วิธีจับหมาป่าเจ้าเล่ห์

20150925_CatchingtheWilyFox

วันนี้วันศุกร์ มีเรื่องมาเล่าอีกหนึ่งเรื่อง แม้จะไม่ใช่นิทานเสียทีเดียว

เป็นเรื่องที่ได้อ่านมาจากหนังสือ The Icarus Deception โดย Seth Godin ครับ

เรื่องนี้มีชื่อว่า Catching The Wily Fox – วิธีจับหมาป่าเจ้าเล่ห์

เข้าไปในป่า สร้างรั้วความยาวประมาณสองเมตรครึ่ง วางอาหารเอาไว้ข้างๆ รั้ว และทิ้งไว้หนึ่งสัปดาห์

ช่วงแรกหมาป่านั้นฉลาดเกินกว่าจะมาติดกับง่ายๆ เพราะมันได้กลิ่นของคุณและจะพยายามหลีกเลี่ยงรั้วนี้อยู่หลายวัน แต่สุดท้ายเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไร มันก็จะเข้ามากินอาหารที่คุณวางเอาไว้

พอหมดสัปดาห์แรก คุณจงเข้าไปสร้างรั้วเพิ่ม โดยทำเป็นมุมฉากกับรั้วแรก และวางอาหารไว้เหมือนเดิม

ช่วงแรกหมาป่าก็จะไม่เข้ามาใกล้ แต่พอผ่านไปสองสามวันมันก็จะเข้ามากินอาหารของคุณอีก

พอหมดสัปดาห์ที่สอง คุณก็สร้างรั้วอันที่สาม (ตั้งฉากกับอันที่สองและขนานกับรั้วอันแรก) แต่คราวนี้คุณสร้างประตูรั้วเปิดทิ้งเอาไว้ด้วย และวางอาหารทิ้งไว้เช่นเคย

พอหมดเดือน คุณก็จะเห็นหมาป่าตัวนั้นเดินเล่นไปมาอย่างร่าเริงในเขตรั้วนั้น และการจับหมาป่าก็จะเป็นเรื่องง่ายแสนง่าย เพียงปิดประตูบานนั้นก็เรียบร้อยแล้ว

—–

เรื่องวิธีการจับหมาป่าจบลงแต่เพียงเท่านี้

รู้ม้้ยครับว่านิทานเรื่องนี้สอนว่าอะไร?

ใบ้ให้นิดนึงว่าพวกเราส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างอะไรกับหมาป่าตัวนั้น

ใครที่อยากจะอ่านเฉลย ไปดูหนังสือเล่มนี้ใน Amazon คลิ้กไปที่ปกหนังสือเพื่อ Look Inside แล้วใช้เมาส์ Scroll Down ซัก 7-8 ครั้งก็จะเจอหัวข้อ Catching the Wily Fox ครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณข้อมูลจาก MindTools และ Educational Business Articles

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานหมาป่า

20150703_FoxTale

เมื่อเช้าอยู่ดีๆ ก็นึกถึงหนังสือ “ความลับ 5 ข้อที่คุณต้องค้นให้พบก่อนตาย” ของสำนักพิมพ์ Oh My God Books 

หนังสือเล่มนี้เกิดจากการสัมภาษณ์คนชราอายุตั้งแต่ 60-105 ปี จำนวน 235 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นคนที่ได้รับการยอมรับว่าได้ค้นพบความสุขและความหมายของชีวิต

ผมขอไม่เล่าความลับทั้งห้าข้อนะครับ ให้ไปหาอ่านเอาเองน่าจะดีกว่า

แต่ขอเล่านิทานเรื่องหนึ่งที่มาจากหนังสือเล่มนี้ครับ

—–

เรื่องราวอันเยี่ยมยอดเรื่องหนึ่งในวัฒนธรรมของเผ่านาวาโฮ

ชายชราชาวนาวาโฮบอกหลานชายว่า บางครั้งเขารู้สึกเหมือนเกิดการต่อสู้ในตัวของเขาเอง

ชายชราบอกว่ามันเป็นการต่อสู้ระหว่างหมาป่าสองตัว

ตัวหนึ่งเป็นปีศาจ เป็นหมาป่าแห่งโทสะ ความริษยา ความโทมนัส ความเสียดาย ความตะกละ ความทะนงตน ความสงสารตนเอง ความรู้สึกผิด ความขุ่นเคือง ความด้อย ความเด่น ความกลัวการเยียวยาร่างกายและจิตใจ กลัวความสำเร็จ กลัวที่จะต้องสำรวจสิ่งที่ใครๆ บอกกันว่าเป็นความจริง กลัวที่จะต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา กลัวต้องเข้าไปสัมผัสความเป็นจริงผ่านทางดวงตาและหัวใจของผู้อื่น และแก้ตัวน้ำขุ่นๆ โดยที่หัวใจของฉันก็รู้ว่านั่นเป็นคำเท็จเทียม

หมาป่าอีกตัวเป็นฝ่ายธรรมะ เป็นหมาป่าแห่งความโสมนัส สันติความรัก ความหวัง ความสงบ ความถ่อมตน ความเมตตากรุณา ความเห็นใจ ความใส่ใจต่อผู้ที่ช่วยเหลือฉันแม้ความพยายามของเขานั้นอาจมีข้อบกพร่อง ความเต็มใจที่จะให้อภัยตนเองและผู้อื่น และตระหนักว่าชะตาของฉันอยู่ในกำมือของฉันเอง

หลานชายใช้ความคิดและถามขึ้นว่า “แต่คุณปู่ครับ แล้วหมาป่าตัวไหนชนะ
ล่ะครับ”

คุณปู่ตอบว่า “ตัวที่ปู่เลือกให้อาหารมันน่ะสิ”

—–

ผมว่าในแต่ละวัน หมาป่าสองตัวนี้คงผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ขึ้นอยู่กับว่าเราเจอสถานการณ์อะไร และรู้เนื้อรู้ตัวแค่ไหน

ถ้าวันๆ เราเอาแต่ให้เวลากับชีวิตภายนอก ก็มีความเป็นไปได้สูงที่หมาป่าปีศาจจะเติบใหญ่และขย้ำหมาป่าธรรมะอย่างสบายลิ้น

แต่หากเรามีเวลาให้ตัวเองได้ทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น และคิดถึงสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ในชีวิต ผมเชื่อว่าหมาป่าฝ่ายธรรมะจะแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน

วันนี้ คุณจะให้อาหารกับหมาป่าตัวไหนครับ?

—–

ป.ล. ต้นฉบับของสำนักพิมพ์ใช้คำว่า “สุนัขป่า” แต่ผมขอเปลี่ยนเป็น “หมาป่า” เพราะฟังเป็นธรรมชาติกว่าครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com