Come with Me

20150111_BuddhaSaid

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับธรรมะของพระพุทธเจ้าคือความโปร่งใสและความทนทานต่อการตั้งคำถาม

ถ้าคุณอยากจะศึกษาศาสนาพุทธ คุณสามารถเริ่มต้นจากการไม่เชื่ออะไรเลยก็ได้

ไม่ต้องเชื่อว่ามีนรก หรือมีสวรรค์

ไม่ต้องเชื่อเรื่องเวรเรื่องกรรม

และไม่จำเป็นต้องเชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีตัวตนอยู่จริง

ขอแค่มีใจที่เปิดกว้างมากพอ

และลองมาเดินบนเส้นทางสายนี้ดู

เมื่อได้ลองเดินแล้ว ก็เพียงใช้ common sense พิจารณา

ว่ามีความสุขมากขึ้นมั้ย ทุกข์น้อยลงรึเปล่า

ถ้าเห็นประโยชน์ก็เดินต่อ ถ้าเหนื่อยก็หยุดพัก

หรือถ้าไม่ชอบ ไม่ถูกจริต จะไม่เดินต่อ ก็ไม่ได้เป็นบาปอะไร

ไม่มีพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนจะมาลงโทษคุณ

และถึงคุณจะมาเดินบนเส้นทางสายนี้

คุณก็ยังสามารถที่จะเลือกนับถือศาสนาอะไรก็ได้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงห้ามอะไรทั้งนั้น

สิ่งที่ท่านประสงค์คือให้คนมีความสุขมากขึ้น ไม่ใช่ให้มี “ชาวพุทธ” มากขึ้น

เพราะธรรมะไม่ใช่ MLM ครับ

———–

ในฐานะของคนที่เคยได้ลองเดินมาบ้างแล้ว

ถึงจะยังเดินไม่ค่อยคล่อง หกขมำบ้าง หลุดลงข้างทางบ้าง

แต่ผมก็พบว่ามันเป็นการเดินทางที่รื่นรมย์และสนุกดีทีเดียว

สนใจจะ Come with me บ้างมั้ย?

Sharing from Quora: ขยันอย่างเดียวไม่พอ

เคยมั้ยที่รู้สึกว่าเราทำอะไรไปเยอะมาก แต่ผลลัพธ์ที่ออกมามันช่างจิ๊บจ๊อย

เป็นไปได้มั้ยว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่เราลงมือทำลงไป มันขัดกันเอง

ดังนั้น เราจึงควรจะถามตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า กิจกรรมที่เราทำแต่ละวันนั้นมัน “ชี้” ไปในทิศทางเดียวกันรึเปล่า

(ใครที่เคยเรียนเรื่อง Vector จะ get ภาพทั้งสองนี้ได้อย่างรวดเร็ว)

Hard work without discipline is like random vectors that cancel each other and result in a zero.

​​
Discipline only arranges these “hard work” vectors in desired direction and ultimately leads you to success.

​Source: Quora:  What is something you learned to be true after it was too late?

Pic & Pause: Adolf Hitler with Helga Goebbels

Hitler2

As much as we’d like to think he was a monster, he was actually a human too.

We all are.

Image Source: reddit http://goo.gl/bfCc3F

คำแนะนำจากรุ่นเล็กถึงรุ่นใหญ่ที่ใช้ iPad

iPad

1995 แม่พูดกับเราว่า “เลิกเล่นเกมส์ได้แล้ว! กับข้าวเย็นหมดแล้วเนี่ย!”
2015 เราพูดกับแม่ว่า “เลิกเล่น iPad ได้แล้วครับแม่ ข้าวเย็นหมดแล้ว!”

iPad นี่ถือเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกจริงๆ

โดยเฉพาะโลกของผู้ใหญ่ที่เกิดก่อนปีพ.ศ.2500

30 ปีที่ผ่านมาเรามี “ของเล่น” มากมาย

ไม่ว่าจะเป็น วีดีโอ เกมแฟมิลี่ เกมบอย แพ็คลิงค์ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แล็ปท็อป โทรศัพท์มือถือ หรือแม้กระทั่งสมาร์ทโฟน

ต่อให้วัยรุ่นอย่างเราจะเสพติดสิ่งเหล่านี้แค่ไหน พ่อแม่ของเราก็ยังคงใช้เวลาว่างไปกับการจิบกาแฟและอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ดี

เพิ่งจะมาช่วง 3 ปีหลังนี่แหละ ที่พฤติกรรมคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เราเปลี่ยนไป

เอาแค่จากประสบการณ์ตรง ผมว่าคนวัย 50-70 นี่ใช้ iPad ดุกว่าคนรุ่นผมซะอีก

อาจจะเพราะการมาถึงของ Facebook และ LINE รวมถึงเวลาว่างที่มีเยอะด้วย ทำให้คนวัยเกษียณติดอุปกรณ์ชิ้นนี้กันอย่างงอมแงม

กระนั้นก็ตาม ผมถือว่า users กลุ่มนี้ “ชั่วโมงบิน” ยังต่ำมากเมื่อเทียบกับคนรุ่นผมที่ใช้คอมพิวเตอร์และท่องอินเตอร์เน็ตมากว่ายี่สิบปีแล้ว

ในฐานะ “คนเคยอาบน้ำร้อนมาก่อน” จึงอยากจะขอถือวิสาสะเสนอคำแนะนำถึงผู้ใหญ่ที่เพิ่งเริ่มใช้ iPad ได้ไม่นานครับ

1. ข้อมูลต่างๆ ที่ส่งต่อในไลน์ ควรจะตั้งธงไว้ก่อนว่ามันอาจจะไม่จริง
แม้ว่าในเนื้อหาจะบอกว่า มาจาก NASA หรือ WHO มันก็อาจจะไม่จริงนะครับ เพราะใครๆ ก็อ้างได้ทั้งนั้นว่ามาจากองค์กรที่น่าเชื่อถือ บทความนั้นจะมีน้ำหนักก็ต่อเมื่อมีแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจนหรือมีลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่เป็นต้นทางของข้อความนั้น

ซึ่งก็หมายความด้วยว่า ก่อนจะส่งอะไรต่อ รบกวนคิดก่อนส่ง หรือลองกูเกิ้ลดูสักทีก็ได้

เพราะแม้ว่าคุณจะส่งมันต่อไปด้วยความหวังดีเพียงใด แต่ถ้ามันเป็นข้อมูลปลอม ก็ย่อมส่งผลเสียมากกว่าผลดีครับ

2.ถึงข้อมูลจะจริง มันก็อาจจะ “หมดอายุ” ไปแล้ว
ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องมูลนิธิช่วยคนตาบอดที่รับปฏิทินเก่าไปทำกระดาษอักษรเบรล ซึ่งเห็นแชร์กันเยอะมากในช่วง 2-3 วันมานี้ สิ่งแรกที่ควรจะทำก่อนที่คุณจะแชร์ต่อคือโทร.ไปถามมูลนิธิก่อนว่าเขายังรับอยู่รึเปล่าครับ ถ้าไม่มีข้อมูลก็วานให้ลูกหลานช่วยเช็คให้ก็ได้ครับ

ส่วนคนที่คิดอยากจะแชร์เรื่องปฏิทินบริจาคให้มูลนิธิคนตาบอด มูลนิธิปิดรับแล้วนะครับ ถ้ายังมัวแต่ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ  ความหวังดีของเราจะทำให้มูลนิธิเขาเดือดร้อนนะครับ: http://www.blind.or.th/news/detail/874

EDIT (9 Jan 2015): ขอแก้ไขข้อมูลนะครับ มูลนิธิช่วยคนตาบอดรับบริจาคถึงสิ้นเดือนมกราคม 2558 นี้ครับ (ทางเว็บไซต์มูลนิธิน่าจะมีการเปลี่ยนหัวเรื่องครับ แต่เนื้อหาน่าจะเหมือนเดิม ผมอ่านไม่เคลียร์เอง ต้องขออภัยด้วยครับ)

3. วีดีโอที่ส่งกันมานั้น พวกผมแทบไม่เคยกดเข้าไปดูหรอกนะครับ
ไม่ว่าจะเป็นลิงค์ Youtube หรือไฟล์วีดีโอ เพราะค่าดาต้า 3G มันแพงครับ แล้วการดูวีดีโอมันต้องใช้ดาต้าเยอะกว่าข้อความหรือรูปภาพเอาการอยู่ ดังนั้นถ้าพวกเราคิดจะดูก็ต้องรอตอนกลับไปต่อ Wifi (วายฟาย) ที่บ้านแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงๆ เวลาถึงบ้านมันก็มีอย่างอื่นให้ดูแทนแล้วล่ะ

ข้อเสียอีกอย่างของวีดีโอคือมันต้องใช้เวลาดูค่อนข้างนาน ดังนั้นเวลาเห็นใครส่งลิงค์ Youtube มาสี่ห้าอัน แล้วเขียนคำโปรยประมาณว่า “สนุกมาก ต้องดู!” พวกผมจะไม่สนใจไยดีมันเลย

4. อย่าทำตัวเป็น Spammer
สิ่งที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราไม่มีโอกาสได้สัมผัสคือยุค 1997-2003 ที่พวกเราเคยส่ง Forward Mail กันเป็นประจำ

เวลามีเรื่องราวดีๆ หรือภาพสวยๆ เราก็จะส่งต่อให้กลุ่มเพื่อนของเรา พออ่านเสร็จแล้วก็ต้องมานั่งลบเมล์เพราะ Mailbox เค้ามีพื้นที่ให้แค่ 25 Mb เท่านั้น น้อยกว่าสมัยนี้หลายร้อยเท่า

บางทีพอได้รับ Forward Mail บ่อยๆ เข้า เราจะเรียกคนที่ส่งเมล์พวกนี้โดยไม่ได้ถามความสมัครใจของเราก่อนว่าเป็นพวก Spammer ครับ

Spammer แปลว่า ผู้ส่งขยะทางอีเมล์ ซึ่งพวกเราจะมีความรู้สึกไม่ดีกับคนประเภทนี้อยู่ประมาณนึงเลย

เพราะฉะนั้นถ้าคุณชอบส่งรูปทุ่งหญ้า รูปดอกไม้ รูปเด็ก มิหนำซ้ำยังกระหน่ำส่งเป็นสิบๆ รูป เข้ากรุ๊ปในไลน์ อาจจะต้องระวังนิดนึงนะครับว่าบางคนอาจจะมองว่าคุณเป็น Spammer และแอบรำคาญคุณอยู่ก็ได้

5.ระวังจะกลายเป็นคนใจร้อนโดยไม่รู้ตัว
การใช้เวลากับเทคโนโลยีมากๆ อาจจะทำให้คุณกลายเป็นคนใจร้อนและหงุดหงิดง่ายขึ้นนะครับ คนรุ่นผมก็เป็นเหมือนกัน แต่มันจะ “เจ็บ” กว่า หากผู้ใหญ่ที่ควรจะใจเย็นกลับทำตัวเป็นวัยรุ่นใจร้อนไปซะนี่

ผู้ใหญ่เคยห่วงพวกเราว่าถ้าเล่นเกมส์เยอะๆ จะกลายเป็นเด็กสมาธิสั้น

ตอนนี้ผมก็อดกังวลไม่ได้ว่าจะมีใครกลายเป็น “ผู้ใหญ่สมาธิสั้น” บ้างรึเปล่า

——

ผมคิดว่าตอนนี้ผู้ใหญ่กำลังตื่นเต้นกับความสามารถที่จะรับรู้และส่งต่อข่าวสารอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน และขอเดาว่าหากให้เวลาพวกเขาอีกซัก 5 ปี ก็จะเริ่มรู้ว่าอะไรเป็นอะไร อะไรควร อะไรไม่ควร เหมือนอย่างที่คนรุ่นผมได้ผ่านมาแล้ว

เอาจริงๆ ผมก็ไม่อยากเห็นผู้ใหญ่ใช้ iPad มากเกินไปนะครับ เพราะการดูวีดีโอซึ้งๆ หรือส่งต่อข่าวลือ มันไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่วัย 60-70 ควรจะให้ความสำคัญมากนัก

โดยเฉพาะเมื่อคำนึงด้วยว่าเวลาของคนเรามีจำกัด

ถ้าแบตเตอรี่ชีวิตของผมมีเหลืออยู่ไม่กี่พันชั่วโมง ผมคงจะใช้เวลากับ “โลกในจอ” ให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะมีเวลาสะสางธุระ ทั้งกับ “โลกภายนอก” และ “โลกภายใน” ให้เรียบร้อย ก่อนที่แบตเตอรี่ของผมจะหมด

แบตเตอรี่ไอแพดหมดแล้วยังชาร์จใหม่ได้ แต่แบตเตอรี่ของมนุษย์อย่างเราหมดแล้วหมดเลยนะครับ

ย้อนแย้งในตัวตน

20150107_Discipline

เป้าหมายระยะยาวกับความต้องการระยะสั้นมักเป็นสิ่งที่ขัดกันเสมอ

เป้าหมายระยะยาวมักเป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดในชีวิต เช่น

  1. มีครอบครัวที่อบอุ่น
  2. มีฐานะการเงินมั่นคง
  3. ได้ทำงานที่ตัวเองรัก
  4. สุขภาพแข็งแรง
  5. มีความสงบสุขภายในจิตใจ

ความต้องการระยะสั้นมักเกิดจากกิเลสภายในใจ

  1. อยากทำงานให้เสร็จแม้ต้องอยู่ดึกและไม่ได้เจอหน้าลูก
  2. อยากซื้อมือถือเครื่องใหม่เพราะผ่อน 0% 10 เดือน แน่ะ
  3. อยากลองลงมือทำสิ่งที่ตัวเองรัก แต่ตอนนี้อยากเล่น Facebook มากกว่า
  4. อยากกินอาหารขยะยามดึก
  5. อยากอ่านดราม่าในพันทิพย์

เมื่อ “เหตุ” กับ “ผล” ไม่ตรงกัน มันก็เลยยังวนเวียนอยู่อย่างนี้

จริงๆ แล้วมีคนบอกว่า เราไม่ควรสนใจคำว่า Discipline หรือ วินัย มากนัก เพราะมันทำยาก

แต่สิ่งที่เราทำได้คือ สร้างความเคยชินที่จะทำสิ่งที่จะส่งผลในทางบวก

ไว้วันหลังผมจะมาเขียนถึงเรื่องนี้นะครับ