ชีวิตไม่มีเป้าหมาย

20150905_NoGoals

จงจำไว้ ชีวิตของคุณจะสูญเปล่าถ้าคุณวิ่งตามเป้าหมายบางอย่าง เพราะชีวิตนั้นไม่มีเป้าหมาย มันคือการละเล่นที่ไร้จุดประสงค์ ไม่ต้องไปที่ไหนอีก เพียงแต่รื่นรมย์กับตัวเอง

นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเข้าใจ เพราะจิตนั้นชอบคิดคำนวณ มันกล่าวว่า “แล้วอย่างนั้นอะไรคือความหมายของมันเล่า อะไรคือเป้าหมาย” ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีความหมาย และจิตก็จะพูดขึ้นมาทันที “ถ้าไม่มีเป้าหมาย แล้วจะมีชีวิตอยู่ทำไม ทำไมไม่ฆ่าตัวตายไปเสียเล่า” แต่จงดู ถ้ามีความหมายขึ้นมา สรรพสิ่งทั้งหมดก็จะน่ารังเกียจ มันจะกลายเป็นเหมือนธุรกิจ ถ้ามีเป้าหมาย แล้วชีวิตทั้งปวงก็จะสูญเสียบทกวีของตนไป

บทกวีเกิดขึ้นเพราะมันไม่มีเป้าหมาย เหตุใดกุหลาบจึงผลิดอก จงถามกุหลาบ มันจะตอบว่า “ฉันก็ไม่รู้ แต่การผลิดอกนั้นงดงาม จะต้องรู้ไปเพื่ออะไรเล่า ผลิบานในตัวเอง โดยเนื้อแท้นั้นช่างงดงาม” ถามนก “ทำไมเจ้าจึงร้องเพลง” นกก็จะงงงวยกับคำถามไร้สาระที่คุณถาม การร้องเพลงนั้นสวยงาม มันเป็นสิริมงคล ทำไมถึงต้องถามด้วย แต่จิตนั้นแส่ส่ายหาเป้าหมาย จิตเป็นนักบรรลุ มันไม่อาจแค่เป็นสุขได้ ต้องมีเป้าหมายบางอย่างในอนาคตให้บรรลุ มีวัตถุประสงค์ไปให้ถึง แล้วจิตถึงจะรู้สึกดี ถ้าไม่มีอะไรให้ไปถึง มันจะแฟบ แต่นั่นก็คือสิ่งที่ความพยายามทั้งหมดควรจะเป็น ปล่อยให้มันแฟบ !

ไม่มีจุดประสงค์ ไม่มีเป้าหมาย ชั่วขณะนี้ สรรพสิ่งที่ดำรงอยู่คือการเฉลิมฉลอง ทุกสิ่งยกเว้นตัวคุณ ทำไมถึงไม่เข้าร่วมด้วยเล่า ทำไมถึงไม่เป็นเช่นดอกไม้ เพียงผลิบานโดยไร้เป้าหมาย และเหตุใดจึงไม่เป็นเช่นแม่น้ำ ที่ไหลไปโดยไร้ความหมาย ทำไมถึงไม่เป็นเช่นมหาสมุทรที่คำรามก้อง เพียงพอใจที่จะเป็น

– OSHO
คุรุวิพากษ์คุรุ หน้า 141

—–

ผมชอบอ่านงานเขียนของโอโชมาก

เพราะตัวหนังสือของเขาจะคอยเตือนเราว่า “เฮ้ย มันยังมีวิธีมองโลกในมุมอื่นอยู่นะ”

โอโชเคยได้รับการขนานนามจากทอม รอบบินส์ว่า “ชายที่อันตรายที่สุดถัดจากพระเยซู” (The most dangerous man since Jesus Christ)

คนที่ชอบอ่านหนังสือของโอโชอาจจะต้องมีใจซาดิสม์นิดๆ เพราะโอโชชอบตีแสกหน้าความกลับกลอกของมนุษย์ (ซึ่งเราเองในฐานะคนอ่านก็มีอาการอย่างนี้เช่นกัน) โอโชท้าให้เราสบตากับความจริงและตื่นจากการใช้ชีวิตอย่างขาดสติและทำตามที่คนอื่นๆ เขาคิดว่าดี

ยิ่งอ่านเหมือนยิ่งโดนโอโชด่า แต่ก็สนุกจนวางไม่ลง

ใครที่ไม่เคยอ่านงานของโอโช ขอแนะนำครับ

แต่ขอเตือนในฐานะคนอาบน้ำร้อนมาก่อน – อย่าอ่านหนังสือของโอโชเยอะเกินไป

เพราะมันจะทำให้ความคิดของเราเป็นขบถเสียจนอยู่ในโลกคนปกติได้ยาก

—–

ฝรั่งนั้นพร่ำสอนเราว่า การจะมีชีวิตที่มีความสุขนั้น คุณต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน กล้าเดินออกจากความเคยชินเดิมๆ (get out of your comfort zone) และเดินตามเป้าหมายนั้น

นักสร้างแรงบันดาลใจและไลฟ์โค้ช (Life Coach) เกือบทุกคนก็บอกว่าเราต้องเขียนเป้าหมายลงกระดาษ แล้วไปพิชิตมันมาให้ได้

แต่โอโชกลับบอกว่า ชีวิตนั้นไม่มีเป้าหมาย มันคือการละเล่นที่ไร้จุดประสงค์

อ้าว แล้วจะให้ผม/ฉัน/กรู ทำอะไรล่ะทีนี้? จะให้ใช้ชีวิตแบบซังกะตายไร้จุดหมายรึยังไง?

แต่จะว่าไป การไม่มีจุดหมาย ไม่ได้แปลว่าชีวิตจะต้องน่าเบื่อหรือซังกะตายเสียหน่อย

นั่งเล่นกับลูกไม่มีเป้าหมาย

นั่งมองพระอาทิตย์ตกดินก็ไม่มีเป้าหมาย

นอนฟังเสียงนกร้องยามเช้ายิ่งไม่มีเป้าหมายใหญ่เลย

การมีเป้าหมายนั้นย่อมมีข้อดี เพราะมันช่วยผลักดันให้เราเติบโต และ(เค้าว่ากันว่า)จะช่วยให้เราเข้าใกล้ความสมบูรณ์พูนสุข (abundance) มากขึ้น

แต่ถ้าเราพุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่เป้าหมาย และออกเดินทางสู่เป้าหมายอย่างมีวินัยและแน่วแน่ ดวงตาที่มัวจับต้องแต่เป้าหมายนั้น คงไม่อาจมองเห็นดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานอยู่ริมทาง

คำถามที่โอโชสะกิดให้เราคิดก็คือ การมีเป้าหมายนั้นจำเป็นรึเปล่าสำหรับการมีชีวิตที่ดี?

จำเป็นหรือไม่จำเป็น ขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะตัดสิน

ผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกสิ่งที่โอโชพูด

แต่ผมชอบที่เขาชี้ให้เห็นอีกความเป็นไปได้หนึ่งของการใช้ชีวิต

การมีทางเลือกมากกว่าหนึ่ง ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีนะครับ

—–

ขอบคุณหนังสือ คุรุวิพากษ์คุรุ ประพันธ์โดย OSHO แปลโดย โตมร สุขปรีชา สำนักพิมพ์ GM Books

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณภาพจาก Quora

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานหลอกเด็ก

20150904_TaleStupidBoy

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เป็นนิทานที่ผมได้ยินครั้งแรกตอนที่ Edward de Bono มาบรรยายที่เอเชี่ยนยูเมื่อประมาณ 14 ปีที่แล้ว แต่เพิ่งมานึกขึ้นได้ตอนอ่านโพสต์คล้ายๆ กันใน Quora ครับ

ขอเล่าด้วยสำนวนตัวเองนะครับ

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งในประเทศออสเตรเลีย

จิมมี่เป็นเด็กวัยห้าขวบที่มักจะโดนเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเรียกให้มาคุยด้วยแล้วให้ค่าขนมอยู่เสมอ โดยให้เลือกระหว่างเหรียญหนึ่งดอลล่าร์และเหรียญสองดอลล่าร์

ที่ออสเตรเลียนั้นเหรียญ 2 ดอลล่าร์จะมีขนาดเล็กกว่าเหรียญ 1 ดอลล่าร์ (ตามรูปด้านบน)

จะโดนเรียกกี่ที จิมมี่ก็เลือกเหรียญใหญ่เสมอ และเด็กวัยรุ่นก็จะมองหน้ากันแล้วหัวเราะในความไร้เดียงสาของเด็ก

วันหนึ่งเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้เรียกหญิงสาวข้างบ้านมาดูด้วย

“พี่คอยดูนะ เดี๋ยวจิมมี่มันก็เลือกเหรียญ 1 ดอลล่าร์อีก”

ว่าแล้ววัยรุ่นก็เรียกจิมมี่มาคุยด้วยนิดหน่อย และเสนอค่าขนมด้วยวิธีเดิม แล้วจิมมี่ก็เลือกเหรียญ 1 ดอลล่าร์อีกจริงๆ

พอจิมมี่เดินพ้นสายตาไป เด็กวัยรุ่นก็หันมาบอกหญิงสาวว่า “เห็นมั้ยพี่ เจ้าจิมมี่นี่มันโคตรซื่อบื้อเลย”

หญิงสาวเดินจากมาด้วยความไม่สบายใจเท่าไหร่ เผอิญเห็นจิมมี่ที่เพิ่งเดินออกจากร้านสะดวกซื้อพร้อมไอติมในมือ (สงสัยจิมมี่เอาเงินที่เพิ่งได้ไปซื้อมา) จึงถามจิมมี่ว่า

“จิมมี่จ๊ะ หนูรู้มั้ยว่าจริงๆ แล้วเหรียญอันที่เล็กกว่านี่มันมีค่ามากกว่าเหรียญใหญ่อีกนะ”

“อ๋อ ผมรู้อยู่แล้วครับ” จิมมี่ตอบ

หญิงสาวงงเล็กน้อย “แล้วทำไมเธอถึงเลือกเหรียญ 1 ดอลล่าร์ทุกทีเลยล่ะ?”

“ถ้าผมเลือกเหรียญ 2 ดอลล่าร์ คราวหน้าเค้าก็ไม่เรียกผมแล้วสิครับ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า?

—–

ขอบคุณเรื่องจาก Quora และ Edward De Bono 

ขอบคุณภาพจาก Quora

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ความตรงต่อเวลาของฝรั่ง

20150903_Punctuality

ในบรรดานิสัยที่แตกต่างกันระหว่างคนไทยกับฝรั่ง นิสัยหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือความตรงต่อเวลา

ถ้าให้ผมวิเคราะห์ง่ายๆ แบบไม่ได้อ้างอิงตำราอะไร ผมว่ามีสองเหตุผล

ข้อหนึ่ง เพราะการเดินทางของฝรั่งเขากะเวลาง่ายกว่าเรา บ้านเมืองเขารถไม่ติดมากเท่าเมืองไทย แถมขนส่งมวลชนของเขาก็ตรงต่อเวลาและเชื่อถือได้ ฝรั่งจึงไม่มี “ข้ออ้าง” ให้มาสาย ไม่เหมือนคนไทยที่เราสามารถอ้างรถติดได้เสมอ (แม้ว่าจริงๆ แล้วเรามัวแต่อ้อยอิ่งทำอย่างอื่นมากกว่า)

แต่เหตุผลเพียงข้อเดียวก็ยังไม่ตอบโจทย์ว่า สมัยก่อนที่ฝรั่งจะมีขนส่งมวลชนที่เชื่อถือได้ ทำไมฝรั่งก็ยังให้ความสำคัญต่อการตรงต่อเวลาซึ่งก็นำผมไปสู่เหตุผลก็คือสภาพอากาศครับ (อันนี้มโนเอาเองล้วนๆ)

นึกภาพขวัญนัดเจอเรียมที่ริมคลองแสนแสบ ถ้าเรียมมาช้า ขวัญก็ยังหาร่มไม้นั่งรอได้ หรือถ้าร้อนนักก็กระโดดลงเล่นน้ำรอซะเลย

แต่ถ้าขวัญกับเรียมเกิดที่อังกฤษ นัดกันแถวริมแม่น้ำเธมส์ การมาสายของอีเรียมย่อมหมายความว่าไอ้ขวัญต้องยืนปากสั่นท้าลมหนาว ณ อุณหภูมิ 10 องศา จะลงเล่นน้ำก็ไม่ได้ (เผลอๆ ฝนตกอีก) ถ้าเรียมมาช้าซักครึ่งชั่วโมง ผมว่างานนี้ขวัญมีเคืองแน่ๆ

—–

ประสบการณ์ส่วนตัวของผม เกี่ยวกับเรื่องความตรงต่อเวลาของฝรั่ง

ปี 1996 : สมัยนั้นผมเตะบอลแทบจะเป็นอาชีพเสริม วันเสาร์เตะสองนัด วันอาทิตย์เตะอีกหนึ่งนัด วันนั้นเราต้องไปเตะ “นอกบ้าน” คือเมืองข้างๆ โดยมีผู้ปกครองอาสาขับรถพาเด็กๆ ไป ผมก็เป็นหนึ่งในเด็กๆ ที่จะติดรถคุณน้าคนนี้ไปด้วย

คุณน้าบอกว่าจะมารับที่สนามซ้อมตอนบ่ายโมงตรง (โดยนักเตะอีกสองคนก็จะมารอที่นี่) พอดีเพื่อนผมชื่อโยนบ้านอยู่แถวนั้นเลยแวะไปบ้านโยนก่อน มัวแต่เล่นเพลินไปหน่อย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เกือบถึงเวลานัดแล้ว ผมรีบวิ่งออกมา ในใจ็คิดว่าเค้าคงไม่ทิ้งเราหรอก เพราะผมเป็นหนึ่งในผู้เล่นกำลังหลักของทีมด้วย

ผมไปถึงสนามตอน 13:05 ปรากฎว่าเงียบสนิท สมัยนั้นยังไม่มีมือถือด้วยเลยติดต่อใครไม่ได้ ผมนั่งรออยู่เกือบครึ่งชั่วโมงก็ไม่มีใครมา สุดท้ายผมเลยอดแข่ง

วันรุ่งขึ้นเจอคุณน้า เขาบอกว่าเขาวิ่งวนมาดูแล้วถึงสองรอบคือตอน 12:50 กับ 13:00 แต่ก็ยังไม่เจอผม สุดท้ายเขาก็เลยต้องตัดสินใจมุ่งหน้าสู่สนาม

—–

ปี 2001 : สมัยฝึกงานอยู่ที่เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผมนัดกับนักเรียน IAESTE อีกประมาณ 7 คนว่าจะไปเดินเขาที่ Zermatt เพื่อจะชมวิวยอดเขา Matterhorn (ยอดเขาที่เป็นโลโก้ของช็อกโกแล็ตทอเบิลโลน)

เรานัดเจอที่จุดนัดพบของที่สถานีรถไฟหลัก Zürich Hauptbahnhof (อ่านว่าเฮ้าบานหอบ) อารมณ์คล้ายๆ หัวลำโพงบ้านเรา

ผมไปสายห้านาที และก็เป็นอย่างที่กลัว คือไม่เหลือใครแล้ว!

โชคดีที่มีคนไปสายกว่าผม ผมจำชื่อเขาไม่ได้แล้ว แต่เป็นสาวจากประเทศแถบอเมริกาใต้ (ประเทศเขตร้อนเหมือนผมเลย มิน่าสายเหมือนกัน!) เราเลยต้องเดินทางไปด้วยกันเองสองคน ใช้เวลาสี่ชั่วโมงกว่าจะได้เจอพรรคพวกที่โรงแรมตอนเกือบจะห้าทุ่มแล้ว

—–

ประสบการณ์เหล่านี้เลยทำให้ผมเป็นคนค่อนข้างให้ความสำคัญต่อการตรงต่อเวลาพอสมควร (แต่ก็ยังบกพร่องอยู่นะครับ)

จริงๆ ผมก็อยากให้คนไทยตรงต่อเวลามากขึ้นนะ เพราะการที่เราไม่รักษาเวลา ปล่อยให้คนอื่นต้องนั่งรอ ก็เป็นการแสดงออกว่าเราขาดความเคารพต่อเขา

และเมื่อ “ชีวิต” ก็คือ “เวลา” เจ็ดสิบกว่าปี ที่เราจะได้อยู่บนโลกใบนี้

การไม่รักษาเวลา ก็เหมือนเป็นการ “ฆ่า” คนอื่นดีๆ นี่เอง (แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวก็เถอะ)

ถ้าเราไปตามเวลาไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยที่สุดเราควรจะโทร.บอกคนที่รอเราอยู่ว่า เราจะไปถึงประมาณเมื่อไหร่ เขาจะได้ตัดสินใจถูกว่าควรทำอะไรดี

เพราะไม่มีอะไรน่าหงุดหงิดไปกว่าการได้ยินเพื่อนที่มาสายบอกว่า “ใกล้จะถึงแล้ว” แต่กลับปล่อยให้เรารอไปอีกเป็นชั่วโมงหรอกนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

คำภาษาอังกฤษที่เราใช้ผิดเป็นประจำ

20150902_EnglishWrongUsage

วันนี้อยากมาแชร์เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเรื่องภาษาอังกฤษที่ผมเห็นว่าพวกเราชอบใช้ผิดกันบ่อยๆ นะครับ

—–
คำที่คนไทยมักสะกดผิด
—–

Baht vs Bath
Baht แปลว่า สกุลเงินบาท
Bath แปลว่า อ่างอาบน้ำ

กี่ครั้งแล้วที่เราเห็นป้ายราคาอาหารและสิ่งของลงท้ายด้วยคำว่า Bath (อ่างอาบน้ำ) อาจจะไม่น่าถือสานักถ้าเป็นร้านค้าข้างทางที่อยากแปะป้ายให้ฝรั่งอ่านออก แต่ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ หรือเว็บไซต์ที่เขียนคำว่า Baht ผิดเป็น Bath นี่ความน่าเชื่อถือจะลดฮวบเลยทีเดียว

อ้อ แล้วคำว่า baht ไม่ต้องไปเติม s ต่อท้ายนะครับ เพราะเท่าที่ผมสังเกตสกุลเงินอย่าง Yen หรือ Yuan (Renminbi) เขาก็ไม่เติม s เช่นกัน

Angel vs Angle
Angel แปลว่า นางฟ้า
Angle แปลว่า มุม

หลายครั้งเหลือเกินที่ผมเห็นคนพร่ำพรรณนาว่า You are my angle – คุณคือมุมของผม! – แทนที่จะซึ้งเลยกลายเป็นการเปิดโปงให้เห็นเลยว่ามัวเมาในรักจนเสียการเรียน

Stationery vs Stationary
Stationery แปลว่าอุปกรณ์เครื่องเขียน
Stationary แปลว่าอยู่กับที่

ผมเคยเห็นร้านหนังสือชื่อดังร้านหนึ่งที่อยู่ในคอมมิวนิตี้มอลล์เลียบทางด่วนรามอินทราใช้คำว่า Stationary เพื่อบ่งบอกว่านอกจากร้านนี้ขายหนังสือ ซีดี และ ดีวีดี แล้ว ยังขายความนิ่ง เอ๊ยปากกาสมุดดินสอด้วยนะ

—–
ประโยคที่คนไทยมักใช้ผิด
—–

Discuss = สนทนา / ปรึกษาหารือ
ตัวอย่างที่ผิด I want to discuss about this issue tomorrow
ตัวอย่างที่ถูก I want to discuss this issue tomorrow

เวลาใช้คำว่า Discuss เรามักจะตามด้วย about กันเป็นประจำ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่ต้องใช้เลยครับ ให้ต่อกิริยาตัวนี้ด้วยกรรมได้เลย

ถ้าอยากจะใช้ about จริงๆ ก็ต้องเปลี่ยนจาก discuss เป็น discussion แทน เช่น

I want to have a discussion about this issue tomorrow

—–

Comprise = รวมถึง / ประกอบด้วย

ตัวอย่างที่ผิด The house comprises of three bedrooms and two bathrooms
ตัวอย่างที่ถูก The house comprises three bedrooms and two bathrooms

เวลาใช้คำว่า Comprise ไม่ต้องมี of ตามหลัง ที่บางคนต่อด้วย of อาจจะเป็นเพราะนึกว่าใช้เหมือนกันคำว่า consist:

A traditional family consists of parents, children, and grandparents.

ถ้าอยากจะใช้ of กับ comprise ด้วยกันจริงๆ ต้องใช้ในรูป is comprised of:

The house is comprised of three bedrooms and two bathrooms

—–

The same as = เหมือนกัน

ตัวอย่างที่ผิด My shirt is as same as yours
ตัวอย่างที่ถูก My shirt is the same as yours

เรามักจะเห็นคำนี้เขียนผิดในรูป “as same as” ซึ่งใช้ไม่ได้ ไม่ว่าจะในกรณีไหนๆ

เดาว่าคนใช้น่าจะไปสับสนกับ “as <adjective> as” มากกว่าเช่น

I am as tall as you are
He doesn’t run as fast as I do

—–

Due to = เนื่องจาก

ตัวอย่างที่ผิด Due to the weather was bad, I came in late
ตัวอย่างที่ถูก Due to bad weather, I came in late

ตัวอย่างที่ผิด Due to I want to take an annual leave tomorrow
ตัวอย่างที่ถูก Due to personal reasons, I would like to take an annual leave tomorrow

เรามักใช้ Due to ตามด้วยประโยคแบบเต็มๆ ที่มีประธาน+กิริยา(+กรรม)

แต่จริงๆ แล้ว Due to ต้องต่อด้วยคำนามเท่านั้น

EDIT 3/9/2015: พอผมไปอ่านในเน็ตเพิ่มแล้วก็พบว่าการใช้ Due to เพื่อขึ้นต้นประโยคนั้นจริงๆ ควรจะหลีกเลี่ยงไปเลย ใช้คำว่า Because of จะเหมาะสมกว่า

—–

Ever = เคย

ตัวอย่างที่ผิด I have ever done this before
ตัวอย่างที่ถูก I have done this before / I used to do this before

ตัวอย่างที่ผิด She ever lived in Paris
ตัวอย่างที่ถูก She used to live in Paris /  She has lived in Paris

คำว่า ever ที่แปลว่าเคยนั้น จะใช้ได้เฉพาะในรูปแบบประโยคคำถามหรือประโยคปฏิเสธเท่านั้น

Have you ever done this before?
I have never done this before

แต่ในประโยคบอกเล่าเขาไม่ใช้กันครับ ถ้าจะมีใกล้เคียงสุดก็คือ

I don’t think I have ever done this before

ซึ่งก็คือประโยคปฏิเสธกลายๆ นั่นเอง

—–

Every day = ทุกๆ วัน

ตัวอย่างที่ผิด I check Facebook everyday*
ตัวอย่างที่ถูก I check Facebook every day

อันนี้ขอสารภาพว่าเพิ่งมารู้เมื่อไม่นานมานี้เอง (นายฝรั่งบอกว่าผมใช้คำนี้ผิด) เพราะคิดว่า every day กับ everyday นั้นความหมายเดียวกัน

every day เป็น adverb ที่ไปขยายกิริยาว่าทำสิ่งนี้ทุกๆ วัน

ส่วน everyday นั้นเป็น adjective แปลว่า ธรรมดา ปกติ เห็นกันได้เป็นประจำ คล้ายๆ คำว่า ordinary หรือ normal นั่นเอง

He made the most of his everyday experience
I prefer you in your little grey everyday dress

—–

ทั้งหมดนี้คือคำและประโยคภาษาอังกฤษที่คนไทยมักเขียนผิด (และก็ดันลอกตามๆ กันมาจนนึกว่ามันถูก!) ที่อยากฝากให้พิจารณาและบอกต่อครับ

อ้อ แล้วถ้าคิดถึงคำไหนหรือรูปประโยคไหนที่เรามักจะใช้ผิดกันอีก ก็มาเล่าให้ฟังได้ที่เพจ Anontawong’s Musings นะครับ ถ้าผมเห็นว่าโอเค ผมจะเอามาลงบล็อกและใส่เครดิตให้ด้วยครับ

—–

* EDIT 10:06 3/9/2015  ตอนแรกผมใช้คำว่า  I play Facebook everyday ซึ่งคำว่า play จริงๆ แล้วไม่ใช่คำที่ฝรั่งใช้กันเวลาเล่นเฟซบุ๊ค จึงควรจะใช้คำว่า check มากกว่า ขอบคุณน้องกวาง (ซึ่งเคยทำงานอยู่ทอมสันรอยเตอร์) ที่ชี้แนะครับ

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

สุขอย่างทาส

20150901_Slave

ความสุขของคนเราสมัยนี้ล้วนแต่ต้องพึ่งพาสิ่งนอกตัว

เราพึ่งพาสิ่งใด เราก็กลายเป็นทาสของสิ่งนั้น

– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

—–

วันนี้ตอนสองทุ่มผมลงจากรถ BTS เพื่อไปรอแฟนที่ห้างหรูในเมือง

ขณะเดินผ่านประตูเข้าห้างที่มีเครื่องเอ๊กซ์เรย์แบบในรถใต้ดิน ผมก็เห็นเจ้าหน้าที่กำลังนั่งยองๆ อยู่ใต้โต๊ะ

ดูลักษณะท่าทางแล้วเขากำลังเล่นมือถืออยู่

ถ้าผมถือวัตถุอันตราย แล้วเดินเลี่ยงประตูเอ๊กซ์เรย์เข้าไปในห้าง ผมเชื่อว่าเขาจะไม่เห็น

นึกแล้วก็แอบเศร้าเล็กน้อยที่ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนจะพลิกผันกันได้เพียงเพราะคนเราบกพร่องต่อหน้าที่โดยมีสาเหตุจากอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์เครื่องนี้

เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยเห็นภาพประมาณนี้

วินมอเตอร์ไซค์ขี่รถไปคุยโทรศัพท์ไป

ตำรวจจราจรยืนเช็คเฟซบุ๊คกลางท้องถนน

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่ส่งข่าวลือและรูปภาพ “สวัสดีวันจันทร์” ในไลน์กันรัวๆ

วันหนึ่งเราอาจจะได้เห็นคุณหมอและพยาบาลส่งสติกเกอร์หาเพื่อนระหว่างอยู่ในห้องผ่าตัดก็ได้

—–

ถ้าคนจากปี 1995 ปี มาเห็นพวกเราก็คงรู้สึกประหลาดใจที่พวกเราทุกคนก้มหน้ากันตลอดเวลา

หรือแม้กระทั่งปี 2035 (ซึ่งผมเดาว่าเราน่าจะเปลี่ยนไปเล่นของเล่นชิ้นอื่นกันแล้ว) ได้เห็นรูปถ่าย/วีดีโอชีวิตประจำวันของคนสมัยนี้ ก็คงขำเหมือนกันว่า ทำไมมนุษย์ปี 2015 ถึงเสียบุคลิกกันขนาดนี้

มือถือมันมีเสน่ห์เพราะเราใช้มันทำอะไรได้หลายต่อหลายอย่าง

และการที่เราต้องพึ่งพามันตลอดเวลาจนขาดไม่ได้นี่แหละ ที่ทำให้เรากลายเป็นทาสของมัน

เราไม่ได้เป็นเจ้าของมือถืออีกต่อไป มือถือต่างหากที่เป็นเจ้าของเรา

ไม่ใช่เฉพาะมือถือ ยิ่งความสุขของเราแขวนอยู่กับสิ่งนอกกายมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีจำนวน “เจ้านาย” มากขึ้นเท่านั้น

ลองถามตัวเองก็ได้ว่า นอกจากปัจจัยสี่แล้ว ทุกวันนี้มีอะไรที่เราขาดไปแล้วจะทุรนทุรายบ้าง?

เงินสด บัตรเครดิต แล็ปท๊อป อินเตอร์เน็ต Facebook LINE แป้งรองพื้น มัสคารา หรือแม้กระทั่งกาแฟดีๆ สักแก้ว

ผมไม่ได้บอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ดี

เพียงแต่ในบางวัน เราควรจะลองมีชีวิตโดยไม่ต้องใช้สิ่งเหล่านี้ดู

มีความสุขโดยพึ่งพาของนอกกายให้น้อยที่สุด

ดีกรีความเป็นทาสของเราจะได้ลดลงบ้าง

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่