เมื่อ CEO Wongnai ตัดสินใจลดน้ำหนัก

20150706_WongnaiWeFit

“ผมว่าผมเป็น CEO ที่อ้วนที่สุดในวงการแล้วพี่”

นี่คือคำตอบของยอดตอนที่ผมถามเขาว่าทำไมถึงอยากลดน้ำหนัก

คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้จักว่ายอดเป็นใคร

ยอด ชินสุภัคกุล คือ CEO และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Wongnai (วงใน) ครับ

“วงใน” คือเว็บไซต์และแอพบนมือถือที่ช่วยตอบคำถามคลาสสิคของคนไทยว่า “กินอะไรดี” ด้วยการรวบรวมข้อมูลร้านอาหารตามหัวเมืองใหญ่ๆ เพื่อให้เราหาร้านอร่อยๆ ทานกันได้ง่ายๆ

ที่รู้ว่ามันอร่อย เพราะว่าคนที่เคยไปทานมาแล้วเขาเขียนรีวิวแบ่งปันเอาไว้ โดยไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็สามารถเขียนรีวิวได้ ลองดูตัวอย่างได้ที่นี่

ถ้ายังไม่เห็นภาพก็ลองเข้าไปดูในเว็บ wongnai.com หรือดาวน์โหลดแอพสำหรับ iPhone / Android / Windows Phone ได้ครับ

—–
ที่มาที่ไป Wongnai WeFit

ผมกับยอดรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยอยู่ทอมสันรอยเตอร์ โดยยอดเป็นคนรับผมเข้าทีม Support และเป็นหัวหน้าของผมอยู่สามปีก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อโทที่เมืองนอก

พอยอดเรียนจบก็คิดจะทำวงใน และผมเองก็เข้าไปมีส่วนช่วยตั้งแต่ช่วงตั้งไข่ รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ แล้วแต่จังหวะและทักษะจะเอื้ออำนวย

เมื่อปลายเดือนมกราคมปีนี้ ยอดก็บอกกับผมว่าเขาอยากจะทำโครงการ Wongnai WeFit โดยจะชวนพนักงานของวงในมาออกกำลังกายและลดน้ำหนักร่วมกัน

และยอดอยากให้ผมช่วยไปเป็นโค้ช!

ผมเองไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาเป็นโค้ชลดน้ำหนักให้กับใคร เพราะไม่ได้โดดเด่นด้านกีฬาเป็นพิเศษ

แต่ยอดคงเห็นว่าเรื่องบางเรื่องที่ผมรู้ วิธีการสื่อสาร และความอาวุโสกว่า (เพียงเล็กน้อย!) ของผม ก็น่าจะทำให้ผมเหมาะที่จะทำหน้าที่นี้

โปรเจ็คนี้ถือว่าท้าทายอย่างยิ่ง เพราะคิดถึงวงในก็ต้องคิดถึงเรื่องอาหาร พนักงานหลายคน (รวมถึงยอดด้วย) มีความจำเป็นต้องออกไปชิมอาหารหรือไปเป็นกรรมการตัดสินอาหารอร่อยๆแทบทุกวัน เพราะฉะนั้นการลดน้ำหนักย่อมมีอุปสรรคมากกว่าคนทั่วไป

แต่ยิ่งท้าทายก็ยิ่งน่าสนุก!

—–

เหตุผลที่เข้าร่วมโครงการ

มีพนักงานสมัครเข้าโครงการ Wongnai WeFit ทั้งสิ้น 15 คน เป็นชาย 6 หญิง 9 และในจำนวนนี้มีหนึ่งคนที่อยากจะเพิ่มน้ำหนักเพราะกินยังไงก็ไม่อ้วน

ผมเข้าไปคุยที่ออฟฟิศวงในเพื่อถามไถ่ว่าอะไรเป็นแรงจูงใจให้แต่ละคนอยากลดน้ำหนัก

นี่คือตัวอย่างครับ

  • ตรวจสุขภาพแล้ว Indicator เกินเกือบทุกตัว
  • เป็น CEO ที่อ้วนสุดในวงการ แสดงถึงความไม่มีระเบียบวินัย
  • แต่ก่อนเคยพยายามลดแล้วก็ไม่สำเร็จ
  • อยากสวย อยากดูดี อยากลดพุง
  • แฟนด่า / โดนกดดันจากคนรอบข้าง
  • เคยผอมมาก่อน อยากกลับไปหนักเท่าเดิม
  • อยากมีเงินเก็บเพราะใช้เงินกับการกินเยอะเกินไป

—–

แนวทาง

เมื่อคุยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมก็ร่างยุทธวิธีและส่งเมล์หาผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนดังนี้

Wongnai WeFit คือโครงการที่พนักงานวงใน 15 ชีวิตจะทำร่วมกันเป็นเวลาประมาณ 12 สัปดาห์ (28 ม.ค. – 22 เม.ย) เพื่อลดน้ำหนักและมีสุขภาพที่ดีขึ้น

โดยผู้เข้าร่วมทุกคนตกลงใจว่าจะออกกำลังกายทุกวันและทานมื้อเย็นให้น้อยลง

เป้าหมายคือลดน้ำหนักรวมกันให้ได้ 40 กิโล (ตกคนละ 3 กิโล)

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้การออกกำลังกายและทานอาหารให้พอดีกลายเป็นอุปนิสัยของเรา เพื่อให้มันติดตัวเราไปโดยตลอดแม้จะจบ Wongnai WeFit ไปแล้วก็ตาม

ซึ่งจะทำได้โดย

1. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการออกกำลังกายและลดการกินอาหารเกินความจำเป็น
a. เอากางเกงขาสั้นและรองเท้าออกกำลังกายมาไว้ที่ออฟฟิศ
b. เอาขนมขบเคี้ยวที่อยู่ในลิ้นชักหรืออยู่บนโต๊ะไปวางไว้ในที่ๆ หยิบยากๆ
c. เอาน้ำเปล่ามาใส่ไว้ในตู้น้ำตรงทางเข้าออฟฟิศ
d. เอาเครื่องออกกำลังกายมาไว้ที่ออฟฟิศ -> เดี๋ยวยอดจะไปซื้อมาวางไว้ให้ชั้นละหนึ่งตัว
e. ซื้อผลไม้แบบเก็บได้นานๆ และกินง่ายๆ มาไว้ทานเผื่อหิวตอนเย็น เช่นแอปเปิ้ล เงาะ ส้ม

2. หาบั๊ดดี้ เพื่อ make sure ว่าบั๊ดดี้ของตัวเองได้ออกกำลังกายแล้วในวันนี้ (อาจจะนัดไปพร้อมกันเลยก็ได้)

3. ตั้งเป้าให้ง่ายที่สุด – Set a goal that’s so easy it is impossible to fail. ยกตัวอย่างเช่น ปั่นจักรยานให้ได้วันละ 2 นาที หรือตักข้าวออกไปสองช้อนก่อนเริ่มกินมื้อเย็น

4. รายงานผล – เมื่อวิ่งหรือปั่นจักรยานได้ตามเป้าแล้ว มารายงานตัวที่ Wongnai We Fit Daily Journal

5. ทำให้ได้ทุกวัน – อันนี้สำคัญมากๆ ช่วงหนึ่งเดือนแรก การออกกำลังกายวันละ 2 นาทีให้ได้ทุกวัน ยังดีกว่าออกวันละ 15 นาทีแบบวันเว้นวัน

6. ค่อยเป็นค่อยไป เราใช้เวลาตั้งหลายเดือนหรือหลายปีกว่าจะอ้วนได้เท่านี้ ดังนั้นตอนจะลดก็ต้องใช้เวลาเยอะเหมือนกัน ถ้ารีบไปกว่านั้นมันจะผิดธรรมชาติ และโอกาส “แพ้” สูง

7. หนึ่งสัปดาห์ค่อยว่ากัน อย่าเปลี่ยนเป้าหมายระหว่างสัปดาห์ ให้เราทำตามเป้าติดต่อกันให้ได้หนึ่งสัปดาห์แล้วค่อยเปลี่ยนเป้าให้มันยากขึ้นอีกนิดนึง ด้วยวิธีนี้ การออกกำลังกายจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไป ถ้าเราใจร้อนแล้วออกกำลังกายจนเหนื่อยเกินไป จิตใต้สำนึกจะบันทึกมันเป็นความเจ็บปวด แล้วจะหลอกล่อให้เราไม่อยากกลับมาออกกำลังกายอีก

8. อย่าเปรียบเทียบ ในช่วงหนี่งเดือนแรกยังไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นเขาจะออกกำลังเยอะแค่ไหน สิ่งเดียวที่เราควรใส่ใจคือสร้างนิสัยใหม่ ส่วนเรื่องลดน้ำหนักค่อยมาดูช่วงสองเดือนสุดท้าย

9. อยู่บ้านก็ทำได้ เช่นกระโดดตบ ซิทอัพ ชกลม เล่นฮูล่าฮูป หรือลองกูเกิ้ล 2 minute workout ก็ได้ เช่น http://neilarey.com/workouts/2minute-workout.html

—–

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • คนสมัยก่อนๆ ที่ยังต้องออกล่าสัตว์ ไม่ได้กินอาหารครบสามมื้อเหมือนอย่างทุกวันนี้ ร่างกายมนุษย์จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กินอิ่มตลอดเวลาอย่างในยุคปัจจุบัน
  • อย่าเกลียดหรือกลัวความหิว เพราะเวลาเราหิว ร่างกายจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอด้วยยีนที่ชื่อ เซอร์ทูอิน (Sirtuin) ในขณะเดียวกันร่างกายก็จะผลิต Growth Hormone ออกมา ทำให้เราคงความหนุ่มสาวเอาไว้ ดังนั้นการปล่อยให้ท้องหิวบ้างจะทำให้เราสุขภาพดีขึ้น หน้าเด็กลง และอายุยืนขึ้น
  • ไม่ต้องกลัวว่าปล่อยให้ท้องร้องแล้วจะเป็นโรคกระเพาะ เพราะแท้จริงแล้วโรคกระเพาะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย 
  • ตอนแรกแม้แต่คุณหมอส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครเชื่อว่าโรคกระเพาะเกิดจากแบคทีเรีย แต่สุดท้ายคนที่พิสูจน์และนำเสนอทฤษฏีนี้ก็ได้รับรางวัลโนเบลไปเรียบร้อยแล้ว
  • จากการทดลองกับสัตว์ทุกชนิดพบว่า เมื่อลดปริมาณอาหารลง 40% จะทำให้อายุยืนขึ้น 1.5 เท่า
  • ถ้าเรามีเงิน 1 ล้านบาท แล้วไปลงทุนที่ผลตอบแทน 15% ต่อปี ภายใน 5 ปี เราจะมีเงินเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านบาท เพราะฉะนั้นการที่คุณมีอายุยืนยาวขึ้นก็เป็นการเพิ่มโอกาสที่จะรวยมากขึ้นด้วย
  • ดร.สนอง วรอุไร ทานอาหารวันละแค่มื้อเดียวมาหลายสิบปีแล้ว โดยท่านถือว่าอาหารก็คือซากศพ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ตายแล้วหรือพืชที่ตายแล้ว ดังนั้นไม่ควรจะเก็บซากศพไว้ในร่างกายของเราเกินความจำเป็น
  • ขนาดสิงโตเวลาเห็นกระต่ายเดินผ่าน หากมันอิ่มแล้ว มันก็ไม่กิน แต่ถ้าเราอิ่มแล้วยังกิน การกระทำเราแย่กว่าสัตว์ซะอีก!
  • การลดอาหาร แทนที่จะคำนวณแคลอรี่ อาจจะใช้วิธี ลดปริมาณ แทนก็ได้ เช่น กินของอย่างเดิม แต่ใช้จานที่เล็กลง คือใช้หลักการ กับข้าว 1 จานเล็ก คือกินกับข้าวอะไรก็ได้ ที่อยู่ในจานเล็กๆที่เรากำหนดว่ามันน้อยกว่าปกติที่เรากิน และห้ามเติมแล้ว
  • ช่วงที่ลดปริมาณอาหาร ให้ดีก็ควรจะลดขนาดที่เขาตักมาให้ (เช่นขอข้าวน้อยๆ หน่อย) แต่ถ้าทำไม่ได้ กินเหลือแล้วรู้สึกเสียดาย ก็ให้อุทิศให้กับสัมภเวสีซะ (เราได้บุญ เขาได้อิ่ม)
  • ถ้าไม่เชื่อสิ่งที่มองไม่เห็น ก็ยังมีเหตุผลทางการเงินอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ โดยเฉลี่ยแล้ว คนที่ดูดีจะได้เงินเดือนสูงกว่าคนที่หน้าตาไม่ดีหรือบุคลิกแย่ถ้าเราผอมลง สุขภาพแข็งแรง หน้าตาก็จะดีขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าไปเสียดายตังค์ที่กินอาหารเหลือ เพราะตอนที่เราดูดีและมีความมั่นใจในตัวเอง เราจะได้เงินกลับมาเกินคุ้ม
  • ถ้าเราไม่ดูแลสุขภาพเราตอนนี้ ตอนแก่ๆ จะเสียตังค์ค่าหมออีกเยอะเลย
  • การที่เรากินตามใจปาก นอกจากจะทำให้กระเพาะและร่างกายใหญ่ขึ้นแล้ว ยังทำให้กิเลสใหญ่ขึ้นด้วย ยี่งกิเลสเยอะ ยิ่งมีความสุขยาก ยิ่งเราตามใจปาก ความสุขของเราก็จะราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ

—–

อุปกรณ์ที่ทางวงในจัดเตรียมไว้ให้

  • มีเครื่องชั่งน้ำหนักหน้าห้องประชุมของชาว Wongnai WeFit
  • ยอดซื้อจักรยานและเครื่องเดินมาวางไว้ที่ออฟฟิศ
  • มีไฟล์ Google Sheets ที่เอาไว้ให้ทุกคนจนบันทึกน้ำหนักและสิ่งที่ตัวเองกินในแต่ละวัน

—–

วิธีการของแต่ละคน

ทุกๆ สองสัปดาห์ผมจะเข้าไปที่ออฟฟิศวงในเพื่อพูดคุยถามไถ่ถึงความก้าวหน้าและอุปสรรคที่น้องๆ พบเจอ โดยมีป่าน ผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนหนึ่งมาร่วมกันให้คำปรึกษาแก่น้องๆ

วิธีการออกกำลังกายของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป เช่น

  • เล่นฮูล่าฮูปไป ดูทีวีไป
  • ลงเรียนคลาสเต้นอาทิตย์ละสองว้น
  • เล่นโยคะ
  • โดดเชือก / ปั่นจักรยาน
  • วิดพื้น
  • กระโดดตบทุกวัน วันละ 300 ครั้ง โดยไม่เปิดพัดลม
  • เดินขึ้นบันไดที่ออฟฟิศ / ที่หอ

การปรับพฤติกรรมการกิน

  • หลีกเลี่ยงขนมหวานและน้ำหวาน
  • ทำสลัดไว้กินก่อนหกโมงเย็น
  • กินผักให้มากขึ้น
  • กินแป้งน้อยลง
  • กินน้ำเต้าหู้ใส่เม็ดแมงลัก

สิ่งอื่นๆ ที่ทำ

  • เสพคนหุ่นดีๆ (ดูคนหุ่นดีๆ เพื่อเป็นกำลังใจ)
  • ชั่งน้ำหนักทุกวัน
  • ใช้ Jawbones เตือนเรื่องการกิน

—–

อุปสรรคและวิธีการรับมือ

แน่นอน การลดน้ำหนักย่อมต้องมีอุปสรรคอยู่แล้ว และนี่คือปัญหาที่หลายๆ คนเจอ และวิธีการที่ผู้ร่วมโครงการแนะนำให้กัน

คนในครอบครัวไม่เห็นความสำคัญ ทำให้บางทีแม่เตรียมอาหารไว้เยอะ ไม่กินก็กลัวจะเสียใจ วิธีแก้ก็คือบอกสิ่งที่เรากำลังทำให้พวกเขารู้ และขอความร่วมมือและความเข้าใจในช่วงสองสามเดือนนี้

เสาร์-อาทิตย์น้ำหนักมักจะขึ้น เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เช่นเพื่อนชวนไปกินบุฟเฟ่ต์ วิธีรับมือก็คือเราต้องใจแข็งปฏิเสธเรื่องเหล่านี้ อาจจะตามไปเจอกันทีหลังแต่ควรจะหลีกเลี่ยงบุฟเฟ่ต์ให้มากที่สุด

ถ่ายงาน (ที่ต้องชิมอาหารเยอะ) ถ้ากินไม่หมดก็กลัวเสียมารยาท – เรื่องนี้ถ้าแค่เราเอ่ยปากว่า ขอโทษนะคะช่วงนี้กำลังเข้าโครงการลดน้ำหนักที่บริษัทอยู่ ทำให้ต้องควบคุมปริมาณอาหาร เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ย่อมเข้าใจ

ข้อเท้าพลิกเลยออกกำลังกายไม่ได้ – อันนี้โชคร้ายหน่อย แต่เราก็ยังสามารถคุมอาหารได้

ถ้าไม่กินข้าวเย็น จะหิวตอนดึกๆ จนบางทีตะบะแตกกินเยอะไปเลย – ควรจะกินช่วงเย็นๆ รองท้องไว้บ้าง ตอนค่ำจะได้ไม่หิวจนตาลายและขาดสติ

นอนดึก ตื่นสาย ไม่มีเวลากินข้าวเช้า ทำให้กินหนักตอนเที่ยงและตอนเย็น – ดูทีวี/ดูซีรี่ส์/เล่นคอม/เล่นมือถือให้น้อยลง เข้านอนให้เร็วขึ้น

ถ้าช่วงไหนงานเยอะ ก็จะไม่มีเวลาออกกำลังกายที่ออฟฟิศ – จริงๆ การออกกำลังกายถือเป็นการพักเบรกที่ดีอย่างหนึ่ง ผมไม่เชื่อว่าเราจะยุ่งจนไม่มีแม้แต่เวลาจะออกกำลังกายซัก 5 นาที – If you really want to do something, you will find a way. If you don’t, you will find an excuse.

ไม่อยากออกกำลังกายที่ออฟฟิศเพราะกลัวจะมีกลิ่นตัว – จริงๆ ก็ออกกำลังกายตอนเย็นได้ แล้วกลิ่นตัวเราคงไม่ได้แรงขนาดนั้น ถ้าใช้ที่ดับกลิ่นซักหน่อยก็น่าจะโอเคแล้ว แต่ก็เข้าใจว่าสำหรับผู้หญิงนี่อาจเป็นเรื่องใหญ่ หลังจบโครงการยอดเลยสร้างห้องอาบน้ำในออฟฟิศซะเลย

ไม่มีแรงจูงใจเพียงพอ น้ัำหนักเลยไม่ค่อยลดเท่าไหร่ – ผมเลยลองใช้วิธีวางเดิมพันว่า อีกสองสัปดาห์ใครลดไม่ได้ตามเป้าจ่าย 100 บาท ปรากฎว่าทุกคนมีแรงจูงใจขึ้นมาทันที

ช่วงสงกรานต์ไปเที่ยว กินกันอย่างเมามันส์ น้ำหนักขึ้นจนน่าละอาย – เป็นสิ่งคาดได้ว่าจะต้องเจอกันอยู่แล้ว ไม่เป็นไร ขึ้นได้ก็ต้องลดได้

—–
ผลลัพธ์

ผลลัพธ์จะเห็นได้ชัดมากในบรรดาเหล่าผู้ชายเพราะออกกำลังกายกันจริงจัง โดยเฉพาะคนที่อ้วนที่สุดสามคน ลดกันไปไม่ต่ำกว่าคนละ 6 กิโล

โดยเฉพาะยอดที่ลดไปถึง 12.5 กิโล จาก 92.5 เหลือ 80 กิโลตามเป้าที่ตั้งไว้ แม้กว่าจะทำได้ก็ล่วงเลยไปถึงเดือนพฤษภาคมแล้ว

ส่วนผู้หญิง น้ำหนักลดลงเฉลี่ยคนละครึ่งกิโล อาจจะเพราะว่าน้องๆ เค้าไม่ได้อ้วนอะไรมากมาย

สรุปโครงการนี้ลดกันไปได้รวมทั้งสิ้น 35.2 กิโล (จากเป้าหมายเดิม 40 กิโล) ซึ่งถือได้ว่าน่าพอใจ เพราะมีสองคนที่ถอนตัวไประหว่างทาง

เรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นได้แก่

  • น้ำหนักลดลง (ก็ควรจะนะ!)
  • เวลาลงรูปในเฟซบุ๊ค เพื่อนๆ ทักว่าผอมลง
  • กลับมาใส่กางเกงสมัยเรียนได้อีกครัั้ง
  • แม้บางทีจะกินข้าวเย็น น้ำหนักก็ไม่ขึ้นแล้ว
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • กินอาหารเป็นมื้อมากขึ้น
  • กินข้าวเย็นน้อยลงหรือไม่กินเลย
  • รู้สึกอิ่มง่ายขึ้น (กระเพาะเล็กลง)
  • เลิกกินขนมไปเลย (แต่ยังกินเบียร์อยู่)
  • เลิกทานชานมไข่มุกไปเลย ประหยัดเงินไปได้ไม่น้อย

—–

สิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้จาก Wongnai WeFit

  • การลดน้ำหนักมี “ความลับ” แค่สองข้อ คือลดอาหาร กับออกกำลังกาย
  • ทั้งสองอย่างนี้เรามีอำนาจควบคุมเต็มที่
  • ครอบครัวและเพื่อนอาจเป็นอุปสรรรค แต่อุปสรรคหลักคือตัวเอง
  • การวางเดิมพัน อาจเป็นตัวกระตุ้นชั้นดี
  • ถ้าเราต้้งใจจนเห็นผลที่คนสังเกตได้ คำชมของคน และความหลวมขึ้นของเสื้อผ้าจะเป็นแรงผลักดันให้เราตั้งใจลดน้ำหนักต่อไป
  • เมื่อลดกิโลแรกได้ ก็จะมีความมั่นใจแล้วว่า กิโลถัดไปก็ลดได้

—-

ขอบคุณยอด และน้องๆ พนักงานวงในที่มาร่วมกิจกรรม Wongnai WeFit นะครับ

นอกจากความสุขที่ได้จากน้ำหนักที่ลดลงแล้ว เราทุกคนยังได้ “เปลี่ยนชีวิต” ของตัวเองอีกด้วย

เพราะสุดท้ายแล้ว Wongnai WeFit ไม่ใช่เรื่องการลดน้ำหนัก

แต่มันคือการใช้ชีวิตอย่างมีสติและมีสมอง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเราในระยะยาวครับ

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

กฎสองนาที

 

20150705_NowAndLater

สองคำ “เดี๋ยว” กับ “เดี๋ยวนี้”
คำหลังยาวกว่าคำหน้านิดเดียว
แต่อนาคตยาวไกลกว่ากันเยอะ
– ประภาส ชลศรานนท์

ช่วงนี้ผมพยายามเตือนตัวเองให้ใช้กฎ “สองนาที” อยู่บ่อยๆ

กฎข้อนี้มาจากของ David Allen ผู้เขียนหนังสือ Getting Things Done ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับ productivity ที่ดังมากๆ ในอเมริกา

กฎสองนาทีที่ว่าก็คือ ถ้าอะไรใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที ก็ทำมันไปเลย

เช่นตอนค่ำกลับมาถึงบ้าน กินน้ำผลไม้เสร็จแล้ว แทนที่จะแช่แก้วน้ำไว้ค้างคืน ก็ล้างมันซะเลย

หรืออย่างเมื่อเช้านี้ผมยกตะกร้าผ้าลงมาข้างล่างเพื่อเอาเสื้อผ้าไปส่งซัก พอเดินถือตะกร้าเปล่ากลับมา ผมก็มีทางเลือกว่าจะวางตะกร้าไว้ข้างล่างก่อนเพื่อจะเดินไปกินข้าวในครัว หรือจะเอาตะกร้าผ้าขึ้นไปเก็บที่ห้องก่อนแล้วค่อยลงมากินข้าว

ธรรมดาผมจะเลือกอย่างแรกเพราะขี้เกียจเดินขึ้น-เดินลง แต่คราวนี้พอรู้ว่าการเอาของขึ้นไปเก็บก่อนใช้เวลาไม่เกินสองนาที ผมก็เลยเอาตะกร้าขึ้นไปเก็บเลยแล้วค่อยเดินลงมาทานข้าว อาจจะเสียแรงเพิ่มซักหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

การใช้กฎสองนาทีนี้มีข้อดีอยู่สองอย่าง

1. ช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะถ้าใช้เวลาน้อยกว่าสองนาทีก็ทำไปเลย ยังไงก็ไม่ได้เสียแรงเสียเวลาอะไรอยู่แล้ว

2. ป้องกันดินพอกหางหมู ลองมองดูรอบๆ ก็ได้ว่าที่ห้องเรารกหรือที่บ้านเรามีของอยู่ผิดที่ผิดทาง ส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่เราบอกตัวเองว่า “เอาไว้ก่อน” แทบทั้งนั้น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วถ้าเราตัดสินใจเก็บมันให้ถูกที่ซะตั้งแต่แรกก็คงไม่รกขนาดนี้


จะว่าไปพ่อของผมเองก็เหมือนจะใช้กฎนี้เช่นกัน (แม้อาจจะไม่รู้ตัวก็ตาม)

เวลาใครมาปรึกษาเรื่องอะไร ถ้าพ่อรู้สึกว่าน่าจะมีเพื่อนคนไหนช่วยเหลือเรื่องนี้ได้ ก็จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทร.หาคนคนนั้นทันที จนคนที่มาปรึกษาก็ประทับใจระคนแปลกใจว่าอะไรจะ take action กันรวดเร็วปานนั้น

ซึ่งจะว่าไปก็เป็นวิธีที่ถูก เพราะโดยทั่วไปแล้วก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรอก่อน แต่ที่เราส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำอะไรทันที ก็เพราะว่าลึกๆ เราอาจจะกลัวอะไรบางอย่าง (ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่ากลัวอะไร) ก็เลยผัดวันประกันพรุ่งไปก่อน แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าสุดท้ายก็ต้องทำอยู่ดี


บล็อกเกอร์ชื่อ James Clear ได้นำกฎสองนาทีนี้ไปต่อยอด ด้วยการบอกว่า ถ้าเราจะเริ่มนิสัยอะไรใหม่ๆ ก็ควรจะเป็นนิสัยที่ทำได้โดยใช้เวลาไม่เกิน 2 นาทีเช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น

อยากสุขภาพดีขึ้น ก็กินผลไม้ซักหนึ่งลูก
อยากจะเขียนเก่งขึ้น ลองเขียนอะไรก็ได้ซักหนึ่งประโยค
อยากจะอ่านหนังสือมากกว่านี้ ก็อ่านหนังสือซักหนึ่งหน้า
อยากจะฝึกสมาธิ ก็ลองนั่งดูลมหายใจเข้าออกซัก 10 ครั้ง

ทั้งสี่อย่างนี้ล้วนแต่ใช้เวลาไม่เกิน 2 นาทีทั้งนั้น และพอเราเริ่มทำมันบ่อยครั้งเข้า เราก็จะสามารถเอาชนะแรงเฉื่อยที่เคยฉุดเราไว้ และทำสิ่งๆ นั้นได้นานขึ้นเรื่อยๆ

ข้อดีที่สุดของกฎสองนาที ก็คือมันบังคับให้เราทำหลายๆ เรื่อง “เดี๋ยวนี้” โดยไม่มีข้อแม้หรือข้อแก้ตัว

เมื่อลองทบทวนชีวิตที่ผ่านมา ผมใช้ทัศนคติแบบ “เดี๋ยวก่อน” เอาไว้หลายเรื่อง ทำให้เสียโอกาสไปไม่รู้เท่าไหร่

ตอนนี้เลยต้องหัดใช้ชีวิตแบบ “เดี๋ยวนี้” ให้มากขึ้นครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก
มีเพื่อนเป็นภูเขา โดยประภาส ชลศรานนท์
Getting Things Done by David Allen
How to Stop Procrastinating by Using the “2-Minute Rule” by James Clear

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives
อ่านตอนใหม่ๆ ได้ที่เพจ  Anontawong’s Musings
Download eBook – เกิดใหม่

ป่วยแล้วดี

20150704_Sick

ความเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ดี มันมาเตือนว่าเราทำอะไรผิด ทำให้เรากลับมาหาตัวเอง
เราสนใจแต่เรื่องคนอื่น จนเราเป็นหวัดนั่นแหละ เราถึงรู้ตัวว่าเราหายใจอยู่
– โจน จันได

—–

เมื่อประมาณสองสัปดาห์ที่แล้ว ผมมีโอกาสพูดคุยกับกลุ่ม Women’s Network ที่บริษัท หัวข้อเรื่องคือการบริหารจัดการเวลา (time management) และมีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นกันในเรื่องวิถีชีวิตคนกรุงที่มีภาระหน้าที่หลายอย่าง

มีคนถามผมว่า ผมดื่มกาแฟรึเปล่า ผมบอกว่าผมไม่ดื่ม

เพราะนอกจากจะไม่ชอบรสชาติและราคาสูงแล้ว ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่นิยมกาแฟ

คนทำงานหลายคนดื่มกาแฟเพราะต้องการเพิ่มคาเฟอีนเข้าไปให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับความง่วง และมีแรงลุยงานได้

กลายเป็นว่า ถ้าไม่ดื่มกาแฟ จะทำงานได้ไม่เต็มที่

ผมคิดว่าการดื่มกาแฟเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

ที่เราง่วงหงาวหาวนอน แสดงว่าร่างกายของเราพักผ่อนไม่เพียงพอ แสดงว่าเรากำลังใช้ชีวิตแบบไม่เป็นมิตรกับร่างกายตัวเอง

การดื่มกาแฟจึงเหมือนเป็นการซุกปัญหาไว้ใต้พรม ถึงแม้ว่าในระยะสั้นมันจะไม่ได้ส่งผลอะไร แต่ความเหนื่อยล้าที่ร่างกายสะสมเอาไว้ ยังไงมันก็ยังอยู่ตรงนั้น รอวันที่จะแสดงผล

แทนที่จะกินกาแฟเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น แต่สร้างปัญหาเรื้อรังในระยะยาว ทำไมเราไม่แก้ที่ต้นเหตุด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ?

บางคนอาจจะบอกว่า มีภาระหน้าที่มากมาย จะให้นอนวันละ 7-8 ชั่วโมงทำไม่ได้หรอก ก็ต้องกินกาแฟไปอย่างนี้แหละ

แต่เราไม่มีเวลาพักผ่อนจริงๆ หรือ?

ในเมื่อเรายังมีเวลาเล่นเฟซบุ๊คและเข้ามาอ่านบล็อกนี้ หรือยังมีเวลาดูละคร อ่านกระทู้ดราม่า หรืออ่านข่าวสารในไลน์?

ละครทีวี อวสานแล้วก็จบไป กระทู้ดราม่าเดี๋ยวคนก็ลืม ข่าวในไลน์ทั้งหลายก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับเราเท่าไหร่

แต่ผลจากการพักผ่อนไม่เพียงพอจนร่างกายทรุดโทรม มันจะมีผลกับเราไปนานเลยนะครับ

สำหรับผม การดูแลร่างกายให้แข็งแรง เป็นหนึ่งในหน้าที่ที่สำคัญที่สุดที่เรามีต่อตัวเอง

และเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดต่อองค์กรด้วย

เพราะถ้าเราทำงานหนักวันละ 10-12 ชั่วโมง แม้ระยะแรกจะทนได้ แต่พอถึงวันหนึ่งร่างกายมันไปต่อไม่ไหว เจ็บไข้เข้าโรงพยาบาลขึ้นมา องค์กรก็ต้องมาจ่ายเงินให้เราฟรีๆ โดยที่เราไม่ได้ทำงานอะไรให้เลย สถานการณ์อย่างนี้ย่อมเสียประโยชน์ทั้งลูกจ้างและนายจ้าง

แต่ถ้าเราดูแลร่างกายของเราดี ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพทุกวัน วันละ 8 ชั่วโมงก็ควรเพียงพอแล้วที่จะทำหน้าที่ของเราได้ครบถ้วนสมบูรณ์

ถ้างานยังมีเยอะเกินไป นั่นเป็นปัญหาที่หัวหน้าเราควรแก้ไขด้วยการหาคนมาเพิ่ม หรือตัดงานบางอย่างทิ้ง ไม่ใช่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการให้เราทำงานดึกๆ ดื่นๆ ครับ

—–
ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร a day เล่ม 170 หน้า 24
ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

นิทานหมาป่า

20150703_FoxTale

เมื่อเช้าอยู่ดีๆ ก็นึกถึงหนังสือ “ความลับ 5 ข้อที่คุณต้องค้นให้พบก่อนตาย” ของสำนักพิมพ์ Oh My God Books 

หนังสือเล่มนี้เกิดจากการสัมภาษณ์คนชราอายุตั้งแต่ 60-105 ปี จำนวน 235 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นคนที่ได้รับการยอมรับว่าได้ค้นพบความสุขและความหมายของชีวิต

ผมขอไม่เล่าความลับทั้งห้าข้อนะครับ ให้ไปหาอ่านเอาเองน่าจะดีกว่า

แต่ขอเล่านิทานเรื่องหนึ่งที่มาจากหนังสือเล่มนี้ครับ

—–

เรื่องราวอันเยี่ยมยอดเรื่องหนึ่งในวัฒนธรรมของเผ่านาวาโฮ

ชายชราชาวนาวาโฮบอกหลานชายว่า บางครั้งเขารู้สึกเหมือนเกิดการต่อสู้ในตัวของเขาเอง

ชายชราบอกว่ามันเป็นการต่อสู้ระหว่างหมาป่าสองตัว

ตัวหนึ่งเป็นปีศาจ เป็นหมาป่าแห่งโทสะ ความริษยา ความโทมนัส ความเสียดาย ความตะกละ ความทะนงตน ความสงสารตนเอง ความรู้สึกผิด ความขุ่นเคือง ความด้อย ความเด่น ความกลัวการเยียวยาร่างกายและจิตใจ กลัวความสำเร็จ กลัวที่จะต้องสำรวจสิ่งที่ใครๆ บอกกันว่าเป็นความจริง กลัวที่จะต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา กลัวต้องเข้าไปสัมผัสความเป็นจริงผ่านทางดวงตาและหัวใจของผู้อื่น และแก้ตัวน้ำขุ่นๆ โดยที่หัวใจของฉันก็รู้ว่านั่นเป็นคำเท็จเทียม

หมาป่าอีกตัวเป็นฝ่ายธรรมะ เป็นหมาป่าแห่งความโสมนัส สันติความรัก ความหวัง ความสงบ ความถ่อมตน ความเมตตากรุณา ความเห็นใจ ความใส่ใจต่อผู้ที่ช่วยเหลือฉันแม้ความพยายามของเขานั้นอาจมีข้อบกพร่อง ความเต็มใจที่จะให้อภัยตนเองและผู้อื่น และตระหนักว่าชะตาของฉันอยู่ในกำมือของฉันเอง

หลานชายใช้ความคิดและถามขึ้นว่า “แต่คุณปู่ครับ แล้วหมาป่าตัวไหนชนะ
ล่ะครับ”

คุณปู่ตอบว่า “ตัวที่ปู่เลือกให้อาหารมันน่ะสิ”

—–

ผมว่าในแต่ละวัน หมาป่าสองตัวนี้คงผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ขึ้นอยู่กับว่าเราเจอสถานการณ์อะไร และรู้เนื้อรู้ตัวแค่ไหน

ถ้าวันๆ เราเอาแต่ให้เวลากับชีวิตภายนอก ก็มีความเป็นไปได้สูงที่หมาป่าปีศาจจะเติบใหญ่และขย้ำหมาป่าธรรมะอย่างสบายลิ้น

แต่หากเรามีเวลาให้ตัวเองได้ทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น และคิดถึงสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ในชีวิต ผมเชื่อว่าหมาป่าฝ่ายธรรมะจะแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน

วันนี้ คุณจะให้อาหารกับหมาป่าตัวไหนครับ?

—–

ป.ล. ต้นฉบับของสำนักพิมพ์ใช้คำว่า “สุนัขป่า” แต่ผมขอเปลี่ยนเป็น “หมาป่า” เพราะฟังเป็นธรรมชาติกว่าครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

9 สาเหตุที่ทำให้ลูกน้องเบื่อเจ้านาย

20150702_9ReasonsEmployeesResentTheirBoss

ผมเพิ่งได้อ่านบทความชื่อ The Top Complaints from Employees About Their Leaders ในเว็บของ Harvard Business Review เห็นว่ามีประโยชน์เลยเอามาเล่าให้ฟังครับ

ผู้เขียนบทความนี้ชื่อ Lou Solomon เป็นผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Interact Authentic Communication

Interact และ Harris Poll ได้ร่วมกันสำรวจความคิดเห็นของพนักงานในอเมริกากว่า 1000 คนว่า อะไรบ้างที่ทำให้เจ้านายไร้ประสิทธิภาพ โดยเน้นไปที่เรื่องการสื่อสารของเจ้านายครับ

ปัญหาที่เจอบ่อยที่สุด 9 ข้อมีดังนี้ครับ

  1. ไม่เห็นคุณค่าในงานที่ลูกน้องทำออกมา (Not recognizing employee achievements)
  2. ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน (Not giving clear directions)
  3. ไม่มีเวลาให้ลูกน้อง (Not having time to meet with employees)
  4. ปฏิเสธที่จะคุยกับลูกน้อง (Refusing to talk to subordinates)
  5. เอาหน้าในเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ทำ/คิด (Taking credits for others’ ideas)
  6. ไม่ให้ฟีดแบ็คในทางสร้างสรรค์ (Not offering constructive feedback)
  7. จำชื่อพนักงานไม่ได้ (Not knowing employees’ names)
  8. ไม่ยอมคุยทั้งทางโทรศัพท์หรือแบบเห็นหน้า (เดาว่าอาจให้ลูกน้องรับหน้าแทน) (Refusing to talk to people on the phone / in person)
  9. ไม่ถามไถ่ลูกน้องเรื่องชีวิตนอกออฟฟิศ (Not asking about employees’ lives outside work)

คุณลู โซโลมอนยังมีข้อแนะนำอีก 7 ข้อ เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ครับ

1.แสดงให้ลูกน้องเห็นว่าเราเห็นคุณค่าในตัวเขา โดยต้องยกตัวอย่างที่จับต้องได้ด้วย เพื่อให้ลูกน้องเห็นว่าเราใส่ใจมากพอที่จะสังเกตเห็นสิ่งดีๆ ที่เขาทำให้บริษัท

2. กล่าวขอบคุณ ทั้งเป็นการส่วนตัวและต่อหน้าคนอื่น โดยอย่างแรกอาจจะทำโดยวาจา อีเมล์หรือแม้กระทั่ง Post-it ส่วนอย่างหลังนั้นอาจจะทำในที่ประชุมหรือในจดหมายข่าวก็ได้

3. ถามความเห็นลูกน้อง ถ้าหัวหน้ารู้ดีไปหมดทุกเรื่องลูกน้องก็คงไม่อยากนำเสนอไอเดียอะไร หัวหน้าควรจะหมั่นถามคำถามลูกน้องอยู่เสมอ เช่น “น้องคิดว่าเราจะปรับปรุงเรื่องนี้ได้ยังไง?”  หรือ “น้องคิดว่าต้นเหตุของปัญหาน่าจะอยู่ตรงไหน”  หรือ “งานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ชอบส่วนไหนเป็นพิเศษรึเปล่า”  หัวหน้าที่ดีควรจะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสดงออกทางความคิด

4. อธิบายที่มาที่ไปของการเปลี่ยนแปลง องค์กรย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และเราเองอาจจะไม่ได้รู้ทุกอย่างหรือเรื่องบางเรื่องก็ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูด แต่การไม่บอกอะไรลูกน้องเลยรังแต่จะทำให้ลูกน้องกังวลและเก็บเอาไปมโนกันเอง จึงเป็นการดีกว่าที่เราจะให้ข้อมูลเท่าที่เราให้ได้ เพราะคำอธิบายที่อยู่บนข้อเท็จจริงนั้นยังไงก็ดีกว่าการไม่อธิบายอะไรเลย

5. ให้ฟีดแบ็คกับลูกน้องอย่างทันท่วงที เพราะพวก Millenials (คนที่เริ่มทำงานหลังปี 2000) นั้นต้องการฟีดแบ็คและการโค้ชชิ่งมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ

6. เล่าความผิดพลาดของตัวเองให้ฟัง เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าหัวหน้าเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน และลูกน้องย่อมจะเคารพหัวหน้าที่พร้อมจะเปิดเผยและยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเคยทำพลาด เพื่อที่ลูกน้องจะได้ไม่พลาดซ้ำเดิมอีก

7. จำชื่อพนักงานให้ได้ ถ้าองค์กรใหญ่เกินไปก็เริ่มจากการจำชื่อคนในทีมก่อน การจะมาบอกว่าตัวเองเป็นคนจำชื่อไม่เก่งนั้นเป็นข้ออ้างที่ใช้ไม่ได้ เพราะคนที่จำชื่อคนอื่นได้แม่นนั้นเพราะเขาใช้ความพยายามและความใส่ใจต่างหาก

การเป็นเจ้าคนนายคนไม่ใช่เรื่องง่ายครับ เพราะโดยทั่วไป คนที่เก่งในด้านนั้นๆ มักจะโดนเลือกขึ้นมาให้เป็นหัวหน้า ทั้งๆ ที่จริงๆ อาจจะยังไม่มีทักษะการเป็นผู้นำหรือมีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่เพียงพอ

สมมติว่าคุณเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งมาก แต่ไม่เก่งเรื่องการจัดการหรือด้านการเข้าหาผู้คน ถ้าองค์กรโปรโมตคุณขึ้นมาเป็นหัวหน้า นั่นอาจหมายความว่าองค์กรได้เสียโปรแกรมเมอร์ดีๆ ไปหนึ่งคน และได้หัวหน้าแย่ๆ มาหนึ่งคนแทน

ดังนั้น เราควรจะพัฒนาทักษะที่เป็น soft skills หกข้อด้านบนเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อโอกาสมาถึง เราจะยังเป็นพนักงานที่มีคุณค่าและสร้างประโยชน์ให้กับคนรอบข้างรวมถึงตัวเองได้อย่างแท้จริงครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Harvard Business Review

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover