ไม่มีอะไรที่ขาดไปแล้วเราจะอยู่ไม่ได้

ผมว่าสิ่งหนึ่งที่คนเราควรแสวงหา คือการพึ่งพาสิ่งภายนอกให้น้อยที่สุด

บางคนทำงานไม่ได้ถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟ

บางคนออกข้างนอกไม่ได้ถ้าไม่ได้พกโทรศัพท์

บางคนไปเที่ยวไหนไม่ได้ถ้าไม่มีแฟนไปด้วย

“ความก้าวหน้า” ที่เราคุ้นเคย คือการมีกำลังซื้อมากขึ้น มีทรัพย์สมบัติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสิ่งของ

แต่อะไรที่เราเป็นเจ้าของ มันก็จะกลายมาเป็นเจ้าของเราด้วยเช่นกัน – what you own, owns you.

เราต้องเสียแรงเสียเวลาไปเท่าไหร่เพื่อให้ได้ของใหม่เข้ามา แต่พอได้มาแล้วเรากลับรู้สึกดีได้แค่ไม่นาน จากนั้นเราก็จะเคยชิน แล้วพอนานเข้าเราก็จะรู้สึกว่าขาดมันไม่ได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตอนเราไม่มีมัน เราก็ยังอยู่มาได้หลายปี

“ของมันต้องมี” เป็นแค่การตลาด ไม่มีสิ่งใดที่ขาดไปแล้วเราจะขาดใจ

ไม่ได้จะบอกให้โยนทิ้งทุกอย่างที่ทำให้ชีวิตง่ายดายหรือรื่นรมย์

แค่จะบอกว่าหากเราแคร์สิ่งเหล่านี้ให้น้อยลง เราก็จะมีอิสระมากขึ้นเท่านั้นเอง

“ความเครียดไม่ได้เกิดจากงานหนัก” -Jeff Bezos

ผมผ่านไปเจอวีดีโอของ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Amazon ที่ให้สัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่ปี 2001

Bezos บอกว่าความเครียดไม่ได้เกิดจากการทำงานหนัก

แล้วมันเกิดจากอะไร ผมถอดคำพูดของเขามาให้อ่านกันครับ

“โดยพื้นฐานแล้ว ความเครียดเกิดจากการที่เราไม่ take action ในเรื่องที่เราพอจะทำอะไรกับมันได้

ถ้าผมรู้ตัวว่าผมกำลังเครียดอยู่ นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่ามีบางอย่างที่ผมยังไม่ได้ระบุให้ชัดเจน และผมยังไม่ได้เริ่มทำอะไรกับมัน

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมระบุได้ว่าปัญหาคืออะไร และยกหูโทรหาใครสักคน หรือส่งเมลหาใครสักฉบับ หรือทำอะไรก็ตามเพื่อเริ่มจัดการปัญหานั้น แม้ว่าตัวปัญหาจะยังไม่ได้รับการแก้ไข การแค่ได้เริ่มลงมือก็ทำให้ความเครียดนั้นลดลงอย่างมหาศาลแล้ว

ความเครียดจึงเกิดจากการละเลยในเรื่องที่เราไม่ควรละเลย

ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจเรื่องความเครียดผิดๆ ความเครียดไม่ได้เกิดจากการทำงานหนัก คุณก็รู้ว่าบางทีคุณทำงานหนักมากแต่ก็สนุกกับมันมากเช่นกัน

และในทางกลับกัน คุณอาจจะไม่มีงานทำแต่คุณกลับเครียดสุดๆ เลยก็เป็นได้

หากใช้ตัวอย่างที่ผมกล่าวมา ถ้าอย่างน้อยคุณลงมือทำอะไรบางอย่างด้วยความมีวินัย เช่นหาโอกาสไปสัมภาษณ์งานอยู่เรื่อยๆ และพยายามจัดการปัญหาว่างงานของคุณ คุณจะเครียดน้อยกว่าการนั่งอยู่เฉยๆ และไม่ทำอะไรอย่างแน่นอน”


ขอบคุณเนื้อหาจาก Youtube: How do you deal with stress | Jeff Bezos

เห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีด้วย Negative Visualization

หลายคนคงเคยได้ยินคำแนะนำว่าเราควรฝึกตัวเองให้มี gratitude หรือการเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามี

วิธีที่เห็นบ่อยที่สุดคือ gratitude journal ที่ให้เราเขียนถึงสิ่งหรือคนที่เรา “อยากขอบคุณ” วันละ 3 อย่าง

เช่น ขอบคุณภรรยาที่ช่วยดูแลลูก ขอบคุณหัวหน้าที่ช่วยสอนงาน ขอบคุณบริษัทที่ยังให้ทำงานจากที่บ้านได้

ว่ากันว่าการเขียน gratitude journal จะทำให้เรามีความสุขความพอใจกับชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างจับต้องได้

ผมเองก็เคยลองทำเหมือนกันแต่ก็หยุดไป ไม่ใช่เพราะว่ามันไม่ดี แต่เพราะว่าเราเริ่มเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ เป็นนิสัยอยู่แล้ว พอต้องมานั่งจดด้วยก็เลยรู้สึกว่าซ้ำซ้อนและฝืนตัวเองนิดหน่อย

วันก่อนผมได้ยินอีกไอเดียหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ทำได้ง่ายแม้จะสุดโต่งกว่าหน่อย เป็นวิธีที่ชาวสโตอิค (stoic) ใช้กัน

เทคนิคนี้เรียกว่า Negative Visualization

วิธีก็คือให้ลองจินตนาการว่า สิ่งดีๆ ที่เรามีในชีวิตตอนนี้มันหายไปหมดเลย

ไม่ว่าจะเป็นลูก ภรรยา พ่อ แม่ พี่ น้อง คนอื่นๆ ในครอบครัว

บ้าน งาน เพื่อนฝูง สุขภาพ เงินลงทุน ฯลฯ

จะรู้สึกอย่างไร ถ้าเราจะไม่ได้เจอหน้าลูก พ่อ หรือแม่อีกแล้ว

จะรู้สึกอย่างไร ถ้าคนที่เคยเดินเคียงข้างกันเขาตัดสินใจไม่ไปต่อกับเรา

จะรู้สึกอย่างไร ถ้าต้องขนของออกจากบ้านหรือห้องที่เราเคยอยู่มานาน

เมื่ออยู่กับความรู้สึกเหล่านี้ได้สักครู่หนึ่ง ก็ค่อยกลับมาที่โลกแห่งความเป็นจริง (ด้วยความโล่งใจ)

แล้วเราจะรู้สึกว่าโชคดีจังที่เรายังมีพวกเขาอยู่ แล้วพอเจอลูก เราอาจจะกอดเขานานขึ้นอีกหน่อย พอคุยกับคนในครอบครัว เราอาจจะใจเย็นลงอีกนิด

แม้วิธีการนี้จะดูซาดิสม์ไปบ้าง แต่มันก็มีความเป็นไปได้และเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ที่คนเราจะจากกันโดยไม่คาดคิด หรือต้องสูญเสียบางอย่างไปโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ

การคิดถึงความสูญเสียจึงไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่เป็นการเตือนตัวเองให้นึกถึงความจริงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และเราจะเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีมากยิ่งขึ้น

ลองนำเทคนิค Negative Visualization ไปปรับใช้ดูนะครับ

ทำให้ได้ทั้ง Go! และ No Go!

เมื่อนานมาแล้วผมเคยอ่านหนังสือ The Game ของ Neil Strauss ที่พูดถึงวงการ Pickup Artists (PUA) หรือเหล่าผู้ชายที่เข้าวงการจีบสาวด้วยการเรียนรู้จากเหล่ากูรู

หนึ่งในกฎสำคัญของ PUA ก็คือ 3-second rule – หากเจอสาวคนไหนที่คุณสนใจ คุณมีเวลาแค่ 3 วินาทีเท่านั้นในการเข้าไปหาและพูดคุย

เพราะเมื่อคุณลงมือเร็วขนาดนั้น สมองของคุณจะไม่มีเวลาคิดเยอะ ยังไม่ต้องคิดด้วยซ้ำว่าจะคุยเรื่องอะไร แค่ทักทายแล้วก็ปล่อยไหลตามธรรมชาติ ถ้าพังก็ไม่เป็นไร ยังมีโอกาสเข้าหาสาวคนอื่นได้อีก สุดท้ายคุณจะเก่งขึ้นแน่นอน

แต่ถ้าคุณรอเวลาให้เกิน 3 วินาที สมองของคุณจะมีเวลามากพอให้คิดข้ออ้างต่างๆ นานา คุณกลัวและลังเล และสุดท้ายก็จะไม่ได้คุยกับใครเลย


Mel Robbins เป็นอีกคนที่โด่งดังจากกฎคล้ายๆ กัน นั่นคือ 5-Second Rule

หากเราคิดจะทำอะไรซักอย่างที่เราไม่อยากทำ ให้นับถอยหลัง 5 4 3 2 1 0

เมื่อ 0 เมื่อไหร่ให้ทำทันที

เช้าแล้ว อยากนอนต่อ แต่รู้ว่าต้องลุก ก็นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วลุกขึ้นมาทันที

หรือนอนไถเฟซอย่างเพลิดเพลิน แต่รู้ว่าควรหยุด ก็นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วเลิกเล่นทันที

การนับถอยหลังจะมีความรู้สึกเหมือนจรวดกำลังจะปล่อยตัว หรือนักวิ่ง 100 เมตรกำลังรอสัญญาณปืน ดังนั้นมันจึงกระตุ้นให้เรารู้สึกว่าเราต้องลงมือทำ


เมื่อปี 2014 พลเรือเอก William H. McRaven ของสหรัฐอเมริกา ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีจบการศึกษาของ University of Texas

ประโยคทองของแม็คเรเวนก็คือ “If you want to change the world, start off by making your bed.” – หากคุณอยากเปลี่ยนโลก จงเริ่มต้นด้วยการเก็บเตียง

เมื่อเราเก็บเตียงได้สำเร็จเสียหนึ่งอย่าง เราจะมีกำลังใจและโมเมนตัมในการทำอะไรสำเร็จได้อีกหลายอย่างในวันนั้น และหากเราเก็บเตียงได้เป็นอย่างดีและไร้ที่ติ มันก็จะเป็นการฝึกให้เราทำสิ่งอื่นๆ อย่างเต็มความสามารถด้วยเช่นกัน


ทั้งกฎ 3 วินาทีของหนุ่มที่อยากจีบสาว กฎ 5 วินาทีของคนที่อยากบังคับตัวเองให้ทำในสิ่งที่มีแรงต้าน และการเก็บเตียงทุกเช้า คือเทคนิคที่จะช่วยให้เราเป็นคนที่กล้าลงมือทำมากขึ้น

มันคือการบอกสมองให้ “Go!” ลงมือทำไปเลย ไม่ต้องคิดเยอะ ไม่ต้องหาข้ออ้าง ทำ ทำ ทำ เดี๋ยวก็ดีเอง

แต่ดีเกินดีคือไม่ดี เหรียญย่อมมีสองด้าน และความสมดุลนั้นเป็นสิ่งสำคัญ

สำหรับคนที่ทำงานในองค์กรที่เป็น fast-paced environment ต้อง Go Go Go มาตลอดทั้งวันหรือทั้งสัปดาห์ เราอาจจะเสพติดการ Go มากเกินไปก็ได้

ใครที่ติดเช็ค Slack / Email / LINE คือแค่มีความอยากเกิดขึ้นเมื่อไหร่ หรือเห็น noti เมื่อไหร่ ก็อดไม่ได้ที่จะหยิบมือถือขึ้นมาเช็คและพิมพ์ตอบ พอได้ทำแล้วโดพามีนมันหลั่ง ทำให้เรามีความสุข

เหล่า Social Media ทั้งหลายก็รู้ถึงความจริงข้อนี้ จึงออกแบบโปรดักท์ของตัวเองให้เราติดงอมแงม

ดังนั้น ถ้าเราติดความเป็นคน “Go!” มากเกินไป เราควรจะฝึกความเป็น “No Go!” ด้วยเช่นกัน

เมื่อมีคนทัก Slack มา ให้กลั้นใจเอาไว้ แล้วกลับมาจดจ่อกับงานตรงหน้า

เมื่ออยากกินขนม ให้รออีกซัก 5 นาทีแล้วดูว่ายังอยากกินอยู่มั้ย

เมื่อใครมาพูดจาไม่ดีแล้วรู้สึกว่าอยากจะโต้ตอบเสียเหลือเกิน ก็ห้ามตัวเองไม่ให้ทำแล้วหันกลับไปสนใจงานอื่นแทน

เราเสียเวลา เงิน และสุขภาพไปไม่น้อยเพราะขาดความสามารถที่จะบอกตัวเองให้ No Go กับสิ่งเหล่านี้

การลับดาบควรให้คมทั้งสองฝั่งฉันใด การลับสมองให้คมทั้งสองฝั่งก็สำคัญฉันนั้น

ขอให้เป็นคนที่พร้อม Go กับสิ่งที่มีแรงต้าน และมีสติพอที่จะ No Go กับสิ่งเย้ายวนครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Andrew Huberman | Farnam Street (The Knowledge Project Podcast) | How to Control Your Impulses So You Don’t Ruin Your Life

5 เรื่องที่นึกว่าเป็นคนเดียว ที่แท้คนอื่นก็เป็น

1. มือถือสั่นแม้ไม่มีใครโทรมา

ผมจะพกมือถือเอาไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านซ้าย นั่งไปสักพักก็จะรู้สึกว่ามือถือสั่น แต่พอหยิบขึ้นมาดูกลับไม่ได้มีใครโทรมา

มารู้ทีหลังว่า มีคนเป็นกันเยอะ มีชื่อเรียกว่า Phantom vibration syndrome อ่านจากใน Wikipedia แล้วยังไม่ทราบต้นเหตุแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากการตีความผิดของเปลือกสมอง (cerebral cortex) เวลามีผัสสะที่เกิดจากสิ่งอื่นเช่นเสื้อผ้าหรือกล้ามเนื้อหดตัว

2. หายใจผ่านรูจมูกข้างเดียว

ผมเป็นคนเป็นภูมิแพ้อยู่เรื่อยๆ เลยมักจะคิดว่าคงมีเฉพาะคนที่เป็นหวัดหรือเป็นภูมิแพ้ที่หายใจผ่านรูจมูกแค่ข้างเดียว เพราะอีกข้างมักมีน้ำมูกคั่งอยู่

แต่จริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่หายใจผ่านรูจมูกแค่รูเดียว แล้วพออีก 2-3 ชั่วโมงก็จะสลับไปหายใจผ่านรูจมูกอีกข้างหนึ่ง ปรากฎการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า nasal cycle หรือวงจรนาสิก

“During the nasal cycle, unequal blood flow in the nostrils causes the tissue in one nostril to fill with blood and block that nostril, while the other remains open. Researchers believe 70–80% of adults have a regular nasal cycle.”

การที่รูจมูกข้างใดข้างหนึ่งไม่ทำงาน จึงไม่ได้เกิดจากบล็อกของน้ำมูก แต่เกิดจากการบล็อกของเส้นเลือดฝอยในรูจมูก

3. เมื่อเสียเงินไปแล้วกลับใช้เงินเยอะกว่าเดิม

เคยมั้ยครับที่พอขาดทุนอะไรบางอย่างไปแล้ว เช่นเสียเงินกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือราคาหุ้น/คริปโตตก แล้วแทนที่เราจะระมัดระวังกับการใช้จ่ายมากขึ้น เรากลับออกไปซื้อของแพงๆ ราคาหลายพันหลายหมื่นแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง อารมณ์คนประชดชีวิตประมาณนั้น

ผมไม่รู้ว่าฝรั่งมีชื่อให้ปรากฎการณ์นี้รึเปล่า แต่เพื่อนผมคนหนึ่งก็เคยเล่าให้ผมฟังว่าเขาก็เป็นเหมือนกัน

4. นึกว่ามีกล้องจับจ้องเราอยู่

ตอนเด็กๆ ผมเคยคิดว่า จะเป็นไปได้มั้ยว่าจริงๆ แล้วทุกคนรอบตัวเราเล่นละครหมดเลย มีกล้องจับเราอยู่ทุกความเคลื่อนไหว และมีคนดูเราอยู่ด้วยความบันเทิง

พอเรียนม.ปลายก็มีเพื่อนคนนึงที่มีความคิดเหมือนกันเป๊ะ แล้วหลังจากนั้นจึงได้รู้ว่ามัน mass กว่าที่เราคิดเมื่อหนังเรื่อง The Truman Show ที่นำแสดงโดย Jim Carrey เข้าโรง

5. ถ่ายรูปไม่ขึ้น

สมัยที่ยังเป็นกล้องฟิล์ม เรามักจะรู้สึกว่าเราถ่ายรูปไม่ขึ้นเท่าไหร่ ขณะที่รูปคนอื่นๆ ก็ดูโอเคดี

เหตุผลหลักก็เพราะว่าเราไม่คุ้นเคยกับหน้าที่แท้จริงของเรา คนที่เห็นหน้าที่แท้จริงของเรามีแต่คนอื่นเท่านั้น ส่วนเราจะเห็นเพียงภาพสะท้อนในกระจกเงา

และเนื่องจากหน้าของคนไม่ได้สมมาตรเป๊ะๆ สมมติว่าจมูกเราเบ้ไปทางซ้ายแค่ 2 มิลลิเมตร เวลาดูในกระจกเราจะเห็นว่ามันเบ้ไปทางขวา 2 มิลลิเมตร และนี่คือหน้าที่เราคุ้นเคย

แต่พอถ่ายรูปออกมา กลับกลายเป็นว่าจมูกมัน ผิดที่ผิดทางไปถึง 4 มิลลิเมตร (เบ้ซ้าย 2 มิลแทนที่จะเบ้ขวา 2 มิล) เราก็เลยรู้สึกว่าหน้าเราแปลกๆ และพานคิดว่าถ่ายรูปไม่ขึ้น ในขณะที่คนอื่นเห็นรูปเราแล้วก็บอกว่าปกติดีเพราะเขาคุ้นเคยกับหน้าเราแบบนี้อยู่แล้ว (เหมือนกับที่เราเห็นรูปคนอื่นแล้วก็รู้สึกว่าเขาปกติดีเช่นกัน)

นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่คนชอบเซลฟี่ เพราะนอกจากจะใช้ฟิลเตอร์แล้ว มันยังเป็นหน้าตาที่เราคุ้นเคยมาตลอดอีกด้วย

หากใครเคยเป็นหนึ่งใน 5 ข้อข้างบน หรือมีข้ออื่นๆ เสนอแนะ ก็มาพูดคุยกันได้เลยนะครับ