สิ่งที่สอนกันไม่ได้

20161229_unteachable

“Nothing that is worth knowing can be taught”

“สิ่งที่ควรค่าแก่การรู้จริงๆ นั้นสอนกันไม่ได้หรอกนะ”

– Oscar Wilde

หากได้ลองทบทวนตัวเองดีๆ เราอาจสังเกตว่า บทเรียนสำคัญนั้นมักไม่ได้ออกมาจากปากหรือปากกาของใคร

แต่ออกมาจากใจเราเอง

เพราะต่อให้เราได้ยินหรือได้อ่านคำสอนดีๆ มากแค่ไหน เราก็ได้รับแค่ “ชุดข้อมูล” ที่สมองของเราจดจำได้ แต่เรายังไม่ได้เข้าใจ เพราะมันยัง “เข้า” ไปไม่ถึง “ใจ” เราจริงๆ

ความรู้ส่วนใหญ่จึงเป็นแค่เพียงความจำ แต่ไม่ได้นำไปสู่การปรับปรุงพฤติกรรมเพื่อให้ชีวิตของเราดีงามขึ้น

ต่อเมื่อเราได้เจอเหตุการณ์บางอย่าง ที่บังคับให้เรากลับมาตั้งคำถามกับนิสัยหรือวิถีชีวิตที่ผ่านมาอย่างจริงจังแล้วนั่นแหละ เราถึงจะเข้าถึงข้อสรุปได้ด้วยตัวเอง และนำความ “เข้าใจ” นั้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งความคิด คำพูด และการกระทำ จนไม่อาจกลับไปทำผิดแบบเดิมๆ อีก

“Nothing that is worth knowing can be taught”

ในฐานะพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือผู้อาวุโสกว่า เราจึงต้องเผื่อใจไว้ว่า คำสอนของเราอาจไปไม่ถึง “นักเรียน” ของเราหรอก

อย่างมากที่สุดที่เราพอจะทำได้ คือการเป็นแบบอย่างที่ดีและส่งเสริมให้นักเรียนคนนั้นได้คิดและหาคำตอบของตัวเองครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ทางเลือกความเจ็บปวด

20161228_painchoice

“We must all suffer from one of two pains: the pain of discipline or the pain of regret. The difference is discipline weighs ounces while regret weighs tons.”

“เราต่างก็ต้องเจอความเจ็บปวดแบบใดแบบหนึ่ง ระหว่างเจ็บปวดจากวินัยหรือเจ็บปวดจากความเสียดาย ความเจ็บปวดจากวินัยนั้นบางเบาเหมือนขนนก ความเจ็บปวดจากความเสียดายนั้นหนักอึ้งดังขุนเขา”

– Jim Rohn


เห็นประโยคนี้แล้วผมนึกถึงศัพท์ๆ หนึ่งที่ฝรั่งชอบใช้กัน

มันคือคำว่า instant gratification ซึ่งน่าจะแปลได้ประมาณว่า “ความสุขเฉพาะหน้า” หรือ “ความสุขด่วนได้”

นั่นคือเราเลือกที่จะมีความสุข ณ ตอนนี้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าถ้าอดใจซักหน่อย จะเกิดประโยชน์ในอนาคตมากกว่านี้

สุภาษิตไทยที่มีความหมายตรงข้ามกับ instant gratification ก็คือ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” นั่นเอง

เราทุกคนล้วนตกเป็นเหยื่อเจ้าความสุขด่วนได้

เราถึงส่องเฟซจนดึกดื่น จนตอนเช้าตื่นมาอย่างสะโหลสะเหล

เราถึงไม่ตั้งใจเรียน ทั้งๆ ที่จะเอาจริงๆ ก็ทำได้

เราถึงเลือกที่จะกินขนมมีผงชูรส ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่ดีต่อร่างกาย (และหนังศีรษะ)

เราถึงเลือกนอนอืดอยู่ในห้อง ทั้งๆ ที่ตอนแรกตั้งใจว่าเช้านี้จะไปออกกำลังกาย

แล้วเราก็ค่อยมาบ่นกับตัวเองทีหลังว่า “ไม่น่าเลย”

We must all suffer from one of two pains: the pain of discipline or the pain of regret.

การยอมอ่อนข้อให้ความสุขด่วนได้ คือการทำร้ายตัวเองในอนาคต

มีวินัยเพิ่มขึ้นอีกสักนิดในวันนี้ แล้วตัวเราในวันหน้าจะนึกขอบคุณเราครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

ทรัพย์สินที่หรูหราที่สุด

20161228_luxurious

คือเวลาและความเงียบ

“Time and silence are the most luxurious things today.”

– Tom Ford


ทำไมเราถึงไม่มีเวลา?

จริงๆ ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน

สำคัญคือเราเอาเวลาไปทำอะไรบ้าง

ถ้าได้ใช้เวลาไปกับสิ่งที่อยากทำจริงๆ คนๆ นั้นน่าจะรู้สึกว่าตัวเองมีเวลา

เพราะที่เราบ่นๆ ว่า “ไม่มีเวลา” นั้น ก็เพราะเรากำลังรู้สึกผิดที่เอาเวลาไปทำอย่างอื่นจนแทบไม่เหลือเวลาให้กับสิ่งที่เราเห็นว่าสำคัญและคิดจะทำมานานแล้ว

หนึ่งในวิธีแก้ ก็คือมานั่งคิดให้ดีๆ ว่าอะไรที่สำคัญกับเราจริงๆ แล้วจัดเวลาให้มัน เมื่อเอาเวลาไปใส่กับสิ่งนี้แล้ว เรื่องอื่นๆ ที่สำคัญรองลงมาก็จะหาช่องเวลาของมันได้เอง

ทำไมเราถึงไม่มีความเงียบ?

จริงๆ ความเงียบก็มีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง

เพียงแต่เราไม่เคยหยุดเพื่อจะฟังและอยู่กับความเงียบต่างหาก

ถ้าความเงียบเป็นช่องว่าง ก็เป็นเราเองนี่แหละที่ชอบหาอะไรมาถมช่องว่างจนเต็มทุกที

อยู่กับเพื่อนก็ต้องคุยกัน ความเงียบทางกายภาพจึงไม่มี

พออยู่กับคนไม่รู้จักหรืออยู่คนเดียวก็หยิบมือถือขึ้นมาเล่น ความเงียบภายในหัวจึงไม่มีเช่นกัน

Time and silence are the most luxurious things today.

ในยุคที่เรามีความกินดีอยู่ดีกว่ายุคใด จึงเหมือนเป็นตลกร้ายที่เรากลับรู้สึกขาดแคลนสิ่งที่โลกมอบให้เรามาโดยตลอด

ทรัพย์สินอันหรูหราที่ชื่อว่าเวลาและความเงียบนี้ ยิ่งทำเท่าไหร่ยิ่งไม่มี

ต้องหยุดทำเท่านั้นจึงจะพอมีได้


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เราไม่อาจเริ่มชีวิตบทใหม่

20161226_newchapter

ถ้าเรามัวแต่อ่านบทที่แล้วซ้ำไปซ้ำมา

You can’t start the next chapter of your life if you keep re-reading the last one.

– Michael McMillan

จริงอยู่ ที่คนเราควรเรียนรู้จากอดีต

แต่อดีตเป็นเพียงสถานที่ให้เราเยี่ยมเยียน ไม่ใช่สถานที่ที่เราจะใช้ชีวิตอยู่ได้

วันแต่ละวัน เปิดโอกาสให้เราได้เขียนบทใหม่เสมอ ขึ้นอยู่กับเราว่าจะหยิบปากกาขึ้นมา หรือจะพลิกหน้ากลับไปอ่านบทก่อนๆ

การที่เราโหยหาอดีต ก็เพราะว่ามันหอมหวานกว่าปัจจุบัน

แต่เราสามารถสร้างอดีตที่หอมหวานยิ่งกว่า หากเราเริ่มอยู่กับปัจจุบันตั้งแต่วันนี้นะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กฎ 10/10/10 สำหรับการตัดสินใจ

20161225_101010rule

เราทุกคนล้วนแต่เคยต้องเจอเรื่องที่ยากเย็นสำหรับการตัดสินใจ

และบ่อยครั้ง การตัดสินใจที่ผิดพลาดมักจะเกิดจากอารมณ์ชั่วขณะ เช่นความโกรธ ความกลัว ความโลภ

ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ เราจึงควรให้เวลาซักหน่อย เหมือนคำพูดฝรั่งที่ว่า You should sleep on it ซึ่งหมายความว่าให้กลับไปนอนคิดซักคืนหนึ่งก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ

แต่กับเรื่องบางเรื่อง แค่นอนอย่างเดียวไม่พอ เราควรจะมีเครื่องมือบางอย่างที่ช่วยในการตัดสินใจเรื่องยากๆ ด้วย

หนึ่งในเครื่องมือที่ค่อนข้างมีประโยชน์คือกฎ 10/10/10 ที่เขียนโดน Suzie Welch

กฎนี้เรียบง่ายมาก แค่ให้มองการตัดสินใจของเราใน 3 ระยะ

จะรู้สึกยังไง (กับการตัดสินใจของเรา) 10 นาทีต่อจากนี้?

จะรู้สึกยังไง 10 เดือนต่อจากนี้?

จะรู้สึกยังไง 10 ปีต่อจากนี้?

แอนนี่ หญิงสาววัย 36 กำลังคบหากับคาร์ลวัย 45 ซึ่งเคยแต่งงานและหย่ามาแล้ว

การหย่าร้างคราวนั้นทำร้ายจิตใจคาร์ลมาก คาร์ลจึงค่อนข้างระวังตัวและไม่กล้าแสดงออกทางความรู้สึกมากนัก จริงๆ แล้วทั้งสองฝ่ายยังไม่เคยบอกรักอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำไป

แต่แอนนี่อยากให้ความสัมพันธ์คืบหน้าเร็วกว่านี้ เพราะเธอเองก็อยากจะมีลูก และเธอก็อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้ว เธอจึงต้องตัดสินใจว่าจะบอกรักคาร์ลดีหรือไม่ ถ้าบอกไปแล้วคาร์ลจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ความไม่แน่นอนนี้ทำให้แอนนี่ลังเลที่จะเอ่ยปากตลอดมา

แอนนี่ก็เลยใช้กฎ 10/10/10 กับตัวเอง ว่าถ้าเธอบอกรักคาร์ลตอนนี้ อีก 10 นาทีเธอจะรู้สึกอย่างไร “ฉันน่าจะยังกระวนกระวาย แต่ก็ยังภูมิใจที่ได้พูดมันออกไปและแสดงความรู้สึกในใจฉันออกมา”

แล้วอีก 10 เดือนจะรู้สึกอย่างไร – “ก็จะไม่รู้สึกเสียใจหรือเสียดายเลย เพราะฉันก็อยากให้ความสัมพันธ์นี้ก้าวหน้าจริงๆ  ถ้าไม่ลองดูก็ไม่รู้ซักทีจริงมั้ย”

แล้วอีก 10 ปีจะรู้สึกอย่างไร – “ไม่ว่าคาร์ลจะตอบว่ายังไงก็ไม่น่าจะสำคัญมากหรอก ฉันกับคาร์ลอาจจะได้แต่งงานกัน ไม่อย่างนั้นฉันก็อาจจะแต่งงานกับคนอื่นแทนเท่านั้นเอง”

เมื่อใช้กฎ 10/10/10 แล้ว จึงทำให้การตัดสินใจของแอนนี่ง่ายขึ้น แอนนี่จึงเป็นฝ่ายบอกรักคาร์ลก่อน และแม้คาร์ลจะไม่ได้บอกรักกลับในทันที แต่เขาก็เปิดใจมากขึ้นและกล้าแสดงความรู้สึกมากกว่าเดิม

การคำนึงถึงผลลัพธ์ของการตัดสินใจในสามช่วงเวลา จะช่วยให้เราแน่ใจได้ว่า อารมณ์ชั่วขณะของเราจะไม่ใช่ตัวกำหนดทุกอย่าง เราจะมองผลของการตัดสินใจในระยะกลางและระยะยาวได้ชัดเจนขึ้น และเมื่อนั้นเราจะรู้ว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำนั้นดีต่อเราจริงหรือไม่ครับ

ลองเอากฎนี้ไปใช้ดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Fast Company: The 10/10/10 Rule For Tough Decisions by Chip & Den Heath

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com