะสูญเสียอะไรบางอย่างไป

ผมจึงชอบประโยคนี้ของพี่สิงโตมาก

“บางคนหยุดเพราะคิดว่าตัวเองไม่ไหว แต่ใครจะไปรู้ว่าคนที่เราเห็นว่าไปไหว บางทีเขาก็เคยไม่ไหวเหมือนกัน แต่เขาแค่ไม่หยุด แค่นั้นเอง”

ใช่ ต่อให้ต้องเหนื่อยต้องทรมานแค่ไหน เส้นชัยจะอยู่ไกลจนมองไม่เห็นอย่างไร

แต่ถ้าเรารู้ว่ามันเป็นสิ่งที่มีคุณค่ากับชีวิตเรา

ตราบใดที่ยังไปต่อได้

อย่าเพิ่งหยุดนะครับ


ขอบคุณคำพูดของสิงโต นำโชค ซึ่งผมถ่ายมาจากหนังสือเล่มหนึ่งแต่ต้องขออภัยจริงๆ ที่จำไม่ได้ว่าเป็นหนังสืออะไร (น่าจะไปเปิดอ่านในร้านหนังสือแล้วแอบถ่ายเอาไว้)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจากทีมงาน Smallroom

นิทานเดี่ยวไมโครโฟน

20160613_microphone

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในงานเดี่ยวไมโครโฟนงานหนึ่ง

ชายบนเวทียิงมุขเด็ดออกไป ผู้ชมทั้งห้องหัวเราะกันจนพุงกระเพื่อม

ชายคนนั้น ยิงมุขเดิมอีกครั้ง ยังมีคนหัวเราะคิกคัก แต่น้อยลง

แล้วชายคนนั้นก็ยิงมุขเดิมอีกครั้ง…และอีกครั้ง

ตอนนี้ไม่มีใครหัวเราะอีกแล้ว มีเพียงแต่ความเงียบเท่านั้น

ชายบนเวทีมองไปทั่วห้อง ยิ้มนุ่มๆ แล้วพูดว่า

“ในเมื่อเราไม่หัวเราะกับเรื่องเดิมๆ เหตุใดเราถึงต้องร้องไห้กับเรื่องเดิมๆ ด้วย?”

The English version from Goodreads.com 

A wise man sat in the audience and cracked a joke. Everybody laughs like crazy.

After a moment, he cracked the same joke again. This time, fewer people laughed.

He cracked the same joke again and again.

When there is no laughter in the crowd, he smiled and said: You can’t laugh at the same joke again and again, but why do you keep crying over the same thing over and over again?”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Tapoos Facebook Page: At times, you take happiness for granted 

ขอบคุณเอกพงศ์ (เพื่อนที่เคยทำงานด้วยกัน) ที่เอาวีดีโอนี้มาแชร์

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

ทางลัด ทางอ้อม ทางตรง

20160612_shortlongdirect

โจทย์ส่วนใหญ่ในชีวิต มักจะมีสามทางเลือก

คือทางลัด ทางอ้อม และทางตรง

โจทย์: อยากผอม
ทางลัด: กินยาลดความอ้วน
ทางอ้อม: สมัครสมาชิกฟิตเนสปีละสองหมื่น ขับรถไปฟิตเนสเพื่อไปเดินบนลู่วิ่ง ทานอาหารเสริมที่เขาว่ากันว่าช่วยลดความอ้วนได้
ทางตรง: ลดอาหารเย็น ทำงานบ้าน ออกไปวิ่งรอบหมู่บ้าน

โจทย์: อยากมีแฟน
ทางลัด: เที่ยวผับ
ทางอ้อม: แอบมอง ส่งดอกไม้ให้ เล่าให้ทุกคนฟัง (ยกเว้นเจ้าตัว) ว่าชอบผู้หญิงคนนี้ หมั่นทำดีกับเธอไว้ ซักวันเธอคงเดาได้เองว่าใครคนนี้แอบชอบเธออยู่
ทางตรง: ทำความรู้จัก ทำให้เธอหัวเราะ ชวนไปกินข้าว สร้างความเชื่อใจ ขอเป็นแฟน

โจทย์: อยากมีความสุข
ทางลัด: กินเหล้า ดูดปุ๊น
ทางอ้อม: ตั้งใจทำงานเก็บเงิน เพื่อซักวันหนึ่งเราจะรวยและประสบความสำเร็จ ก็จะมีเงินและมีเวลาเพื่อแสวงหาความสุข
ทางตรง: อยู่กับปัจจุบัน ใช้เวลากับคนที่ทำให้เราสบายใจ ทำสิ่งที่มีความหมาย ทำงานที่เรารัก

ทางลัดนั้นเร็ว แต่ไม่ยั่งยืน และมักทำให้สถานการณ์แย่กว่าเดิม

ทางอ้อมนั้นอาจนานและพาเราออกทะเล

ทางตรงอาจเหนื่อย อาจต้องใช้ความกล้า แต่หลายคนพิสูจน์มาแล้วว่าเวิร์ค


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com